ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 11] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนที่ 11]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

สามส่วนประกอบสำคัญของลัทธิมาร์กซิสต์ (สรุปความ) โดย เลนิน

 

ปรัชญามาร์กซิสต์นั้นคือปรัชญาวัตถุนิยม ตลอดห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของยุโรปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 ในฝรั่งเศสนั้นคือห้วงเวลาชี้ขาดในสงครามต่อต้านเศษซากของระบบศักดินาที่หลงเหลือมาจากยุคกลาง และในห้วงเวลานี้เองที่ปรัชญาวัตถุนิยมนั้นได้พิสูจน์ตนเองว่าเป็นปรัชญาเดียวที่มีความคงเส้นคงวา และเป็นปรัชญาเดียวที่สามารถทำให้คนเข้าถึงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้ และเป็นปรัชญาที่เป็นศัตรูกับเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งปวง ฯลฯ บรรดาศัตรูของระบบประชาธิปไตยนั้นได้พยายามที่จะ ‘โค่นล้ม’ บ่อนทำลาย และ บิดเบือนปรัชญาวัตถุนิยม และพยายามจะปกป้องปรัชญาแบบจิตนิยมจำนวนมากเอาไว้ หรือกล่าวก็คือ พวกเขาพยายามจะปกป้องและสนับสนุนศาสนานั่นเอง

มาร์กซ์และเองเกลส์นั้นได้พยายามปกป้องหลักการปรัชญาวัตถุนิยมในลักษณะที่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา และได้อธิบายถึงความผิดพลาดที่เกิดจากการบิดเบือนปรัชญาวัตถุนิยมในทุกวันอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า มุมมองของพวกเขานั้นได้ถูกอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดและลึกซึ้งผ่านงานเขียนของเองเกลส์ เช่น Ludwig Feuerbach และ Anti-Duhring หรือในงาน Communists Manifesto ซึ่งถือเป็นงานพื้นฐานสำหรับชนชั้นแรงงานที่มีจิตสำนึกทางชนชั้น

อย่างไรก็ตามมาร์กซ์นั้นไม่ได้หยุดตัวเองเอาไว้ภายใต้กรอบของปรัชญาวัตถุนิยมในศตวรรษที่ 18 เท่านั้นหากแต่เขาได้พัฒนาหลักของปรัชญาชนิดนี้ต่อให้ก้าวหน้าขึ้น เขาพัฒนามันต่อด้วยการนำผลสำฤทธิ์ของปรัชญาคลาสสิคเยอรมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานทางปรัชญาของเฮเกล มาผสมผสานกับความคิดแบบวัตถุนิยมของฟอยเออร์บาค และหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ก็คือวิภาษวิธี

ในขณะที่มาร์กซ์ได้พัฒนาปรัชญาวัตถุนิยมอย่างลึกซึ้งเขาก็ได้นำมันมาสู่ข้อสรุปสำคัญ นั่นคือเขาได้ขยายเอาหลักการความเข้าใจต่อธรรมชาตินั้นมาใช้กับการทำความเข้าใจสังคมมนุษย์ด้วย อันก่อให้เกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกว่าวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จครั้งใหญ่ของมาร์กซ์ในการยึดกุมความคิดแบบวิทยาศาสตร์

ความโกลาหลและความไม่มีเหตุผล ซึ่งได้ครอบงำการพิเคราะห์ประวัติศาสตร์และการเมืองตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนั้น ได้ถูกแทนที่ด้วยวิธีการมองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระเบียบทางสังคมหนึ่งนั้นดำรงอยู่อย่างไร และระเบียบทางสังคมใหม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างไร ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการพัฒนาและการเติบโตของกำลังการผลิต – และแสดงให้เห็นว่าระบบทุนนิยมนั้นเติบโตขึ้นมาจากระบบไพร่ติดที่ดินอย่างไร

ในทางเดียวกันนั้นความเข้าใจต่อมนุษย์ก็ได้สะท้อนความเข้าใจต่อธรรมชาติ (กล่าวคือการพัฒนาทางวัตถุ) ซึ่งดำรงอยู่อย่างอิสระจากมนุษย์ เช่นเดียวกับความรู้ความเข้าใจทางสังคมของมนุษย์ (กล่าวคือ มุมมองต่างๆทางปรัชญา การเมือง ศาสนา ฯลฯ ของมนุษย์) ได้สะท้อนถึงระเบียบทางเศรษฐกิจของสังคมนั้นๆ สถาบันทางการเมืองนั้นคือโครงสร้างส่วนบนที่วางรากฐานอยู่บนฐานเศรษฐกิจ เราจะเห็นได้จาก ตัวอย่างในประเทศยุโรปสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยรูปแบบทางการเมืองที่หลากหลายแต่ทั้งหมดนั้นต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชนชั้นกระฎุมพีมีอำนาจปกครองเหนือชนชั้นกรรมาชีพ

ปรัชญาของมาร์กซ์นั้นสมบูรณ์อยู่ภายในตัวมันเอง มันคือปรัชญาที่ตระเตรียมเครื่องมืออันทรงพลังทางความรู้ไว้ให้กับมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกรรมาชีพ.