ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 7] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 7]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

ผลรวมของความเป็นอริ

 

“ความขัดแย้งนั้นคือต้นตอของความเคลื่อนไหวและชีวิตทั้งหมด และตราบเท่าที่มันมีความขัดแย้งอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมจะมีความเคลื่อนไหว อำนาจ และผลกระทบ” (เฮเกล) “กล่าวโดยสรุป” ข้อเขียนของเลนิน “วิภาษวิธีนั้นอาจจะถูกนิยามได้ว่าเป็นหลักคำสอนว่าด้วยผลรวมของความเป็นอริกัน ซึ่งก่อรูปขึ้นเป็นธรรมชาติของวิภาษวิธี...”

 

โลกที่เราอาศัยอยู่ในทุกวันนี้นั้นคือลักษณะของความเป็นผลรวมของความขัดแย้งหรือผลรวมของความเป็นอริกัน เช่น ความเย็น กับ ความร้อน, แสงสว่าง กับ ความมืด, นายทุน กับ แรงงาน, การกำเนิด กับ ความจาย, ความร่ำรวย กับ ความยากจน, ด้านบวก กับ ด้านลบ, เขตเจริญรุ่งเรือง กับ เขตสลัม, ความคิด กับ การดำรงอยู่, ความสิ้นสุด กับ ความไม่สิ้นสุด, การขับไล่ กับ การดึงดูด, ฝ่ายซ้าย กับ ฝ่ายขวา, สิ่งที่สูงกว่า กับ สิ่งที่ต่ำกว่า, วิวัฒนาการ กับ การปฏิวัติ, โอกาส กับ สิ่งที่เป็นจริง, การขาย กับ การซื้อ ฯลฯ

ความเป็นจริงที่ว่าความขัดแย้งที่มีลักษณะเป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างชัดเจนนี้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ทั้งหมดนี้ถูกยกย่องว่าเป็นความคิดที่โด่งดังในเรื่องความแย้งกันเอง ความขัดแย้งกันเองดังกล่าวคือการยอมรับว่าความขัดแย้งทั้งสอง หรือความเป็นอริกันทั้งสอง อาจจะพูดพิจารณาว่าเป็นจริงทั้งคู่ นี่คือภาพสะท้อนในความคิดเรื่องผลรวมของความเป็นอริในโลกวัตถุที่เป็นจริง

การเคลื่อนไหว พื้นที่และเวลา ไม่ใช่สิ่งอื่นสิ่งใดเลยนอกเสียจากวิถีการดำรงอยู่ของวัตถุ ความเคลื่อนไหวนั้นก็ดังที่เราได้อธิบายไปแล้วว่ามันคือความขัดแย้งและความเป็นอริที่ดำรงอยู่ ซึ่งอาจจะดำรงอยู่ในที่หนึ่งพร้อมๆกับอีกที่หนึ่งได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือผลรวมของความเป็นอริกัน “การเคลื่อนไหวนั้นหมายถึงมันได้ดำรงอยู่ในสถานที่นี้และไม่ได้ดำรงอยู่ในสถานที่เดียวกันนี้ มันเป็นความต่อเนื่องอันไม่ขาดสายในเชิงพื้นที่และเวลา และนี่คือเงื่อนไขแรกที่ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปได้” (เฮเกล)

เพื่อจะทำความเข้าใจต่อบางสิ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องปกติที่จำเป็นจะต้องมองหาความขัดแย้งภายในของสิ่งที่เราจะทำความเข้าใจ ภายใต้สภาพการณ์ที่แน่นอนความเป็นสากลก็คือความเป็นปัจเจก และความเป็นปัจเจกคือความเป็นสากล ที่วัตถุหรือสิ่งต่างๆได้กลายไปเป็นคู่ขัดแย้ง ต้นเหตุสามารถเปลี่ยนไปเป็นผลสืบเนื่อง และผลสืบเนื่องก็สามารถจะกลายไปเป็นสาเหตุได้ นั่นเป็นเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นต่างก็ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในห่วงโซ่ที่ไม่มีที่สิ้นสุดในการพัฒนาของวัตถุ

“ด้านลบนั้นคือสิ่งที่เท่าเทียมกันกับด้านบวก” เฮเกลประกาศไว้ และความคิดวิภาษวิธีก็คือ “การทำความเข้าใจต่อความขัดแย้งและความเป็นอริกันภายใต้ขอบเขตผลรวมนี้” อันที่จริงเฮเกลยังอธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ดังนี้

 

“ความขัดแย้งนั้นคือต้นตอของความเคลื่อนไหวทั้งหมด และตราบเท่าที่มันยังมีความขัดแย้งอยู่ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเคลื่อนไหวและมีแรงกระตุ้นรวมถึงกิจกรรม ... การที่บางสิ่งเคลื่อนไหวนั้นไม่เป็นเพราะมันดำรงอยู่ในจุดนี้ในช่วงเวลาหนึ่งแล้วจึงขยับไปสู่จุดอื่น แต่เป็นเพราะมันดำรงอยู่ในจุดนี้ในช่วงเวลา และขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดำรงอยู่ในจุดเดียวกัน และนั่นหมายถึงว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวนั้นได้ดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่ในจุดเดียวกัน เราจำเป็นต้องยอมรับถึงหลักวิภาษวิธีเก่าของความขัดแย้งที่พิสูจน์ถึงความเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ตามมาคือการไม่เคลื่อนไหว แต่ที่มากกว่านั้นคือการดำรงอยู่ของความเคลื่อนไหวนั้นก็ดำรงอยู่พร้อมความขัดแย้งในตัวมันเองด้วย” ด้วยเหตุนี้สำหรับเฮเกลแล้ว วัตถุบางอย่างจะดำรงอยู่ตราบเท่าที่มันมีความขัดแย้งซึ่งทำให้มันมีความเคลื่อนไหวในตัวเอง

 

นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกที่เป็นนักสสารนิยมนั้นคือคนกลุ่มแรกที่สร้างความก้าวหน้าในทฤษฎีปฏิวัติด้วยการเสนอว่าโลกนั้นประกอบขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่าอะตอมซึ่งเป็นองค์ประกอบขนาดเล็กที่สุดของวัตถุ คำว่า Atomos ในภาษากรีกนั้นหมายถึงสิ่งที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ ซึ่งต่อมาวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 จึงพิสูจน์ได้ว่าทุกอย่างนั้นประกอบขึ้นด้วยอะตอมแม้ว่าจะมีการค้นพบอนุภาคพื้นฐานที่เล็กกว่าอะตอมในภายหลังก็ตาม ในทุกๆอะตอมจะมีนิวเคลียสอยู่ที่จุดศูนย์กลางและประกอบด้วยองค์ประกอบย่อยรอบๆที่เรียกว่าโปรตรอน และนิวตรอน และอนุภาคที่หมุนวนอยู่รอบอะตอมก็คืออิเล็กตรอน ทุกๆโปรตรอนนั้นจะบรรจุประจุไฟฟ้าขั้วบวกเอาไว้ และด้วยเหตุนั้นมันจึงมีลักษณะผลักดันประจุอื่นๆออกจากตัวมันตลอดเวลาหากทว่ามันก็ยังคงอยู่รวมกันภายในอะตอม นี่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งที่ดำรงอยู่นั้นต่างก็วางตัวอยู่บนรากฐานของความขัดแย้งและการต่อต้านกันและมีความเคลื่อนไหวในตัวเองซึ่งมาจาก “แรงกระตุ้นและกิจกรรม”

สำหรับมนุษย์แล้วระดับน้ำตาลในเลือดนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าหากว่าระดับน้ำตาลสูงเกินไปก็จะเข้าใกล้อาการโคม่า หรือถ้าต่ำเกินไปก็หมายความว่าคนๆนั้นพึ่งจะอดอาหารมา ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัยนั้นถูกควบคุมด้วยอัตราน้ำตาลที่ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดจากการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต อัตราการสะสมไกลโคเจน ไขมันและโปรตีนที่ถูกแปรรูปไปเป็นน้ำตาล และอัตราที่ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้หรือขับออก ถ้าหากระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น อัตราการย่อยสลายและการใช้งานน้ำตาลย่อมจะต้องสูงขึ้นจากการปล่อยอินซูลินเพิ่มขึ้นจากตับอ่อน ถ้าหากมันเกิดความผิดพลาด น้ำตาลจำนวนมากก็จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดหรือคนจะหิวมากขึ้นและบริโภคมากขึ้น ในแง่นี้นี่คือการควบคุมตัวเองของพลังที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน ของผลสะท้อนทั้งด้านบวกและด้านลบ อันจะทำให้ระดับสารเคมีในเลือดถูกควบคุมเอาไว้ในระดับปลอดภัย

เลนินได้อธิบายถึงเรื่องความเคลื่อนไหวภายในตัวเองนี้เอาไว้ในช่วงที่เขาพูดว่า “วิภาษวิธีคือการสอนที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นอรินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และมันดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างไร และภายใต้เงื่อนไขอะไรที่ทำให้มันดำรงอยู่ร่วมกัน หรือกลายไปเป็นสิ่งอื่น เหตุใดที่จิตใจของมนุษย์จึงควรเข้าใจความเป็นอรินี้ในฐานะที่ไม่ใช่ความตาย หรือความแข็งทื่อเข้มงวด แต่เป็นสิ่งที่ชีวิต โดยมีปัจจัยเงื่อนไข มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ และกลายไปเป็นสิ่งอื่นได้”

เลนินยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของความขัดแย้งในฐานะที่เป็นพลังงานขับเคลื่อนการพัฒนาการ

 

“นี่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่ว่าในสังคมใดๆก็ตามการแย่งชิงที่เกิดจากความขัดแย้งของสมาชิกในสังคมด้วยการแบ่งชิงของผู้อื่น นั่นคือชีวิตทางสังคมนั้นประกอบไปด้วยความขัดแย้งและในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ได้เผยให้เห็นการต่อสู้ระหว่างประเทศและสังคม รวมทั้งการต่อสู้ภายในประเทศและสังคม และนอกเหนือจากนี้ยังมีการหมุน้วียนสับเปลี่ยนกันของช่วงเวลาในการปฏิวัติและการต่อต้านการปฏิวัติ สงครามและสันติภาพ ความเฉื่อยชาและการพัฒนาอย่างรวดเร็วหรือความเสื่อมโทรมถดถอย” (เลนิน)  

 

เรื่องนี้อาจจะถูกอธิบายให้ง่ายขึ้นได้ด้วยเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น ระบบทุนนิยมนั้นต้องการทั้งชนชั้นนายทุนและชนชั้นแรงงาน การต่อสู้เพื่อแย่งชิงมูลค่าส่วนเกินจากการผลิตที่สร้างขึ้นจากชนชั้นแรงงานซึ่งถูกขูดรีดเอาไปโดยชนชั้นนายทุนนั้นนำไปสู่การต่อสู้และความขัดแย้งที่ไม่อาจจะประนีประนอมกันได้ซึ่งในที่สุดแล้วมันจะกลายไปเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการโค่นล้มระบบทุนนิยมในที่สุด และการยุติความขัดแย้งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยผ่านการยกเลิกระบบชนชั้นลง.