ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 8] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 8]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

การปฏิเสธของการปฏิเสธ

รูปแบบของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ดำเนินไปเป็นเส้นตรงที่เดินไปข้างหน้าเสมอไป แต่เป็นลักษณะของการปฏิสัมพันธ์และปฏิกิริยาที่ซับซ้อน การถดถอยนี้ในทางกลับกันถือเป็นการแก้ไขปัญหาในระดับต่อไปของการพัฒนา

กฎการปฏิเสธของการปฏิเสธอธิบายถึงการทำซ้ำในระดับสูงของคุณลักษณะและคุณสมบัติของระดับที่ต่ำกว่าและแสดงให้เห็นชัดถึงลักษณะของสิ่งที่ผ่านมา อันมีความขัดแย้งที่คงที่ระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา และระหว่างเนื้อหากับรูปแบบ ซึ่งผลของการต่อสู้นั้นจะแสดงออกมาในรูปแบบของการทำลายรูปแบบเก่าแก่และการเปลี่ยนเนื้อหา

กระบวนการดังกล่าวนี้สามารถจำลองได้เป็นภาพขดเกลียวที่ความเคลื่อนไหวนั้นจะวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของมัน แต่ในระดับที่สูงขึ้นนั้นกระบวนการทางประวัติจะบรรลุถึงระดับที่สูงขึ้นก็ด้วยผ่านความขัดแย้ง ที่สิ่งที่เป็นอยู่ก่อนหน้าถูกปฏิเสธ แต่นี่ไม่ได้หมายถึงการกำจัดทั้งหมดลง มันไม่ใช่การรื้อทำลายสิ่งเก่าลงทั้งหมดและเข้ามาแทนที่ของสิ่งใหม่

“กระบวนการยึดครองของทุนนิยมนั้นเกิดจากกระบวนการผลิตของทุนนิยมและด้วยเหตุนั้นก็คือระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของทุนนิยมจึงเป็นการปฏิเสธแรกของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของปัจเจกที่วางรากฐานอยู่บนเรื่องที่ว่าไม่มีใครถือครองแรงงาน แต่การผลิตในระบบทุนนิยมก่อให้เกิดกระบวนการตามธรรมชาติที่ปฏิเสธตัวมันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระบวนการที่ว่านี้คือการปฏิเสธของการปฏิเสธ” มาร์กซ์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือว่าด้วยทุน เล่มหนึ่ง

เองเกลส์ได้พูดถึงเรื่องการยกตัวอย่างจำนวนมากเพื่อจะแสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธของการปฏิเสธในหนังสือเรื่อง Anti-Duhring ของเขา “ถ้าหากว่าเราเก็บเกี่ยวและได้รับเมล็ดข้าวบาร์เล่ย์มา เมล็ดข้าวจำนวนนับล้านนี้ก็จะถูกนำไปบดเป็นแป้ง นำไปต้ม หรือหมักและถูกบริโภค แต่หากว่าเมล็ดข้าวเหล่านี้ได้พบกับปัจจัยที่พอเหมาะสำหรับตัวมัน ถ้าหากมันได้อยู่ในพื้นดินที่มีสภาพเหมาะสม ในอุณหภูมิและความชื้นที่พอเหมาะ เมล็ดข้าวก็จะงอกขึ้นและการดำรงอยู่ของเมล็ดข้าวก็จะจบลง นี่คือการลบล้างและปฏิเสธซึ่งถูกแทนที่ด้วยการปรากฏของพืชที่เกิดจากเมล็ดข้าว นี่คือการปฏิเสธเมล็ดพันธุ์ แต่อะไรคือกระบวนการในชีวิตโดยปกติของเมล็ดพันธุ์ มันเติบโต ออกดอก ปฏิสนธิ และในท้ายที่สุดก็สร้างผลผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ และในไม่ช้าเมื่อมันเจริญเติบโตเต็มที่ลำต้นของมันก็จะตายลงซึ่งถือเป็นการปฏิเสธภายในตัวมันเอง และในผลสุดท้ายของการปฏิเสธของการปฏิเสธนี้สิ่งที่เราจะได้รับก็คือเมล็ดข้าวบาร์เลย์ แต่ไม่ใช่เพียงเมล็ดเดียวเหมือนเดิม แต่จะทวีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ข้าวบาร์เลย์นั้นมีวัฎจักรชีวิตที่ดำรงอยู่แบบการวนกลับไปที่จุดเริ่มต้น แต่ในระดับที่สูงขึ้นเมล็ดพันธุ์หนึ่งเมล็ดจะสร้างผลผลิตออกมาจำนวนมาก และเมื่อเวลาผ่านไปพืชเหล่านี้ก็ได้พัฒนาทั้งปริมาณและคุณภาพ ซึ่งได้แสดงออกในรุ่นต่อๆมาซึ่งจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น

เองเกลส์ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมโดยยกกรณีโลกของสิ่งมีชีวิตจำพวกแมลงขึ้นมา “ผีเสื้อ ถือเป็นกรณีตัวอย่าง พวกมันถือกำเนิดออกจากไข่ อันถือเป็นการปฏิเสธการดำรงอยู่ของไข่ พวกมันดำรงชีวิตผ่านการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนกระทั่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ พวกมันจะจับคู่กัน เกิดการผสมพันธุ์และตายลงโดยที่ตัวเมียจะให้กำเนิดไข่จำนวนมาก”.