ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 10] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 10]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

บนเริ่มต้นสำหรับวัตถุนิยมวิภาษวิธี โดย ทรอสกี้

 

วิภาษวิธีนั้นไม่ใช่ทั้งเรื่องเล่าปรัมปราหรือเรื่องเพ้อฝัน หากแต่มันคือวิทยาศาสตร์ของรูปแบบของระบบคิดของเราตราบเท่าที่มันไม่ได้ถูกกำหนดหรือจำกัดจากชีวิตประจำวันของเรา แต่มันพยายามจะไปถึงการทำความเข้าใจระบบความเป็นไปที่ซับซ้อนและพยายามร่างเค้าโครงของระบบดังกล่าวออกมา วิภาษวิธีและระบบตรรกะทั่วไปนั้นแบกเอาความสัมพันธ์ต่อกันและกันเอาไว้เสมือนความสัมพันธ์แบบสูงและต่ำทางคณิตศาสตร์

ในบทความนี้ผมพยายามที่จะร่างเค้าโครงของปมปัญหาสำคัญออกมาอย่างกระชับที่สุดดังนี้ ระบบตรรกะตามอย่างของอริสโตเติลนั้นคือการอ้างเหตุผลโดยเริ่มต้นที่ประพจน์ที่ว่า A เท่ากับ A ข้อสมมุติฐานดังกล่าวนี้ถูกยึดเอาไว้เป็นเสมือนความเป็นจริงขั้นมูลฐานสำหรับปฏิบัติการโดยทั่วไปของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงนั้น A ไม่ได้เท่ากับ A เสมอไป

และมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะพิสูจน์คำกล่าวนี้เพราะหากเราพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เราก็จะพบว่าสิ่งต่างๆนั้นแตกต่างจากกันอย่างชัดเจน

แต่ในทางหนึ่งมันก็อาจจะถูกคัดค้านได้ ดังนั้นเราจึงจะขอยกตัวอย่างโดยใช้กรณีของน้ำตาลปริมาณ 100 กรัม

ข้อคัดค้านในเรื่องขนาดหรือสถานะของมันก็จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เพราะในความเป็นจริงนั้นน้ำตาล 100 กรัมกองหนึ่ง ย่อมจะไม่เท่ากับน้ำตาล 100 กรัมอีกกองหนึ่ง มันมีส่วนต่างในระดับย่อยในหลักทศนิยมอยู่เสมอ

หากแต่มันก็อาจจะถูกคัดค้านได้อีกเช่นกันว่า น้ำตาล 100 กรัมกองหนึ่งย่อมจะเท่ากับตัวมันเอง และต่อให้คำกล่าวที่ว่านี้จะเป็นจริงก็ตาม แต่สสารต่างๆย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะผ่านรูปแบบของขนาด น้ำหนัก สี ฯลฯ ดังนั้นมันจึงไม่สามารถจะเท่ากับตัวมันเองได้

พวกนักปรัชญาโซฟิสต์ย่อมจะตอบโต้กลับมาว่าน้ำตาล 100 กรัมนี้เท่ากับตัวมันเอง “ในห้วงเวลาหนึ่ง” หากเรายึดคำกล่าวนี้แล้วมันจะมีปัญหาตามมาอีกมากนอกเหนือไปจากเรื่องความคลุมเครือของ “สัจพจน์” ที่ว่านี้แล้วมันยังจะทำให้เราไม่สามารถยอมรับการวิพากษ์ทางทฤษฎีได้อีก คำถามสำคัญคือเราจะยอมรับข้ออ้างเรื่อง “ห้วงเวลาหนึ่ง” นี้ได้อย่างไร ในเมื่อช่วงเวลาเพียงเสี้ยวหนึ่งในห้วงเวลาเท่านั้นอาจจะเพียงแค่ 1/1,000,000 วินาทีเท่านั้นหรือน้อยกว่านั้นที่น้ำตาล 100 กรัมที่เรากล่าวนี้จะอยู่ในสถานะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย

หรือถ้าหากว่า “ห้วงเวลาหนึ่ง” ที่ว่านี้เป็นเพียงนามธรรมในทางคณิตศาสตร์ที่อาจจะแปลได้ว่ามันคือห้วงเวลาที่เป็นศูนย์แล้ว แต่สรรพสิ่งต่างๆนั้นล้วนดำรงอยู่ในห้วงเวลาทั้งสิ้นและดำรงอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดยั้งภายใต้ระบบเวลา และด้วยเหตุนี้เวลาจึงเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของการดำรงอยู่

ดังนั้นสัจพจน์ที่ว่า A เท่ากับ A หรืออย่างน้อยที่สุดแล้วคือ A เท่ากับตัวมันเองภายในช่วงเวลาหนึ่งนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นจริง หรือในอีกทางหนึ่งก็คือมันไม่ได้ดำรงอยู่

โดยทั่วไปหากเรามองประพจน์หรือสัจพจน์เหล่านี้แล้วเราอาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระหากแต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดเลยด้วยซ้ำ อันเนื่องมาจากสัจพจน์ที่ว่า A เท่ากับ A นี้ในทางหนึ่งคือจุดเริ่มต้นของการทดลองอันเป็นที่มาขององค์ความรู้ทั้งหมดของเรา  และในอีกทางหนึ่งนั้นมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดทั้งหมดของเราเช่นกัน

การจะหยิบใช้สัจพจน์ที่ว่า A เท่ากับ A โดยไม่มีข้อผิดพลาดนั้นคือการใช้มันภายใต้ข้อจำกัดที่แน่นอน เมื่อมันเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณเพียงเล็กน้อยนั้น เราอาจจะสรุปเอาได้อย่างง่ายว่า A นั้นเท่ากับ A ดังที่เราจะเห็นได้จากการซื้อขายน้ำตาลระหว่างคนขายกับคนซื้อเป็นตัวอย่าง

ในทำนองเดียวกันนี้เราอาจจะพิจารณาถึงอุณหภูมิของแสงอาทิตย์ด้วย หากว่าในวันหนึ่งเราต้องซื้อพลังงานจากแสงแดดใช้ แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณที่มากกว่าข้อจำกัดนั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพด้วย เมื่อเราละลายน้ำตาล 100 กรัมลงในน้ำหรือน้ำมันมันจะสิ้นสุดความเป็นน้ำตาล 100 กรัมอยู่ การจะกำหนดกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพนี้คือประเด็นสำคัญอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่ยากยิ่งโดยเฉพาะในทางสังคมศาสตร์

แรงงานทุกคนย่อมรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะผลิตสิ้นค้าสองชิ้นที่เหมือนกันอย่างสมบูรณ์ออกมา ในการเททองเหลืองเข้าสู่เบ้าหลอม มันย่อมจะเกิดความผิดพลาดบางอย่างระหว่างกระบวนการผลิตนี้ และนี่คือการข้ามไปเหนือข้อจำกัดที่แน่นอน อย่างไรก็ตามพวกเขายังสามารถยอมรับมันได้ (ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าความทนรับได้) จากการสำรวจนั้นเราพบว่าพวกเขาจะยอมรับความแตกต่างเล็กน้อยของผลผลิตได้ (คิดว่า A เท่ากับ A เมื่อความผิดพลาดน้อย) เมื่อความทนรับได้ที่ว่านี้มีอำนาจสูงกว่า แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาไม่สามารถทนรับความผิดพลาดได้มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพและผลผลิตดังกล่าวก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ไปทันที

ความคิดทางวิทยาศาสตร์ของเรานี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในปฏิบัติการโดยทั่วไปหรือในทางเทคนิคของเรา สำหรับแนวคิดที่ว่าการดำรงอยู่ของ “ความทนรับได้” นั้นไม่ได้เกิดหรือถูกก่อตั้งมาจากระบบตรรกะโดยทั่วไปอันกำเนิดมาจากสัจพจน์ที่ว่า A เท่ากับ A หากแต่เกิดมากจากความคิดแบบวิภาษวิธีที่มาจากความคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือกล่าวคือ “สามัญสำนึก” นั้นกำเนิดและถูกกำหนดลักษณะขึ้นโดยระบบที่มีอำนาจเหนือ “ความทนรับได้”

ความคิดสามานย์ดังกล่าวนั้นทำงานอย่างเป็นระบบผ่านแนวคิดแบบ ทุนนิยม ศีลธรรม เสรีภาพ ฯลฯ ในฐานะที่มันเป็นนามธรรมอันตายตัว และสมอ้างว่าทุนนิยมนั้นเท่ากับทุนนิยม ศีลธรรมเท่ากับศีลธรรม ฯลฯ แต่ความคิดแบบวิภาษวิธีนั้นมองว่าทุกสิ่งอย่าง ทุกปรากฏการณ์นั้นเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องกัน

ข้อบกพร่องขั้นพื้นฐานของแนวคิดสามานย์เหล่านี้คือมันพยายามจะแทรกตัวเองเข้าไปในความเป็นจริงแล้วอธิบายว่าความเป็นจริงนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวได้ แต่ความคิดแบบวิภาษวิธีนั้นได้มอบแนวคิดผ่านวิธีการพิจารณาอย่างใกล้ชิด การแก้ไข และเนื้อหาที่มีชีวิตชีวาและยืดหยุ่น ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าปรากฏการณ์ต่างๆที่เราเห็นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาจากขอบเขตของการกำหนดหากแต่เกิดมาจากความสัมพันธ์ในห่วงโซ่แห่งการเปลี่ยนแปลง เช่นทุนนิยมไม่ได้เกิดขึ้นมาจากตัวทุนนิยมเองแต่มันเกิดมาจากสถานการณ์อันต่อเนื่องในการพัฒนา

ความคิดแบบวิภาษวิธีนั้นสัมพันธ์กับแนวคิดสามานย์ในความหมายเดียวกับความคิดที่ว่าภาพเคลื่อนไหวนั้นสัมพันธ์กับภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้แยกตัวเองออกจากภาพถ่ายอย่างเด็ดขาดหากแต่มันคือการรวมเอาภาพถ่ายที่ต่อเนื่องเอาไว้เป็นชุดเดียวกันตามกฎของการเคลื่อนไหว วิภาษวิธีนั้นไม่ได้ปฏิเสธการให้เหตุผล หากแต่มันสอนให้เรารู้จักประยุกต์ใช้การให้เหตุผลไปในทิศทางเพื่อการเข้าถึงความเข้าใจความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ระบบตรรกะของเฮเกลนั้นได้สถาปนากฎของความคิดต่างๆขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพ การพัฒนาผ่านความขัดแย้ง ความขัดแย้งของเนื้อหาและรูปแบบ การหยุดชะงักของความต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงจากความเป็นไปได้ไปสู่สิ่งที่หลักเลี่ยงไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ความรู้ขั้นพื้นฐานสำหรับความคิดทางทฤษฎีสำหรับการพัฒนาและศึกษาต่อ

ต้องขอบคุณการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เป็นแรงกระตุ้นให้เฮเกลเขียนเรื่องเหล่านี้ขึ้นก่อนมาร์กซ์และดาร์วิน เฮเกลนั้นได้ประมาณการณ์ถึงความเคลื่อนไหวทางวิทยาศาสตร์เอาไว้ หากแต่มันก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้นและมันได้รับอิทธิพลจากความเป็นนักจิตนิยมของเฮเกลผสมเข้าไปด้วยที่ทำให้เฮเกลนั้นทำงานกับเงามืดทางอุดมการณ์ราวกับว่ามันเป็นความเป็นจริงสูงสุด ซึ่งต่อมามาร์กซ์ได้แสดงให้เห็นว่าเงามืดทางอุดมการณ์นั้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นสิ่งใดเลยนอกจากความเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางวัตถุ

เราเอ่ยถึงวัตถุนิยมวิภาษวิธีขึ้นมาเมื่อมันหยั่งรากลงและทำให้เราเห็นว่ามันไม่ทั้งสวรรค์เบื้องบนและไม่มีกระทั่ง “เจตจำนงเสรี” ภายในจิตใจของเรา สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือรูปธรรมทางวัตถุในธรรมชาติ จิตสำนึกนั้นกำเนิดออกมาจากการไม่มีจิตสำนึก จิตวิทยานั้นกำเนิดมาจากสรีรวิทยา โลกวัตถุนั้นกำเนิดมาจากโลกอวัตถุ

ในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงนี้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพเสมอ ความคิดเรื่องวิภาษวิธีของเรานั้นเป็นเพียงรูปแบบความคิดเดียวที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ในระบบความคิดนี้มันไม่มีพื้นที่สำหรับพระเจ้า ปิศาจ หรือจิตวิญญาณอมตะ ใดๆทั้งสิ้น ความคิดแบบวิภาษวิธีนั้นเติบโตมาจากวิภาษวิธีธรรมชาติ และด้วยเหตุนี้มันจึงผูกตัวเองอยู่กับเรื่องของวัตถุอย่างแยกออกจากกันไม่ได้

มาร์กซ์นั้นแตกต่างจากดาร์วินตรงที่เขาเป็นผู้ที่ตระหนักถึงความสำคัญของวิภาษวิธีอย่างจริงจัง มาร์กซ์ได้ค้นพบการจัดแบ่งหมวดหมู่รูปแบบทางสังคมในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ผ่านรูปแบบของการพัฒนากำลังการผลิตและโครงสร้างความสัมพันธ์ของผู้ถือครองปัจจัยการผลิต การแบ่งแยกแบบมาร์กซิสต์นี้ได้เข้าแทนที่แนวคิดสามานย์ในการอธิบายพัฒนาการทางสังคมและยังทรงอิทธิพลต่อมาจนถึงปัจจุบัน และมีเพียงการใช้รูปแบบความคิดแบบวัตถุนิยมวิภาษวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึงแนวคิดเรื่องรัฐของชนชั้นกรรมาชีพและห้วงเวลาที่มันจะมาถึงได้

ดังที่เขียนมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่าสิ่งที่ผมเขียนมาแทบจะไม่มีข้อความที่เข้าข่ายเป็น “อภิปรัชญา” หรือ “ปรัชญาเลื่อนลอย” เลย ระบบตรรกะแบบวิภาษวิธีนั้นแสดงให้เห็นถึงกฎของการเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับความคิดแบบวิทยาศาสตร์ การคัดค้านแนวคิดวัตถุนิยมวิภาษวิธีนั้นในทางหนึ่งจึงแสดงออกถึงความเป็นกระฎุมพีน้อยอนุรักษ์นิยม พยายามใฝ่หาความคิดแบบซ้ำเดิม....และใฝ่ฝันถึงความหวังในโลกหลังความตายเท่านั้น.