ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 6] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 6]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

กฎของการเปลี่ยนจากปริมาณไปสู่คุณภาพ

 

“เราสามารถกล่าวได้ว่ามันไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในธรรมชาติ และนี่เป็นความคิดสามัญที่ว่าสิ่งต่างๆในธรรมชาติย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป” เฮเกลเขียนไว้ “แต่ในขณะเดียวกันนั้นมันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันเช่นกันในธรรมชาตินั่นคือการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่น การกลายเป็นน้ำแข็งของน้ำ การเปลี่ยนสถานะนี้ไม่ได้เกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปหากแต่ว่าเปลี่ยนแปลงไปในแทบจะทันที เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งที่พอดิบพอดีน้ำจะกลายไปเป็นน้ำแข็ง กล่าวได้ว่า ปริมาณก็คือตัวเลขของระดับอุณหภูมิ - ที่เปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพ - การเปลี่ยนแปลงของวัตถุในธรรมชาติ”

 

นี่คือหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลง วิวัฒนการและการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ดำรงอยู่และดำเนินการไปอย่างเป็นเส้นตรงที่ราบเรียบ มาร์กซ์ได้เปรียบเทียบวิวัฒนาการทางสังคมกับการขุดโพรงใต้ดินของตัวตุ่น ที่ไม่สามารถจะมองเห็นได้จากผิวดินแต่มันยังคงอยู่อย่างมั่นคงและบ่อนทำลายระเบียบของสังคมเดิมจากใต้ดินนั้น และในที่สุดก็โผล่ขึ้นมาสู่แสงสว่างเหนือพื้นดิน แม้ว่าดาร์วินจะเชื่อว่าทฤษฎีเรื่องวิวัฒนาการของเขานั้นเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแน่นอนว่าดาร์วินนั้นผิดพลาดไป ในปัจจุบันนี้ทฤษฎีใหม่ๆได้เข้ามามีอิทธิพลในการอธิบายถึงเรื่องการวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดด Stephen J. Gould และ Niles Eldredge ได้ตั้งชื่อให้กับทฤษฎีวิภาษวิธีวิวัฒนาการของพวกเขาว่า “ตัวคั่นจุดสมดุล” พวกเขาอธิบายว่ามันมีช่วงเวลาของการวิวัฒนาการที่สิ่งมีชีวิตไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลย และในฉับพลันนั้นเองกลับมีสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ปรากฏขึ้นมา หรืออธิบายในอีกแบบหนึ่งได้ว่า ความแตกต่างเชิงปริมาณนั้นได้ให้กำเนิดความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ อันนำไปสู่การกำเนิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ การกำหนดและพัฒนาลักษณะของสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการแตกหักท่ามกลางความต่อเนื่อง การก้าวกระโดในการพัฒนา มหันตภัย และการปฏิวัติ

การปรากฏขึ้นของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวท่ามกลางมหาสมุทรของโลกเมื่อ 3.6 พันล้านปีก่อนถือเป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพอย่างก้าวกระโดดของวัตถุ ปรากฏการณ์ “การระเบิดทางชีวภาพในยุคแคมเบรียน” เมื่อประมาณ 600 ล้านปีก่อนเป็นปรากฎการณ์ที่สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีความซับซ้อนได้ปรากฏขึ้นอย่างมากมายถือว่าเป็นการก้าวกระโดดเชิงคุณภาพในการวิวัฒนาการ และในช่วงมหายุคพาลีโอโซอิกประมาณ 400 ถึง 500 ล้านปีก่อน ปลาที่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกได้ปรากฏขึ้นมา การปฏิวัติรูปแบบของสิ่งมีชีวิตนี้ได้ปรากฏออกมาอย่างโดดเด่นผ่านสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (ซึ่งอาศัยอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ) ผ่านสัตว์เลื้อยคลาน และในท้ายที่สุดก็ได้พัฒนามาสู่การเป็นสัตว์เลือดอุ่น  นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และการปฏิวัติอย่างก้าวกระโดดนั้นก็มาถึงจุดสูงสุดในการกำเนิดของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการคิด การวิวัฒนาการนั้นเป็นกระบวนการที่ยาวนานอันเต็มไปด้วยการสะสมการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกของสิ่งมีชีวิตที่ส่งผลให้เกิดการก้าวกระโดดที่ทำให้เกิดการพัฒนาเชิงคุณภาพที่สูงขึ้น

เช่นเดียวกับแรงดันใต้พื้นดินที่สะสมตัวอยู่และจะปรากฏขึ้นมาบนแผ่นดินเป็นครั้งคราวในรูปแบบของแผ่นดินไหวนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของจิตสำนึกของชนชั้นแรงงานย่อมจะนำไปสู่การระเบิดออกของการต่อสู้ทางชนชั้น การนัดหยุดงานในโรงงานนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดจาก “ปัจจัยภายนอก” แต่เกิดจากการสะสมของความเปลี่ยนแปลงภายในโรงงานที่ท้ายที่สุดนั้นนำไปสู่การนัดหยุดงานของแรงงาน “สาเหตุ” ของการหยุดงานนั้นอาจจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยหรือเหตุบังเอิญเล็กๆ แต่มันจะกลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” หรือหากจจะกล่าวในอีกทางหนึ่งก็คือ มันได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ปริมาณกลายไปเป็นคุณภาพ

ในปัจจุบันนี้เรื่องราวของชัยชนะในการเลือกตั้งของฝ่ายซ้ายในสหภาพแรงงานอังกฤษเป็นผลผลิตของการสะสมความไม่พอใจในตัวสหภาพแรงงาน ช่วงเวลายี่สิบปีอันขมขื่นของชนชั้นแรงงานได้แสดงออกมาให้เห็นในการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้นำของสหภาพแรงงาน มีเพียงผู้ที่เข้าใจหลักปรัชญามาร์กซิสต์เท่านั้นที่จะสามารถคาดการณ์เรื่องเหล่านี้ได้ การเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกของแรงงานในสหภาพแรงงานนี้ย่อมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพรรคแรงงานและในสถานการณ์หนึ่งมันย่อมนำไปสู่การล่มลงของกลุ่มพลังปีกขวาภายใต้การนำของโทนี่ แบลร์ กลุ่มซ้ายจัดของขบวนการแรงงานได้ผลิตงานเขียนออกมาอย่างต่อเนื่องว่าพรรคแรงงานนั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขานั้นไม่สามารถที่จะคิดอย่างวิภาษวิธีได้และมีทัศนะแบบประจักษ์นิยมที่ทำให้พวกเขามองเห็นแต่เพียงเปลือกนอกของความเป็นจริงทั้งหมด พวกเขาล้มเหลวในการแยกแยะระหว่างสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากับความจริงทั้งหมด - ระหว่างสิ่งที่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนและกระบวนการที่ซ่อนตัวอยู่ ความเชื่อมโยง และกฎซึ่งรองรับข้อเท็จจริงจากการสังเกต หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งได้ว่า พวกเขานั้นไม่สามรถมองเห็นถึงกระบวนการต่างๆที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้า “ลัทธิของแบลร์กำลังครอบงำพรรคแรงงาน!” พวกเขาร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดของระบบตรรกะทั่วไปและไม่เข้าใจถึงกระบวนการซึ่งกำลังทำงานเพื่อบ่อนทำลายลัทธิของแบลร์อยู่ในทุกๆวัน เหมือนเช่นที่พวกเขาเคยเขียนถึงพวกฝ่ายขวาในอดีต ปัจจุบันพวกเขาก็เขียนถึงแบลร์ บนรากฐานของเหตุการณ์และแรงกดดันจากขบวนการสหภาพแรงงานที่กำลังขยับไปสู่ความเป็นซ้าย พรรคแรงงานซึ่งมีฐานเสียงผูกอยู่กับสหภาพแรงงานนั้น ย่อมจะหันเหไปสู่ทิศทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาร์กซ์ได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่าวิทยาศาสตร์นั้นจะต้องก้าวจากองค์ความรู้ผ่านปรากฎการณ์ไปสู่การค้นพบความจริง ธรรมชาติ และกฎ ที่อยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ งานว่าด้วยทุนของมาร์กซ์นั้นได้ให้ตัวอย่างของกระบวนการนี้เอาไว้อย่างละเอียด “วิธีคิดของพวกนักเศรษฐศาสตร์สามานย์” มาร์กซ์เขียนถึงเองเกลส์ “ได้รับมาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันมีเพียงรูปแบบโดยฉับพลันในความสัมพันธ์ที่ปรากฏขึ้นซึ่งสะท้อนให้เห็นในสมอง และไม่ใช่ในการเชื่อมโยงภายใน”

ในทางเดียวกันอาจกล่าวได้ว่าบรรดาผู้ที่เขียนถึงสหภาพโซเวียตว่าเป็น “รัฐทุนนิยม” ลัทธิสตาลินนั้นไม่เคยมีอะไรที่เกี่ยวพันกับลัทธิสังคมนิยม ระบอบขแงสตาลินเป็นเพียงระบบการปกครองที่กดขี่ที่ชนชั้นแรงงานนั้นมีสิทธิ์เสียงน้อยยิ่งกว่าประเทศในฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตามแทนที่พวกเขาเหล่านั้นจะวิเคราะห์สหภาพโซเวียตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ พวกเขากลับสรุปเอาอย่างง่ายๆว่าสหภาพโซเวียตเป็นรัฐทุนนิยม ดังเช่นที่ทรอสกี้ได้อภิปรายเอาไว้ว่าบรรดานักทฤษฎีของรัฐทุนนิยมนั้นต่างก็มองสหภาพโซเวียตด้วยกรอบคิดแบบตรรกะทั่วไปของระบบทุนนิยม ซึ่งมีเพียงการเลือกว่าใช่หรือไม่ใช่ ขาวหรือดำ สหภาพโซเวียตอาจจะเป็นทั้งรัฐสังคมนิยมที่ดีที่สุดดังที่สตาลินอ้างหรืออาจจะเป็นรัฐทุนนิยม การคิดแบบนี้เป็นเรื่องที่ทำตามแนวคิดรูปแบบนิยม พวกเขาไม่เคยเข้าใจถึงความเป็นไปได้ในการเสื่อมสภาพของรัฐของชนชั้นแรงงานและกลายไปเป็นระบบที่กฎของชนชั้นกรรมาชีพได้เสื่อมถอยลง ดังเช่นที่ทรอสกี้ได้อธิบาย มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าการปฏิวัติ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวในประเทศล้าหลัง ย่อมจะต้องผ่านขั้นตอนของการเสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามในระหว่างที่แผนเศรษฐกิจแห่งชาติ (Nationalised planned economy) ยังคงอยู่ทุกสิ่งยังไม่ได้พังทลายลง กลุ่มข้าราชการยังคงไม่ใช่กลุ่มชนชั้นปกครองใหม่ มีเพียงการปฏิวัติทางการเมืองใหม่ที่จะสามารถทำลายระบบราชการและสถาปนาระบบประชาธิปไตยของคนงานและรัฐโซเวียตขึ้นมาใหม่ได้

ผู้สนับสนุนระบอบทุนนิยมโดยรัฐนั้นผูกตัวเองเป็นเสมือนน็อตอันแน่นหนาในการสนับสนุนการปฏิปักษ์ปฏิวัติ ในอัฟกานิสถานพวกเขาสนับสนุนกลุ่มปฏิกิริยามูจาฮีดีนในฐานะ “นักรบอิสระ” เพื่อต่อต้าน “จักรวรรดินิยม” รัสเซีย และจากการล่มสลายของสภาพโซเวียตและการถอยหลังกลับไปสู่การเป็นรัฐทุนนิยมในปี 1991 พวกเขายังคงเป็นกลางในการเผชิญหน้ากับการปฏิปักษ์ปฏิวัติที่แท้จริงของนายทุน.