Skip to main content

ตอนที่แล้ว ฉันบ่นงึมงำเรื่องที่ข้าวสารบ้านสี่ขาเหลือแค่ ๒ กิโล จนต้องลงนั่งกุมขมับ

แล้วก็คิดถึงวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ที่โรงเรียนบนภูเขาในจังหวัดเลย วันที่ฉันต้องรับบทแม่ครัวจำเป็น

เลือกไม่ถูกว่าจะภูมิใจหรือกลุ้มใจ ที่ได้รับเกียรติให้แปรวัตถุดิบมูลค่า ๗๐ บาท อันประกอบด้วยแป้งเส้นใหญ่ ๓ กิโล น้ำมันหมูเป็นไข ๒-๓ ถุง น้ำตาลทราย ๑ ถุง กับสารพัดผักดอย ให้กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้า โดยมีปากท้องของเด็กน้อยร้อยกว่าคนเป็นเดิมพัน

ไม่แน่ใจว่าโชคชะตาแกล้งฉันหรือแกล้งเด็กๆ กันแน่
มาถึงตอนนี้ก็ต้อง(กัดฟัน)เล่าต่อ ว่าสุดท้าย ฉันและเด็กๆ รวมทั้งหมา (ภูเขา)จะลงเอยอย่างไร

\\/--break--\>

เอ้า เร้ว ลงมือกันเถอะค่ะ!” ฉันปรบมือคึกคัก บอกแม่ๆ ๓ คนที่ยืนคอยอยู่ จริงๆ ยังนึกไม่ออกว่าจะลงมือทำอะไร แต่ บิ๊วอารมณ์ไว้ก่อน

ยืนเกาคางอยู่พักหนึ่งก็ลงมือคลี่เส้นก๋วยเตี๋ยว วานให้พวกแม่ ๆ ก่อไฟ ตักน้ำ ล้างผักทั้งหมดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทั้งมะเขือ แตงร้าน บวบ ฟักเขียว ถั่วฝักยาว หน่อไม้ ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ผักคะน้า
ไม่เห็นต้องคะน้า ราดหน้าใส่มะเขือกับแตงร้านก็อร่อยได้
ฉันคิดทางบวก

พอไฟลุกดีก็ตั้งกระทะ(ก้นดำปี๋) แกะถุงน้ำมันหมูใส่ กลิ่นออกหืนๆ แต่ช่างเถอะ ไม่มีหมู มีน้ำมันหมูก็ยังดี (วะ)
น้ำมันร้อน ก็เทเส้นลงไปคลุกเคล้า หันไปคว้าขวดซีอิ๊วดำ อ้าว ฝันไป ไม่มีสักหน่อย เชอะ ผัดน้ำมันเฉยๆ ก็ได้

ดูปริมาณเส้นก๋วยเตี๋ยวเทียบกับจำนวนเด็ก คำนวณเล่นๆ ประสาคนอ่อนคณิตศาสตร์ คาดว่าจะได้กินคนละไม่กี่เส้น ฮ่ะฮ่ะ ไม่เป็นไร ยังไงๆ ก็ยังมีเส้น ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ(หัวเราะคลายเครียด)

อะไรต่อ? อ้อ ตั้งหม้อใหญ่บนเตา ใส่น้ำค่อนหม้อ หันรีหันขวางอยู่พักหนึ่ง จึงใส่ผักทั้งหมดลงไป (ก็ไม่มีอะไรอื่นจะใส่แล้วนี่!) กะว่าผักสุกแล้วจะใส่น้ำตาลกับเกลือ แค่นั้นก็เสร็จ ใครว่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าทำยาก ไม่จริ๊งงงง..มีอะไรง่ายกว่านี้อีกไหมคะคุณขา โหะโหะ (ปาดน้ำตา)

ก็แหม น้ำปลาก็ไม่มี ซีอิ๊ว กระเทียม พริกไทย เต้าเจี้ยว แป้งมัน ซอสปรุงรส ไม่มีสักอย่าง จะให้ใส่อะไรเล่า เอาเหอะ อย่ายึดติด อย่าได้แคร์สูตรใดๆ หมึกแดงหมึกดำลืมไปให้หมด ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าควรจะผันไปตามบริบทของชุมชน โอ้ว ใช้ศัพท์วิชาการเสียด้วย

คุณพระช่วย! ฟืนหมด

โอ๊ย เคราะห์ซ้ำกรรมซัด น้ำก็ยังไม่ทันเดือด ฉันลุกลี้ลุกลนเรียกหาผู้ช่วยนางเอกที่ยืนเขย่าลูกอ่อนอยู่ เร้ว หาฟืนให้หน่อยจ้า พวกเธอบอก จ้าครู แล้ววิ่งออกไปทันใด พลันน้องครูคนเดิมก็วิ่งเข้ามาบอกว่า
พี่ หนูนึกได้แล้ว พี่อยากให้มีโปรตีนใช่ไหม

เคยใช่ แต่พี่ทำใจแล้ว พี่จะทำราดหน้าตามบริบทของชุมชน
ฉันชะเง้อมองแหล่งโปรตีน ๒-๓ ตัวที่เดินมาเมียงมองอยู่หน้าโรงครัว ไม่รู้ว่าหิวหรือมาสืบราชการลับ (ที่อาจเป็นภัยต่อราษฎรสี่ขาอย่างพวกมัน)
หนูลืมไปเมื่อวันเสาร์ซื้อไข่ไก่มาจากหล่มเก่า ยังเหลืออยู่เกือบ ๒๐ ฟอง เอามาให้เด็กๆ ดีกว่านะพี่
พวกครูลงขันซื้อไข่ไว้ทำกับข้าวกินด้วยกันทั้งเดือน เป็นอาหารดีๆ เท่าที่สภาพความเป็นอยู่เอื้ออำนวย

ยังดีที่ฤดูนี้ลงดอยไปตลาดหล่มเก่าได้ ถ้าเป็นฤดูฝน อย่าได้หวังลงไปไหน ลงก็ยาก ขึ้นก็ไม่ได้ หมู่บ้านเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
โรงเรียนเคยพยายามจะเลี้ยงปลาในโครงการอาหารกลางวัน ทำเรื่องขอพันธุ์ปลาจากจังหวัดมาลงบ่อที่ชาวบ้านช่วยขุดให้ ปรากฏว่าเมื่อปีกลายเกิดแม่คะนิ้ง (น้ำค้างแข็ง) ปลาหนาวตายเกลี้ยงบ่อ

เอ้า แล้วพวกเราจะมีอะไรกินล่ะ
ฉันถาม
ไม่เป็นไรพี่ เก็บผักมาต้มกินก็ได้
แล้วเธอก็รีบไปบอกให้เด็กป.๖ วิ่งไปหยิบไข่ที่บ้านพักครูมาให้ฉัน

ครูหนุ่มที่เป็นชาวเขาในพื้นที่โผล่หน้ามาถามว่า

เสร็จแล้วบ่ครับครู จะได้ให้เด็กน้อยพักเที่ยง ทำกิจกรรมมา ๓ กิจกรรมแล้ว

แต่พอเห็นหม้อที่นิ่งสนิทบนเตา กับยิ้มแห้งๆ ของฉัน เขาก็ดูจะเข้าอกเข้าใจเป็นอันดี (แถมท่าทีเห็นใจหน่อยๆ)
เอ้อ เอ้อ บ่เป็นหยัง งั้นผมจะพาเด็กทำกิจกรรมต่ออีกซัก ๓-๔ กิจกรรมเน้อ
ครูผลุบออกไป แม่ ๒ คนที่ออกไปหาฟืนก็กลับมาวางไม้ไผ่คนละหอบใหญ่ลงพื้นดังโครม ฉันมองแล้วรู้สึกคุ้นๆ

เอาไม้ไผ่มาจากไหนคะนี่ คงไม่ใช่...
พูดไม่ทันจบ แม่คนหนึ่งก็ชี้มือไปยังแหล่งที่มา
ว้าย อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก แม่เล่นดึงรั้วโรงเรียนมาทั้งแถบ
!

บ่อนนี้บ่มีไม้ฟืนหรอกครู ต้องไปหาในป่าพู่น ไปมาบ่ทัน หน่วยหาฟืนเฉพาะกิจรีบชี้แจง
ช่างเถอะค่ะ นาทีนี้ขอแค่น้ำเดือดเท่านั้นแหละ

ฉันรีบใส่ไม้ไผ่เข้าไปในเตา เร่งพัดจนไฟลุกโชน ปากท้องของเด็กๆ ย่อมสำคัญกว่ารั้วโรงเรียน

เดือดแล้ว ไชโยด้วยความลิงโลด รีบใส่น้ำตาลกับเกลือ ชิมดูปรากฏว่ามีแต่เค็ม เติมน้ำตาลอีกครึ่งก็ยังเฉย ใส่หมดถุงเลยแล้วกัน

แม่คนหนึ่งชะโงกมองปริมาณน้ำก๋วยเตี๋ยวแล้วว่า
จะพอเหรอจ๊ะครู ฉันเห็นด้วยจึงร้องขอน้ำมาเติมไวๆ
แม่อีกคนหิ้วถังน้ำมาพอดี รีบยกเท ฉันร้องเฮ้ย แต่ไม่ทัน เธอเทเกลี้ยงถัง พุทโธ ธัมโม สังโฆ น้ำเกือบล้นหม้อ

คนมือไวยืนถือถังน้ำหน้าจ๋อยจนฉันรู้สึกผิดเสียเองที่สั่งความไม่ชัดเจน

เอ้อ ไม่เป็นไรค่ะ น้ำเยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน จะได้แน่ใจว่าพอกิน เหลือดีกว่าขาดเนอะ แฮ่ะแฮ่ะ
ชิมอีกทีปรากฏว่าจืดสนิท ทำไงได้ เหลือแต่เกลือแล้วละ ฉันเทเกลือลงไปหมดทั้งถุง
!

ต้มจนผักสุกนิ่มดีแล้วก็ตอกไข่ทั้งหมดใส่หม้อ คนไปคนมาเนื้อไข่หายไปไหนหมดไม่รู้ ก็แหม น้ำเยอะซะขนาดนั้น
แม่ๆ ช่วยกันชิมแล้วสรุปเป็นเสียงเดียวกัน ลำ ลำแล้วละครู เอาเต๊อะ ฉันลองชิมบ้าง พยายามลืมราดหน้าที่เคยกินมาทั้งหมดในชีวิต รู้สึกว่าได้รสหวานนิดๆ ของผักสดจากธรรมชาติ

บ่ายเศษๆ ครูหนุ่มโผล่เข้ามาในครัวอีกรอบแล้วยิ้มแฉ่ง รีบเดินไปตีระฆัง

เด็กๆ ตื่นเต้นดีใจที่ได้กินก๋วยเตี๋ยวราดหน้า บางคนใช้มือหยิบเส้นใส่ปากแล้วซดน้ำตาม บางคนมีข้าวนึ่งจากบ้านมาก็ปั้นข้าวจิ้มน้ำก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย (คงหิวจัดด้วยแหละ)

ลำบ่ อร่อยไหมจ๊ะ ฉันถามเด็กหัวทุยคนหนึ่ง
อื้ม
แกผงกหัวแล้วยกชามขึ้นซดดังโฮก
ในที่สุด ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าสารพัดผักใส่ไข่(แทบมองไม่เห็น) ที่มีน้ำมากกว่าเนื้อก็หมดเกลี้ยง เด็กๆ หน้าตาเบิกบาน จนฉันรู้สึกตื้นตัน หมา ๒-๓ ตัวเดินเล็มเศษก๋วยเตี๋ยวที่หล่นอยู่นิดๆ หน่อยๆ ตัวหนึ่งนอนแทะก้อนข้าวนึ่งแข็งๆ อย่างมีความสุข

พรุ่งนี้จะทำยังไงคะ ฉันถามน้องครูที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ
ไม่เป็นไรพี่ ยังพอมีข้าวสาร ต้มเปื่อยๆ กับผักเยอะๆ ใส่เกลือใส่น้ำมากๆ ก็พอกินกันอยู่หรอก

จะเป็นเพราะเธอเข้มแข็ง หรือชาชินกับปัญหาจนไม่รู้ว่าจะกลุ้มไปทำไม หรือเพราะอะไรก็ตาม ฉันคิดว่า บางทีชีวิตก็เหมือนทำก๋วยเตี๋ยวราดหน้า องค์ประกอบไม่ครบไม่เป็นไร ปรุงสูตรไหนก็อร่อยได้ถ้าใจเรากว้างพอ

กลับมาบ้านสี่ขา กำลังคิดว่ากุมขมับไปก็เมื่อยเปล่า ยังไง ๆ ข้าวสารก็เหลือ ๒ กิโลอยู่ดี จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ก็พอดีเจ้าแตงกวามายืนส่ายก้นจ้องหน้าฉัน ท่าทางอยากได้เก้าอี้ของมันคืน พอฉันลุกขึ้นยืน แตงกวาก็รีบกระโดดขึ้นเก้าอี้ทันที

เอ้า วันนี้กินข้าวต้มน้ำใสก็แล้วกันนะ รับรองว่าใซ้ ใส ไร้มลพิษ ฮิฮิ
ฉันบอกสี่ขาทั้งหลายขณะเตรียมก่อไฟ

ปัญหาของพรุ่งนี้ก็เก็บไว้ให้เป็นของพรุ่งนี้ก็แล้วกั๊น!

 
 

ป.ล.จานนี้เป็นราดหน้าหมูหมักเจ้าอร่อยที่ตลาดราชวัตร โชคดี(มั้ยเนี่ย)ที่เด็กๆ ไม่เคยเห็น แฮ่ะแฮ่ะ

 

 

บล็อกของ มูน

มูน
“เธอยังไม่รู้อีกหรือ ว่าแม่อยู่ในกระดูกของเธอตลอดเวลาเชียวละ” The Joy Luck Club     สงสัยว่า แม่กับลูกสาวบ้านอื่นๆ เขาเป็นยังไง ทะเลาะกัน เถียงกัน และทั้งๆ ที่รักกัน แต่บางเวลาก็เบื่อหน่ายกันอย่างฉันกับแม่บ้างหรือเปล่า   ตอนที่ฉันยังเด็ก บ้านเราไม่ร่ำรวย (จะว่าไป ตอนนี้ก็ยังไม่ร่ำรวย พูดง่ายๆ คือไม่เคยรวยเลยดีกว่า) แต่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้น เพียงแต่เราไม่เคยมีพอที่จะซื้อหาอะไรตามต้องการได้มากนัก บางช่วง ฉันยังพับถุงกระดาษขาย (ร้อยใบได้สิบสลึง) เพื่อหาเงินไปโรงเรียน ทุกเย็นก็เดินเก็บยอดกระถินข้างทางมาจิ้มน้ำปลาพริกป่นกินกับข้าว วันไหนอยากดูโทรทัศน์ก็วิ่งไปชะเง้อดูบ้านคนอื่น…
มูน
ตอนที่แล้ว ฉันบ่นงึมงำเรื่องที่ข้าวสารบ้านสี่ขาเหลือแค่ ๒ กิโล จนต้องลงนั่งกุมขมับ แล้วก็คิดถึงวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ที่โรงเรียนบนภูเขาในจังหวัดเลย วันที่ฉันต้องรับบทแม่ครัวจำเป็น เลือกไม่ถูกว่าจะภูมิใจหรือกลุ้มใจ ที่ได้รับเกียรติให้แปรวัตถุดิบมูลค่า ๗๐ บาท อันประกอบด้วยแป้งเส้นใหญ่ ๓ กิโล น้ำมันหมูเป็นไข ๒-๓ ถุง น้ำตาลทราย ๑ ถุง กับสารพัดผักดอย ให้กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้า โดยมีปากท้องของเด็กน้อยร้อยกว่าคนเป็นเดิมพัน ไม่แน่ใจว่าโชคชะตาแกล้งฉันหรือแกล้งเด็กๆ กันแน่ มาถึงตอนนี้ก็ต้อง(กัดฟัน)เล่าต่อ ว่าสุดท้าย ฉันและเด็กๆ รวมทั้งหมา (ภูเขา)จะลงเอยอย่างไร
มูน
วันหนึ่ง เปิดถังข้าวสารแล้วพบว่า เหลือข้าวหุงให้หมาอยู่ราวๆ ๒ กิโลกรัม ฉันปิดฝาถัง มองเก้าอี้ตัวเล็กที่พลิกคว่ำด้วยการกระโจนของเจ้าแตงกวาหมาบ้าพลัง จับเก้าอี้ขึ้นตั้งให้ถูกด้าน แล้วนั่งลงยกมือกุมขมับ (ตอนแรกว่าจะไปนอนก่ายหน้าผาก แต่ขี้เกียจเดินไปนอนที่แคร่)
มูน
...ตัวเดียวมาไร้คู่ เหมือนเราอยู่เพียงเอกา   ก็เพลงมันพาไป จริงๆ ไม่ได้อยู่เพียงเอกาหรอก มีหมาหมู่นั่งอยู่เป็นเพื่อนตั้งหลายสิบตัว ร้องเพลงนี้ตอนแดดผีตากผ้าอ้อมเริ่มจาง เห็นนก(อะไรไม่รู้) บินเฉียงๆ เป็นหมู่ๆ อยู่เหนือยอดสะเดา (ดอกและยอดงามพรั่งพรู เก็บไปลวกจิ้มน้ำพริกมื้อเย็นนี้ดีกว่า) บ้านสี่ขายามเย็นแสนจะสงบ โค้งฟ้าตะวันตกเป็นสีหมากสุก ลมพัดแผ่วเบาเห่กล่อมใบประดู่ ใจหวนคะนึงถึงความหลัง น้ำใสๆ ก็เอ่อล้นในดวงตา (จะดราม่าไปไหน?)
มูน
หนูเล็กๆ ตัวหนึ่ง วิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปในกรงของสตางค์ “อ้าว เข้าไปทำไมน่ะ” ฉันรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะถามหนู ส่วนแม่ที่หันมองตามฉันร้องว้าย “ตายแล้ว ออกมาเร้ว สตางค์อย่านะ” แม่ร้องเตือนหนูและห้ามแมวไปพร้อมๆ กัน ราวกับว่ามันสองตัวจะฟังรู้ภาษา แต่เจ้าสตางค์ที่กำลังนอนหงายผึ่งพุงอยู่ แค่เอียงหน้ามองหนูผู้บุกรุก เหยียดตัวบิดขี้เกียจทีหนึ่ง แล้วพลิกตะแคงไปอีกด้าน หันก้นให้หนูซะอย่างนั้น
มูน
บางครั้ง ฉันคิดว่าตัวเองกำลังจะเหมือนพวกป้าๆ ในหนังสือเรื่อง Island of the Aunts ที่เขียนโดย Eva Ibbotson     ป้าสามคนพี่น้อง อาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลที่ไม่ปรากฏในแผนที่โลก โชคดีที่ไม่มีคนรู้จักเกาะนี้ นอกจากเหล่าแมวน้ำ เงือก นกนางนวล และนานาสัตว์ป่วยจากทวีปต่างๆ ที่พากันเดินทางข้ามมหาสมุทรมายังเกาะที่แสนบริสุทธิ์ เพื่อให้ป้าทั้งสามปลอบโยนและเยียวยาบาดแผลทั้งกายและใจ งานของป้ามีสารพัด เป็นต้นว่า ป้อนนมแมวน้ำกำพร้า ล้างคราบน้ำมันออกจากตัวนางเงือก หาอาหารให้นกบูบรีที่กำลังจะออกไข่ ส่งแมงกะพรุนกลับบ้าน รักษาปลาหมึกตาเจ็บ เก็บขยะที่คลื่นซัดมาบนหาด บางวัน…
มูน
เจ้าสี่ขาตัวเล็กมองลอดซี่กรงออกมาสบตากับฉัน ดวงตากลมโตคู่นั้นใสแจ๋ว เท้าน้อยๆ เขี่ยข้างกรงดังแกรกๆ มันคงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถูกขัง มันจะรู้ไหมว่ากรงนั้นเปิดได้ มันกำลังรอให้ฉันเปล่อยมันหรือเปล่า
มูน
“จะฝังตรงไหนล่ะคราวนี้” แม่ถาม ในขณะที่ฉันยืนถือเสียมอยู่ข้างบ่อน้ำ กวาดตาไปทั่วบริเวณบ้านสี่ขา หญ้าคาและวัชพืชหน้าฝนแข่งกันแทงยอดท่วมหัวเข่าจนยากที่จะเจาะจงชี้ชัดลงไปว่า ตรงไหนเป็น “ที่” ของใคร นึกแล้วก็น่าที่จะปักป้ายไว้ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องมาเปลืองหัวคิด แต่ถ้าปักป้ายชื่อไว้เหนือกองดินทุกกองที่เราเคยขุดและกลบฝัง บ้านสี่ขาคงดูคล้ายๆ ภาพประกอบการ์ตูนผีเล่มละบาทสมัยก่อน
มูน
มีชามใหม่ใบหนึ่งวางอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก่อนชามใบนี้ เคยมีขันพลาสติกใบละสิบบาทวางอยู่ ก่อนหน้าขันเป็นกะละมังบุบๆ และก่อนของก่อนหน้ากะละมังบุบ ก็เป็นถาดโฟมที่เคยใส่อาหารมาก่อน
มูน
  เป็นโชคที่ไม่รู้จะจัดว่าร้ายหรือดี ที่ฉันมีโอกาสเข้าสนามม้าตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ ภาพสนามหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลผุดขึ้นในความทรงจำ รั้วไม้สีขาวเป็นแนวยาว ขนานไปกับเส้นทางเรียบโค้งเป็นวงกลมใหญ่ เหนือสนามขึ้นไป เป็นอัฒจรรย์ที่เต็มไปด้วยเก้าอี้มากมายนับไม่ถ้วน  ในวันเวลานั้น แม่ของฉันทำงานหนักเพื่อหารายได้เพิ่มเติมสำหรับการเลี้ยงลูกเล็กๆ สามคน นอกจากเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แม่ยังรับจ้างพิมพ์ดีดในวันเสาร์ และทำงานเป็นคนขายตั๋วแทงม้าในวันอาทิตย์แม่ไม่ชอบสนามม้า แต่คิดว่าเมื่อโชคดีมีงานพิเศษเข้ามาก็ควรจะคว้าไว้ เพื่อให้เรามีค่ากับข้าวเพิ่มขึ้น…
มูน
“มีคนเขาว่าเราไปดูถูกเขาแน่ะ” น้าอู๊ดถีบจักรยานมากระซิบกระซาบบอกฉันที่หน้าบ้านในคืนวันหนึ่ง ก็น้าอู๊ดเจ้าเก่าที่เคยมาเรียกฉันออกไปทัวร์กองขยะตอนเที่ยงคืนแล้วเจอ “ความลับในกระสอบ” นั่นละค่ะ (http://www.prachatai.com/column-archives/node/2522)
มูน
ฉันไม่แน่ใจว่า ไฉไลเป็นเพื่อนบ้าน หรือว่าเป็นสมาชิกสี่ขาอีกตัวหนึ่งของครอบครัว เราพบกันครั้งแรกในเช้าวันหนึ่งเมื่อสองสามปีก่อน เธอนั่งนิ่งอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน "มาเที่ยวเหรอ" ฉันถาม แต่ไฉไลเฉย ดูเหมือนเธอสนใจอย่างอื่นมากกว่าฉัน"บ้านอยู่ไหนล่ะจ๊ะ" ฉันนั่งลงถาม พยายามสบตาเธอ แต่เธอยังคงเฉย ตากลมๆ ออกจะโปนๆ เหลือบมองฉันแวบหนึ่ง แล้วมองโน่นนี่ในบ้านอย่างสำรวจตรวจตรา "ตามสบายนะ" ฉันบอก แง้มประตูรั้วไว้หน่อยหนึ่งแล้วออกไปทำงานตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ได้เห็นหน้าไฉไลทุกวัน ไม่ทันสังเกตว่าเธอมาตอนไหนหรือกลับออกไปตอนไหน เห็นทีไร ไฉไลก็มักจะนั่งอยู่ใต้ต้นแก้วบ้าง หมอบข้างๆ กอเฮลิโคเนียบ้าง…