ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 5] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 5]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

วิภาษวิธี และ อภิปรัชญา

วิธีทางหรือมโนทัศน์ที่ใช้ในการมองโลกของมาร์กซิสต์นั้นไม่ใช่การมองแบบวัตถุนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ยังปรกอบด้วยการมองอย่างวิภาษด้วย ซึ่งในแง่นี้วิภาษวิธีอาจจะดูเหมือนสิ่งที่ยากต่อความเข้าใจแต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก เพราะวิธีการแบบวิภาษวิธีนั้นอาจจะสรุปได้อย่างง่ายๆว่ามันคือกระบวนการที่พยายามจะทำความเข้าใจต่อโลกให้กระจ่างยิ่งขึ้น เองเกลส์ได้เขียนถึงวิภาษวิธีไว้ในหนังสือเรื่อง Anti-Duhring ว่า “วิภาษวิธีไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากกฎโดยทั่วไปของการพลวัตการเคลื่อนไหวและพัฒนาการของธรรมชาติ สังคมมนุษย์ และความคิด” หรือกล่าวให้กระชับขึ้นวิภาษวิธีก็คือตรรกะศาสตร์ของพลวัต

มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกระจ่างชัดเจนว่าเราไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกที่แข็งทื่อไม่มีการเคลื่อนไหว ทุกๆสิ่งในธรรมชาติรอบตัวเรานั้นต่างก็อยู่ในสถานะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างคงที่ “พลวัต การเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นวิถีการดำรงอยู่ของวัตถุ” เองเกลส์ได้เขียนเอาไว้ “วัตถุต้องดำรงอยู่พร้อมกับพลวัต และมันไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยไม่มีพลวัต” โลกของเรานั้นเคลื่อนที่ด้วยการหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งผลของมันแสดงออกมาให้เห็นในการเปลี่ยนแปลงเวลาระหว่างกลางวันและกลางคืน และฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดปี หรือมนุษย์เราเองนั้นก็เกิด เติบโต แก่ตัว และตายลงในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

 

“เมื่อเราพิจารณาและพยายามสะท้อนถึงธรรมชาติในระดับมหภาพหรือในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติหรือกิจกรรมทางปัญญาของเรา สิ่งแรกที่เราจะพบคือภาพสายสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงไม่มีที่สิ้นสุดของความสัมพันธ์ และการตอบโต้ การเปลี่ยนรูป และการผนวกรวมกัน ซึ่งไม่อาจจะระบุได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่ไหนแต่สิ่งที่แน่นอนคือทุกสิ่งต่างก็เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง มีสถานะดำรงอยู่ และแตกสลายไป” เองเกลส์เขียนไว้ “ในขั้นแรกเราได้เห็นภาพดังกล่าวอันเป็นภาพรวมทั้งหมด ที่ประกอบด้วยส่วนของปัจเจกอยู่ในเบื้องหลัง เราได้ทำการสังเกตความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลง ความเชื่อมโยงและที่มากกว่านั้นคือสังเกตถึงสิ่งที่เคลื่อนไหว รวมตัวกัน และเชื่อมโยงกัน นี่อาจจะดูเหมือนเป็นวิธีการโบราณและไร้เดียงสา แต่ทว่ามุมมองต่อโลกที่ถูกต้องที่สุดก็คือปรัชญากรีกโบราณเช่นกัน ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดยนักปรัชญาชาวกรีดชื่อ Heraclitus “ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีการลื่นไหล มันมีการเปลี่ยนแปลงที่คงที่อยู่ตลอด ซึ่งทำให้มันเคลื่อนไหสู่การดำรงอยู่และการแตกดับไปตลอดเวลา”

 

ชาวกรีกนั้นเป็นผู้เริ่มต้นปรัชญาปฏิวัติ เป็นผู้ค้นพบและพัฒนาความก้าวหน้าในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ Anaximander นั้นเขียนแผนที่โลกขึ้นและเขียนหนังสือว่าด้วยจักรวาลวิทยาที่หลงเหลือมาเพียงแค่ไม่กี่เล่ม เครื่องจักรกลไกของ Antikythera ซึ่งหลงเหลืออยู่ในรูปของเครื่องจักรในหอดูดาว แต่ภายใต้ระบบสังคมทาสของยุคกรีกนั้นความก้าวหน้าเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการผลิตและถูกใช้เป็นเพียงของเล่นสร้างความบันเทิงให้กับชนชั้นสูงเท่านั้น ความก้าวหน้าในวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้นเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 วิธีการใหม่ในการค้นคว้านั้นได้แบ่งธรรมชาติออกเป็นส่วนๆ ทำให้เกิดการแบ่งแยกวัตถุและกระบวนการ ในขณะที่กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล วัตถุก็ถูกนำมาวิเคราะห์และแยกออกจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง อันทำให้เกิดรูปแบบทางความคิดที่เลื่อนลอย คับแคบ และตายตัว ซึ่งกลายไปเป็นปรัชญาแบบประจักษ์นิยม (Empiricism ) “ข้อเท็จจริง” กลายมาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“สำหรับบรรดานักอภิปรัชญาแล้วภาพสะท้อนทางความคิดและจิตใจของพวกเขาถูกแยกออกจากสิ่งอื่นๆ มันจะถูกนำมาวิเคราะห์และพิจารณาโดยตัดขาดออกจากสิ่งอื่นๆ เป็นสิ่งที่จะต้องถูกนำมาค้นคว้าและพิจารณาอย่างเข้มงวด” เองเกลส์เขียนไว้เช่นนี้ “พวกเขาคิดและมองสิ่งต่างๆโดยแยกขาดออกจากกันและไม่เชื่อว่ามันจะสามารถเกี่ยวโยงกันได้ สิ่งที่พวกเขาสื่อสารกันนั้นมีเพียงแค่คำว่า ‘ใช่ และ ไม่ใช่’ อะไรก็ตามที่นอกเหนือไปจากนี้ถือว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย สำหรับเขาแล้วสิ่งต่างๆนั้นมีสถานะทั้งดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่ สิ่งๆต่างนั้นไม่สามารถจะดำรงอยู่โดยเป็นตัวของมันเองพร้อมกับเป็นสิ่งอื่นได้ในเวลาเดียวกัน

 

“ในครั้งแรกที่เห็นนั้นวิถีการคิดเช่นนี้ย่อมจะดูน่าสนใจในสายตาของเรา เพราะมันดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าความคิดร่วมพื้นฐาน ส่วนในรูปแบบวิถีการคิดของอภิปรัชญานั้น ซึ่งอ้างเหตุผลได้และมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะส่วนประกอบอันหลากหลายของธรรมชาติของวัตถุอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งในไม่ช้าจะขยับไปสู่การเป็นเรื่องนามธรรม และพบข้อจำกัด และในท้ายที่สุดก็จะหายไปในความขัดแย้งที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ และในญาณวิทยาหรือกระบวนการคิดของปัจเจคนั้นมันจึงหลงลืมการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความเป็นจริง และเมื่อคิดถึงการดำรงอยู่มันก็จะหลงลืมจุดเริ่มต้นและจุดจบของการดำรงอยู่ หรือกล่าวคือวิธีคิดแบบอภิปรัชญานั้นหลงลืมเรื่องพลวัตการเคลื่อนไหว”

 

เองเกลส์ได้อธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่าในชีวิตประจำวันนั้นเราสามารถรู้ได้ว่าสัตว์ที่เราพบเห็นนั้นเป็นหรือตาย แต่หากเราพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าเราถูกบีบบังคับให้ยอมรับว่านี่ไม่ใช่คำถามที่ไม่อ้อมค้อม ในทางตรงกันข้าม มันถูกทำให้กลายเป็นคำถามที่ซับซ้อน จนกระทั่งมันมีการโต้เถียงอย่างบ้าคลั่งว่าด้วยการพูดถึงว่าชีวิตเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์  ในทางเดียวกันนั้น ก็มีการพูดกันว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะพูดว่าความตายได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดังที่ศาสตร์ด้านสรีรวิทยาได้แสกงให้เห็นว่าความตายนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันทีทันใด แต่เป็นกระบวนการที่ยืดเยื้อ ดังคำกล่าวของนักปรัชญาชาวกรีกนาม Heraclitus “สิ่งที่พวกเรามีร่วมกันและเหมือนกันก็คือเรามีชีวิตอยู่และตายลง เรานอนหลับและตื่นขึ้น เราเด็กและเราแก่ เมื่อเวลาและสถานที่เปลี่ยนเราก็กลายเป็นสิ่งอื่น เรานั้นทั้งได้ก้าวไปและไม่ได้ก้าวไปในกระแสเวลาเดียวกัน”

ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะปรากฏออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ทุกๆสปีชีส์ และทุกๆมุมมองที่มีต่อองค์ประกอบของชีวิต คือทุกๆช่วงเวลาของสิ่งเดิมและไม่ใช่สิ่งเดิม มันพัฒนาขึ้นโดยการปรับตัวของวัตถุพร้อมๆกับการละทิ้งสิ่งไม่พึงประสงค์อื่นๆไป และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เซลล์บางส่วนตายไป ในขณะที่บางส่วนได้กำเนิดใหม่ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านไปร่างกายของสิ่งมีวิตได้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยเหตุนี้ และด้วยเหตุนี้เอกลักษณืขององค์ประกอบต่างๆในร่างกายจึงเป็นทั้งสิ่งที่เป็นตัวมันเองและเป็นอะไรที่นอกเหนือไปจากตัวมันเอง

ปรากฎการณ์ดังกล่าวนั้นไม่สามารถอธิบายได้โดยวิธีคิดแบบอภิปรัชญาอันเลื่อนลอยและระบบตรรกะโดยทั่วไป มุมมองทั้งสองนั้นไม่สามารถที่จะอธิบายสิ่งที่ขัดแย้งกันได้ และความเป็นจริงที่ขัดแย้งกันนี้ก็ไม่ถูกอธิบายได้ด้วยความคิดหรือเหตุผลร่วมโดยทั่วไปด้วย ในทางตรงข้ามกันวิภาษวิธีนั้นสามารถอธิบายสิ่งดังกล่าวได้ด้วยการอธิบายสิ่งที่ครอบคลุมเรื่องการเชื่อมโยง การพัฒนาและพลวัตตามที่เองเกลส์ได้กล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติคือเครื่องพิสูจน์วิภาษวิธี”

ในหนังสือเรื่อง Dialectics of Nature นั้นเองเกลส์ได้เขียนอธิบายถึงกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ดังนี้

 

“วัตถุเคลื่อนไหวอยู่ในวัฎจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งต้องใช้ช่วงเวลาอันยาวนานในแต่ละรอบของการโคจรในวัฎจักรที่ทำให้เราอาจจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนไหวนี้ได้ภายในในหนึ่งปี ภายในวัฎจักรดังกล่าวและในช่วงเวลาที่การพัฒนาเดินหน้าไปสูงสุด ในช่วงเวลาที่เรียกว่าช่วงเวลาขององค์ประกอบทางชีวิตนั้นจะไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ความตระหนักในตนเอง มันเป็นพื้นที่เล็กๆเพียงช่วงนาทีที่จะผ่านเข้ามาในประวัติศาสตร์ของชีวิต ท่ามกลางวัฎจักรของการดำรงอยู่ของวัตถุไม่ว่ามันจะเป็นดวงอาทิตย์หรือสสารในอวกาศ จะเป็นสัตว์แบบเฉพาะเจาะจงหรือสปีชีส์ของสัตว์ จะเป็นสสารที่รวมตัวกันหรือแยกตัวเดี่ยวๆต่างก็เท่าเทียมกันอยู่ในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง ในวัฎจักรที่ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างเป็นนิรันดรยกเว้นแต่กระบวนการของการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามวัฎจักรดังกล่าวอาจจะดำเนินไปจนสิ้นสุดได้ มีดาวฤกษ์และดาวเคราะห์จำนวนมากที่เกิดขึ้นใหม่และแตกสลายลง ซึ่งจำเป็นจะต้องรอคอยเวลาให้ผ่านไป ในดาวเคราะห์บางดวงอาจจะปรากฎสภาพพื้นผิวที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต ที่จะพัฒนาสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาขึ้นมาที่จะเสาะหาพื้นที่สำหรับการดำรงชีวิต และแม้ว่านี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็สามารถทำให้เรามันใจได้ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม “

 

และด้วยปรัชญาฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ที่ทำให้เกิดปรัชญาเยอรมันใหม่อันลึกซึ้งขึ้นผ่านความคิดของอิมมานูเอล ค้านท์ ได้ถูกพัฒนาต่อให้ดียิ่งขึ้นโดยเฮเกล นัปรัชญาผู้ชื่นชมการปฏิวัติฝรั่งเศสอย่างมาก และแม้ว่าเฮเกลจะเป็นนักจิตนิยมแต่เขาก็นับว่าเป็นชายผู้รอบรู้คนหนึ่งในยุคนั้น คุณูปการสำคัญของเขาคือการนำเอาหลักวิภาษวิธีกลับมาอีกครั้ง

 

“การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เพียงความจริงที่ว่าสิ่งของปริมาณหนึ่งเปลี่ยนไปสู่อีกปริมาณหนึ่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงจากระดับคุณภาพไปสู่อีกระดับคุณภาพหนึ่งด้วย” เฮเกลเขียนไว้เช่นนี้ “การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบหลังนั้นหมายถึงการหยุดชะงัก ที่จะมอบมุมมองใหม่ทางปรากฎการณ์ และคุณภาพที่แตกต่างจากสิ่งก่อนหน้า ดังเช่นการที่น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเมื่อมันถูกลดอุณหภูมิลง ในโลกของปรากฎการณ์ทางจริยธรรม มันมีการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพ และความแตกต่างของคุณภาพนั้นสามารถหาได้จากความแตกต่างเชิงปริมาณด้วย”

 

งานเขียนของเฮเกลนั้นเต็มไปด้วยการอ้างถึงและการยกตัวอย่างถึงวิภาษวิธี โชคไม่ดีนักที่เฮเกลไม่ได้เป็นเพียงแต่นักจิตนิยมเท่านั้น แต่งานเขียนของเขายังเต็มไปด้วยข้อเขียนที่ลึกลับเป็นนามธรรมอย่างที่สุดจะจินตนาการได้ อันทำให้งานเขียนของเขานั้นยากต่อการทำความเข้าใจอย่างยิ่ง เลนินได้เขียนถึงงานของเฮเกลเอาไว้ในระหว่างที่เขาถูกเนรเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่า “ผมกำลังพยายามจะอ่านงานของเฮเกลอย่างเป็นวัตถุนิยม งานของเฮเกลนั้นเป็นวัตถุนิยมที่วางรากฐานอยู่ในหัวของเขา (ตามที่เองเกลส์เขียน) หรือกล่าวก็คือ ผมได้ละทิ้งส่วนข้อเขียนที่ว่าด้วยพระเจ้า ความสัมบูรณ์บริสุทธ์ และความคิดบริสุทธิ์ ฯลฯ ไปทั้งหมด”

มาร์กซ์และเองเกลส์ในวัยหนุ่มนั้นต่างก็เป็นผู้ศึกษางานของเฮเกล พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจากเฮเกล พวกเขาได้เปิดมุมมองใหม่ต่อโลกผ่านมุมมองแบบวิภาษวิธี และด้วยวิภาษวิธีของเฮเกลนี้เองที่ช่วยปลดปล่อยประวัติศาสตร์ออกจากอภิปรัชญา สำหรับวิภาษวิธีแล้วมันไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งสุดท้าย ไม่มีสิ่งสัมบูรณ์ และไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นสิ่งที่เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างไรก็ตามเฮเกลนั้นถูกจำกัดเอาไว้ด้วยองค์ความรู้ของเขาเอง จากองค์ความรู้ในช่วงอายุของเขา และจากความจริงที่ว่าเขาเป็นนักจิตนิยม เขาถือว่าความคิดภายในหัวนั้นไม่ได้เป็นอะไรที่มากกว่าหรือน้อยกว่าภาพนามธรรมของวัตถุและกระบวนการที่เกิดขึ้น แต่เป็นภาพความเป็นจริงของ “ความคิดสัมบูรณ์” ที่มีอยู่อย่างนิรันดร จิตนิยมของเฮเกลเปลี่ยนความจริงให้เข้าไปอยู่ในหัวและความคิด

ถึงกระนั้นเฮเกลเองก็ได้วางเค้าโครงรากฐานของระบบอันสำคัญก็คือกฎของการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ (วิภาษวิธี) ดังที่เราได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้น.