ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 9] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 9]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

เฮเกล และ มาร์กซ์

เฮเกลปัญญาชนผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งส่องแสงสว่างทางปัญหาให้กับองค์ความรู้ใหม่มากมาย ซึ่งถือเป็นคุณูปการสำคัญที่มาร์กซ์ได้กล่าวถึงอยู่บ่อยๆ “ความลึกลับ (จิตนิยม) ที่ผูกมัดวิภาษวิธีเอาไว้ในมือของเฮเกลนั้นทำให้เขาถูกกีดกันออกจากการเป็นบุคคลแรกที่จะนำหลักวิภาษวิธีมาใช้งานอย่างครอบคลุมและมีลักษรธที่มีจิตสำนึก” มาร์กซ์กล่าว ไม่เพียงแต่ระบบปรัชญาของเฮเกลนั้นจะมีข้อบกพร่องและความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่  ซึ่งมันประสบกับความขัดแย้งภายในที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ มโนทัศน์เรื่องประวัติศาสตร์ของเฮเกลนั้นมีแต่เพียงมุมมองเรื่องวิวัฒนาการเพียงมิติเดียว ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดหรือถาวร อย่างไรก็ตามระบบปรัชญาของเขาก็ได้พยายามเคลมว่ามันเป็นความจริงสูงสุดหรือความจริงสัมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความคิดเรื่องวิภาษวิธี ในขณะที่เฮเกลพยายามรักษาสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเยอรมนี วิภาษวธีก็โอบรับเอาการปฏิวัติเอาไว้ สำหรับเฮเกลแล้วสิ่งที่เป็นจริงนั้นคือสิ่งที่มีเหตุมีผล แต่หากเราใช้วิภาษวิธีแบบเฮเกลเลี่ยนแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นจริงนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุไม่มีผล ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่สมควรจะต้องแตกดับลง และนี่คือความหมายเรื่องการปฏิวัติในปรัชญาของเฮเกล

การจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนี้เราจำเป็นจะต้องย้อนกลับไปหาปรัชญาวัตถุนิยม แต่ไม่ใช่ปรั๙ญาแบบวัตถุนิยมกลไกดั้งเดิม แต่เป็นปรัชญาวัตถุนิยมที่ผสานไปด้วยทฤษฎีและหลักการที่ใหม่และก้าวหน้าขึ้น “ปรัชญาวัตถุนิยมนั้นเบ่งบานขึ้นมาอีกครั้งด้วยการเข้าครองพื้นที่ของปรัชญาจิตนิยม สิ่งสำคัญที่สุดในการเข้ายึดครองนี้คือการยึดครองหลักวิภาษวิธี การตรวจสอบปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในการพัฒนาการ ในจุดเริ่มต้น และในการล่มสลาย และอัจฉริยะบุคคลผู้นำเสนอแนวทางใหม่นี้ก็คือ คาร์ล มาร์กซ์” เพลคาร์นอฟได้เขียนไว้ และด้วยพัฒนาการของการปฏิวัติในยุโรประหว่างปี 1830-1831 นั้นก็ทำให้สำนักเฮเกลเลี่ยนแบ่งแยกออกเป็นสามสายคือ ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และกลุ่มตรงกลาง

นักคิดเฮเกลเลี่ยนฝ่ายซ้ายที่โดดเด่นที่สุดนั้นคือลุดวิก ฟอยเออร์บาค ผู้ท้าทายแนวคิดศาสนาโดยเฉพาะแนวคิดออร์โธดอกซ์ดั้งเดิมและนำเอาแนวคิดวัตถุนิยมเข้าไปใช้ “ธรรมชาตินั้นไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่อยู่ในการมีปฏิวัมพันธ์ร่วม ทุกๆสิ่งนั้นเป็นทั้งเหตุและผล ทุกๆสิ่งในธรรมชาตินั้นล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ...” ข้อเขียนโดยฟอยเออร์บาค ซึ่งกลายเพิ่มเติมว่ามันไม่มีพื้นที่สำหรับพระเจ้า “ศาสนาคริสต์นั้นได้แยกเอาจิต และวิญญาณของมนุษย์ออกจากร่างกายและทำให้มันแยกขาดออกจากกัน และนำไปผูกอยู่กับพระเจ้าของเขา” และแม้ว่างานของฟอยเออร์บาคจะพบกับข้อจำกัด แต่มาร์กซ์และเองเกลส์ก็ได้รับเอาความก้าวหน้านี้ไปพัฒนาต่ออย่างกระตือรือร้น

 

“แต่ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น” เองเกลส์เขียน “การปฏิวัติในปี 1848 ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ปรัชญาต้องเลือกข้างอย่างไม่เป็นทางการดังเช่นที่ฟอยเออร์บาคเคยถูกผลักดันมาในอดีต” นี่คือสิ่งที่หลงเหลือมาสู่มาร์กซ์และเองเกลส์ในการนำเอาหลักวิภาษวิธีไปใช่กับวัตถุนิยมใหม่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และสร้างหลักการวัตถุนิยมวิภาษวิธีขึ้น และสำหรับพวกเขาแล้วปรัชญาใหม่นี้ไม่ใช่เพียงปรัชญาที่เป็นนามธรรม แต่เป็นปรัชญาที่เชื่อมโยงโดยตรงต่อการปฏิบัติ

“วิภาษวิธีนั้นลดตัวเองไปเป็นเพียงศาสตร์ของกฎในการเคลื่อนไหวโดยทั่วไป ทั้งในโลกภายนอกและในความคิดของมนุษย์ ซึ่งเป็นลักษณะของกฎสองรูปแบบที่คล้ายกันแต่แตกต่างกันในลักษณะของการแสดงออกตราบเท่าที่จิตของมนุษย์สามารถตระหนักถึงจิตสำนึกของตัวเองในขณะที่ธรรมชาตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน กฎเหล่านี้ได้ยืนยันว่าตัวมันเองนั้นไม่มีจิตสำนึกในรูปแบบของปัจจัยภายนอกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในใจกลางของเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” (เองเกลส์)

 

ทั้งมาร์กซ์และเองเกลส์ได้ทิ้งงานเขียนที่คลุมเครือเกี่ยวกับหลักวิภาษวิธีเอาไว้ มาร์กซ์นั้นหมกมุ่นอยู่กับการเขียนหนังสือว่าด้วยทุน ขณะที่เองเกลส์นั้นก็ตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือสักเล่มแต่มันถูกแทนที่ด้วยความต้องการจะสานต่องานว่าด้วยทุนให้จบหลังจากที่มาร์กซ์เสียชีวิต แม้กระนั้นเองเกลส์ก็ยังคงเขียนถึงเรื่องเหล่านี้เอาไว้อย่างกว้างๆ โดยเฉพาะในงานเรื่อง Anti-Duhring และ the Dialectics of Nature ซึ่งเลนินได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “ถ้าหากมาร์กซ์ไม่ได้ซ่อน “ตรรกะ” ของเขาเอาไว้เบื้องหลัง (ในจดหมายว่าด้วยทุน) เขาก็ต้องทิ้งตรรกะของทุนนิยมเอาไว้ และนี่ควรจะเป็นสิ่งที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์สูงสุด ในหนังสือว่าด้วยทุน มาร์กซ์ได้นำตรรกะไปใช่เพียงรูปแบบเดียวนั่นคือระบบตรรกะแบบวิภาษวิธีและทฤษฎีองค์ความรู้ของวัตถุนิยม ซึ่งเฮเกลเป็นผู้ทำให้มันมีค่าขึ้นมาและมาร์กซ์เป็นผู้นำมาพัฒนาต่อเพิ่มเติม”

ในปัจจุบันนี้มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่มากนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ตระหนักถึงเรื่องวิภาษวิธีซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นปัญหาในพื้นที่ศึกษาเฉพาะของพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และวัตถุนิยมวิภาษวิธีนี้ถูกถกเถียงและพูดถึงอย่างมากในหนังสือของ Alan Woods และ Ted Grant พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เองเกลส์ได้เสนอว่าธรรมชาตินั้นคือวิภาษวิธีโดยแท้จริง ซึ่งแตกต่างจาก Stephen J. Gould กับ Niles Eldredge, Richard Levins กับ Richard Lewonti ผู้ถือว่าตัวเองเป็นนักวัตถุนิยมวิภาษวิธี ซึ่งได้เขียนถึงการประยุกต์ใช้หลักวิภาษวิธีในพื้นที่ของชีววิทยาในหนังสือเรื่อง The Dialectical Biologist ของพวกเขา

 

“อะไรคือสิ่งที่กำหนดลักษณะของโลกเชิงวิภาษในทุกๆมุมมอง ดังเช่นที่เราอธิบายไปแล้วว่ามันคือความคงที่ในการเคลื่อนไหว ความคงที่นี้กลายไปเป็นตัวแปร เหตุกลายไปเป็นผล และระบบได้พัฒนาและทำลายปัจจัยที่ให้กำเนิดตัวมันขึ้น แม้แต่สสารหรือธาติที่ดูเหมือนจะมีสถานะมั่นคงอยู่ในพลวัตรที่สมดุลของพลังก็สามารถจะกลายไปเป็นความไม่สมดุลได้ในฉับพลันเช่นกัน แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวนั้นไม่มีข้อจำกัดและไม่มีรูปแบบเดียวตายตัว สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาขึ้นและมีความแตกต่างกัน และจากนั้นมันก็ตายลงและสูญสลายไป สปีชีส์ต่างๆถือกำเนิดขึ้นและในไม่ช้ามันย่อมจะสูญพันธุ์ไป แม้แต่ในโลกพื้นฐานทางกายภาพหรือโลกทางฟิสิกส์เองก็ทราบดีว่ามันไม่มีรูปแบบตายตัวของการเคลื่อนไหว กระทั่งการหมุนรอบตัวเองของโลกก็ยังช้าลงในเวลาของธรณีวิทยา พัฒนาการของระบบผ่านเวลานั้นดูเหมือนจะเป็นผลพวงของพลังที่คัดค้านกัน และการเคลื่อนไหวที่คัดค้านกัน”

“การปรากฏขึ้นของพลังที่คัดค้านกันทำให้เกิดการโต้เถียงและความยากลำบากขึ้น ซึ่งส่วนมากเกิดในกลุ่มสายกลาง มโนทัศน์เรื่องความคิดเชิงวิภาษวิธี หลักเกณฑ์ของความขัดแย้ง สำหรับบางกลุ่มความขัดแย้งนั้นเป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ทางญาณวิทยาเท่านั้น นี่อธิบายว่าเราสามารถเข้าถึงการเข้าใจต่อโลกผ่านประวัติศาสตร์ของการแย้งเชิงทฤษฎีได้อย่างไร นั่นคือใรความขัดแย้งที่มีต่อผู้อื่น และในความขัดแย้งในปรากฏการ์ที่สำรวจ ซึ่งนำไปสู่มุมมองใหม่ต่อธรรมชาติ ทฤษฎีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ของ Kuhn (1962) มีร่องรอยอันต่อเนื่องของเรื่องความขัดแย้งและการหาข้อยุติ อันนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ และสำหรับกลุ่มอื่นๆความขัดแย้งนั้นกลายเป็นอภิปรัชญาขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ แต่สำหรับเรา ความขัดแย้งนั้นไม่ใช่เพียงญาณวิทยาหรือเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง แต่ยังหมายถึงอภิปรัชญาในความหมายที่กว้างขวางด้วย ความขัดแย้งระหว่างพลังต่างๆถือเป็นเรื่องปกติในธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ในสถาบันทางสังคมของมนุษย์เท่านั้น คตินิยมที่มีต่อวิภาษวิธีนี้สะท้อนกลับไปถึงเองเกลส์ (1880) ผู้เขียนหนังสือ the Dialectics of Nature ซึ่งสำหรับผมแล้วไม่มีข้อโต้แย้งใดๆในการสถาปนากฎของวิภาษวิธีธรรมชาติ”

 

นักมาร์กซิสต์นั้นประกาศและตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาถึงความเป็นเอกภาพและการรวมกันของทฤษฎีและการปฏิบัติ “ปรัชญานั้นทำเพียงแต่อธิบายโลกในหลากหลายวิธี แต่สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือปรัชญาต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลก” มาร์กซ์กล่าวเอาไว้ในงานเรื่อง thesis on Feuerbach ของเขา “ถ้าหากข้อเท็จจริงนั้นคือสิ่งที่เป็นนามธรรมแล้ว มันย่อมจะไม่ใช่ความจริง” เองเกลส์ประกาศไว้ ข้อเท็จจริงนั้นจะต้องเป็นรูปธรรม เราควรจะต้องมองและพิจารณาวัตถุตามลักษณะที่มันดำรงอยู่อย่างจริงจังด้วยมุมมองเพื่อจะเข้าใจการพัฒนาการที่ขัดแย้งกันในพื้นฐาน นี่เป็นข้อสรุปที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม นักมาร์กซิสต์นั้นแตกต่างจากพวกนักสังคมนิยมอุดมคติที่มองสังคมนิยมว่าเป็นไอเดียอันประเสริฐเลิศหล้าน่ามหัศจรรย์ นักมาร์กซิสต์นั้นมองว่าพัฒนาการของสังคมนิยมคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของระบบทุนนิยม สังคมทุนนิยมนั้นได้สร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับระบบสังคมที่ไร้ชนชั้นเอาไว้ด้วยการพัฒนาและปลดปล่อยกำลังการผลิตในระดับสูงและการแบ่งงานกันทำ ซึ่งก่อให้เกิดชนชั้นแรงงานซึ่งย่อมจะเดินหน้าไปสู่การเผชิญหน้าในความขัดแย้งกับระบบทุนนิยม และด้วยพื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมาชนชั้นแรงงานย่อมจะเติบเต็มจิตสำนึกทางชนชั้นของตัวเองจากการตระหนักถึงตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของตนเองอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังเช่นคำที่มาร์กซ์ได้กล่าวเอาไว้ว่าชนชั้นแรงงานจะเปลี่ยนแปลงจากการเป็น “ชนชั้นโดยตัวมันเอง” (Class in-itself) ไปสู่การเป็น “ชนชั้นเพื่อตัวมันเอง” (Class for-itself)

วิภาษวิธีนั้นวางรากฐานตัวเองอยู่บนปรัชญาแบบเหตุวิสัยนิยม (Determinism) แต่ขณะเดียวกันนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรที่เชื่อมโยงหรือมีลักษณะร่วมกับกลุ่มโชคชะตานิยม (Fatalism) ซึ่งปฏิเสธการมีอยู่ของอุบัติเหตุในธรรมชาติ สังคมและความคิด เหตุวิสัยนิยมวิภาษวิธีนั้นยืนยันถึงการผสานกันของอุบัติเหตุและสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และอธิบายว่าสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้นั้นแสดงตัวเองออกมาในรูปของอุบัติเหตุ ทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่มีสาเหตุ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรืออุบัติเหตุเองก็เช่นกัน และถ้าหากว่ามันไม่มีกฎที่ว่าด้วยสาเหตุของสิ่งต่างๆในธรรมชาติแล้วทุกสิ่งทุกอย่างย่อมจะตกอยู่ในสถานะของความโกลากลอย่างที่สุด มันจะกลายเป็นตำแหน่งที่เป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีสิ่งใดจะดำรงอยู่ได้ ดังนั้นสิ่งต่างๆที่ดำรงอยู่จึงเกี่ยวพันและเชื่อมโยงอยู่กับสิ่งอื่นๆที่ดำรงอยู่เช่นกัน ในห่วงโซ่ของสาเหตุและผลที่ตามมาอันไม่มีที่สิ้นสุด เหจตุการณืเฉพาะในบางกรณีนั้นจำเป็นจะต้องมีโอกาสหรือลักษณะที่เป็นอุบัติเหตุอยู่เสมอ แต่การปรากฏของมันนั้นมีที่มาจากความจำเป็นที่หยั่งลึกลงไปอันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ อันที่จริงสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้แสดงตนเองผ่านความต่อเนื่องของอุบัติเหตุอยู่ตลอด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอุบัติเหตุนั้นมีที่ทางของตัวเองแต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำก็คือการค้นหาให้พบว่าอะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่เป็นความจำเป็นอันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

จากมุมมองแบบการสำรวจเพียงผิวเผินนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมจะดูเหมือนเป็นสิ่งบังเอิญ เป็นอุบัติเหตุ หรือเป็นสิ่งที่เกิดจากโอกาส ซึ่งสภาวการณ์แบบนี้ย่อมจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อเราขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับกฎที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ภายในการเปลี่ยนนั้น “ในทุกๆที่เกิดเหตุการณ์อันเป็นอุบัติเหตุขึ้นมันย่อมถูกควบคุมเอาไว้ด้วยปัจจัยภายใน ด้วยกฎที่หลบซ่อนอยู่ และมีแต่จะต้องค้นพบกฎเหล่านี้เท่านั้น” เองเกลส์ได้เน้นย้ำเอาไว้ในงานเรื่อง Ludwig Feuerbach

ในธรรมชาติ กระบวนการวิวัฒนาการนั้นดำเนินไปบนเส้นทางที่แน่นอน และไม่ว่าผลของมันจะปรากฏออกมาในรูปแบบไหน ปรากฏออกมาอย่างไร มันล้วนแล้วแต่ขึ้นตรงกับสภาพการณ์ที่คาดไม่ถึง ตัวอย่างเช่น สิ่งมีชีวิตใดๆก็ตามที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนั้นมันย่อมจะต้องพึ่งพาอาศัยสภาพการณ์และปัจจัยรอบข้างที่กำหนดไม่ได้ เช่น การมีแหล่งน้ำ องค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน ระยะห่างของโลกจากดวงอาทิตย์ สภาพชั้นบรรยากาศ ฯลฯ “มันเป็นเรื่องธรรมชาติของวัตถุที่จะต้องก้าวหน้าไปสู่การพัฒนาการดำรงอยู่ของความคิด” เองเกลส์เขียนไว้ “ดังนั้นมันย่อมจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในห้วงเวลาใดก็ตามที่ปัจจัยสำหรับสิ่งนี้ (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีลักษณะเหมือนกันในทุกสถานที่ ทุกห้วงเวลา) ได้เกิดขึ้น”

นักประวัติศาสตร์ที่พิจารณาประวัติศาสตร์เพียงผิวเผินจึงบันทึกเอาไว้ว่า “สาเหตุ” ที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นเกิดขึ้นมาจากการลอบสังหารมงกุฎราชกุมารที่เมืองซาราเจโว แต่สำหรับนักมาร์กซิสต์แล้วสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคืออุบัติการณ์ทางประวัติศาสตร์ ในแง่ที่ว่าเหตุการณ์การลอบสังหารนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาหรือข้ออ้างของความขัดแย้งระดับโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อันเกิดจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของประเทศจักรวรรดินิยม ถ้าหากว่าการลอบสังหารนั้นล้มเหลว หรือต่อให้มงกุฎราชกุมารไม่เคยเกิดขึ้นมาก็ตาม สงครามก็จะยังเกิดขึ้นอยู่ดี ด้วยข้ออ้างทางการฑูตหรือข้ออ้างอื่นๆในการประกาศสงคราม มันเพียงแต่จำเป็นจะต้องแสดงตัวเองออกมาในรูปแบบของ “อุบัติเหตุ” ที่แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง

ในคำกล่าวของเฮเกลนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงอยู่เพราะมันจำเป็นจะต้องดำรงอยู่ แต่ในทางเดียวกันนั้นทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ก็ย่อมจะต้องมีวาระแห่งการดับสูญลง หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นสิ่งอื่น ด้วยเหตุนี้ “ความจำเป็น” ในการดำรงอยู่ในพื้นที่และช่วงเวลาหนึ่งย่อมจะเปลี่ยนไปเป็น “ความไม่จำเป็น” ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก่อให้เกิดความเป็นขั้วตรงข้ามกันหรือความเป็นอริกันซึ่งมุ่งหมายจะเอาชนะและลบล้างขั้วตรงข้าม นี่คือความเป็นจริงของสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ เช่นเดียวกับความเป็นจริงของสังคมและธรรมชาติโดยทั่วไป

สังคมมนุษย์ในรูปแบบต่างๆนั้นดำรงอยู่เพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในห้วงเวลาหนึ่งที่มันดำรงอยู่ “ไม่มีระเบียบทางสังคมใดที่พังทลายลงก่อนที่กำลังการผลิตซึ่งอยู่ในระบบสังคมนั้นจะได้รับการพัฒนาหรือปลดปล่อยกำลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สูงขึ้นย่อมจะไม่ปรากฎออกมาจนกว่าปัจจัยด้านวัตถุของมันในสังคมเก่าจะถึงสภาวะสุกงอม ด้วยเหตุนี้มนุษยชาติจึงทำได้เพียงแก้ไขปัญหาที่พวกเขาพบเฉพาะหน้าเท่านั้น และนับตั้งแต่ที่เราเริ่มพิจารณาวัตถุอย่างละเอียดเราจะพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขทางวัตถุที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาได้ดำรงอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดคือดำรงอยู่ในกระบวนการก่อร่างแล้ว” (มาร์กซ์)

สังคมทาส ในช่วงเวลาที่มันดำรงอยู่นั้นก็ได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดดออกมาจากสังคมป่าเถื่อนหรือสังคมบุพกาล มันถือเป็นขั้นตอนที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ในกระบวนการของการพัฒนากำลังการผลิต พัฒนาวัฒนธรรม และสังคมมนุษย์

สังคมทุนนิยมเองก็คล้ายกัน มันกำเนิดขึ้นมาจากความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการพยายามพัฒนาความก้าวหน้าในสังคมมนุษย์ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นสังคมบุพกาล สังคมทาส สังคมศักดินา หรือสังคมนิยม ต่างก็แสดงถึงความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และความก้าวหน้าของระบบสังคมมนุษย์ และการปรากฏขึ้นของแต่ละสังคมนั้นก็เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในตัวสังคมเอง และเมื่อถึงเวลามันก็จะล่มสลายลงอันเนื่องมาจากการถือกำเนิดของกลุ่มพลังทางสังคมใหม่จากร่างเนื้อของสังคมเก่า ซึ่งในปัจจุบันนี้มันแสดงออกมาในรูปแบบของชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ ระบบกรรมสิทธิ์ในการถือครองวิถีการผลิต และแนวคิดรัฐชาติ อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของระบบสังคมทุนนิยม ซึ่งจุดกำเนิดของมันนั้นถือเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ แต่ปัจจุบันนั้นระบบทุนนิยมทำเพียงแค่รับใช้พวกนายทุนที่อ้วนพี และพยายามบ่อนทำลายกำลังการผลิตและบ่อนทำลายผลพวงจากพัฒนาการในหลายศตวรรษที่ผ่านมาของสังคมมนุษย์ลง

ระบบทุนนิยมนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าตัวมันเป็นระบบสังคมที่เสื่อมสลาย ซึ่งจำเป็นจะต้องถูกโค่นล้มลงโดยขั้วตรงข้ามของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือ สังคมนิยม ถ้าหากอารยธรรมของมนุษยชาติจะอยู่รอดต่อไปได้มันย่อมจะเกิดจากกำหนดของลัทธิมาร์กซิสต์ไม่ใช่เกิดจากโชคชะตา มนุษย์ทั้งหลายต่างเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา การเปลี่ยนผ่านทางสังคมจึงจะต้องเกิดจากมนุษย์ทั้งหลายที่มีความตระหนักและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการจะปลดแอกตนเอง การต่อสู้ทางชนชั้นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า การจะประสบความสำเร็จนี้อาจจะมีปัจจัยหลายประการ การลุกฮือ มวลชนของชนชั้นที่ก้าวหน้าและไปไกลกว่าระบบสังคมเก่า การอ่อนกำลังลงของพวกปฏิกิริยา แต่ในท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์นั้นจะถูกกำหนดและชี้ขาดจาก ฝั่งไหนที่มีเจตจำนงที่แข็งแกร่งกว่ากัน มีการจัดตั้งที่ดีกว่า และมีความสามารถและลักษณะการนำที่ดีกว่ากัน

ชัยชนะของสังคมนิยมนั้นย่อมจะนำสังคมมนุษย์ไปสู่สังคมใหม่ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หรือจะพูดให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้นชัยชนะของสังคมนิยมจะเป็นการทำลายสิ่งตกค้างดึกดำบรรพ์ทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและเริ่มต้นประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

อย่างไรก็ตามในอีกทางหนึ่งแล้วสังคมนิยมได้ย้อนกลับไปหาสิ่งที่มีมาก่อนการกำเนิดของระบบสังคมมนุษย์นั่นคือ - สังคมคอมมิวนิสต์บุพกาล - แต่เป็นการพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยองค์ความรู้ที่สะสมมานับพันปีผ่านสังคมชนชั้น การปฏิเสธระบบสังคมคอมมิวนิสต์บุพกาลของสังคมชนชั้นนั้นจะถูกปฏิเสธด้วยสังคมนิยม ระบบเศรษฐกิจที่อุดมสมบูรณ์นั้นจะถูกทำให้เป็นไปได้จริงด้วยการวางแผนใช้งานกลไกของอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นจากระบบทุนนิยมในระดับโลก และนี่จะเป็นการปฏิเสธและยุติการแบ่งแย่งคนงานที่ซ้ำซ้อน ระหว่างแรงงานกายภาพและแรงงานสมอง ระหว่างเมืองและชนบท และยุติการต่อสู้ทางชนชั้นที่ป่าเถื่อนและไม่จำเป็น และท้ายที่สุดคือมันจะเปิดทางให้มนุษยชาติสามารถผลิตทรัพยากรเพื่อเอาชนะธรรมชาติได้ ซึ่งอาจจะอธิบายสั้นๆผ่านข้อเขียนอันโด่งดังของเองเกลส์ได้ว่า “มันคือการก้าวกระโดดของมนุษย์ออกจากขอบเขตที่มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มาสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ”.