ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนจบ] Rob Sewell (2002)

 

ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี [ตอนจบ]
Rob Sewell (2002)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Dialectical Materialism 2 พฤศจิกายน 2002
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

จากงานเขียนที่ถูกรวบรวมไว้ของเลนิน

Volume 38, p359 : ว่าด้วยคำถามต่อวิภาษวิธี

 

การแบ่งแยกสิ่งที่เป็นเชิงเดี่ยวออกและทำความเข้าใจต่อสภาวะความเป็นขั้วตรงข้ามภายในสิ่งดังกล่าวนั้นคือแก่นแท้ (หนึ่งใน ‘หลักการสำคัญ’ หนึ่งในกฎเกณฑ์ หรือหากมันไม่ใช่กฎเกณฑ์มันก็เป็นสิ่งที่เป็นเชิง ลักษณะ หรือคุณสมบัติ) ของวิภาษวิธี

ความถูกต้องของมุมมองว่าด้วยเนื้อหาของวิภาษวิธีดังกล่าวนี้จะต้องถูกทดสอบด้วยประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ มุมมองของวิภาษวิธีนี้ (ตัวอย่าง เพลคานอฟ) มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก การพยายามกำหนดลักษณะของความเป็นขั้วตรงข้ามนั้นมักจะถูกยอมรับในฐานะผลสรุปรวมของกลุ่มตัวอย่าง (“ กลุ่มตัวอย่างเช่นเมล็ดพันธุ์” “กลุ่มตัวอย่างเช่นสังคมคอมมิวนิสต์บุพกาล” เช่นเดียวกับความคิดของเองเกลส์ หากแต่มันคือ “ความสนใจของการทำให้แพร่หลาย...”) และไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะกฎของการทำความเข้าใจ (และในฐานะกฎของโลกที่เป็นรูปธรรม)

ในทางคณิตศาสตร์ : + และ – นั้นแตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกัน

ในทางกลศาสตร์ : การกระทำ และ ปฏิกิริยา

ในทางวิทยาศาสตร์ : ขั้วบวกและขั้วลบ

ในทางเคมี : การรวมและการแยกสลายของอะตอม

ในทางสังคมศาสตร์ : การต่อสู้ทางชนชั้น

การกำหนดลักษณะของความเป็นขั้วตรงข้าม (หรือกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้น บางทีอาจจะต้องกล่าวว่ามันคือ “ผลรวม” – กระนั้นความแตกต่างทางความหมายระหว่างคำว่าความเป็นขั้วตรงข้ามและผลรวมนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้เพราะอย่างไรก็ตามทั้งสองคำนั้นสามารถนำมาใช้ได้ไม่ต่างกัน) คือการยอมรับ (การค้นพบ) ความเป็นขั้วตรงข้าม ลักษณะพิเศษที่มีร่วมกัน และแนวโน้มของการต่อต้านในทุกๆปรากฏการณ์และกระบวนการทางธรรมชาติ (เช่น ความคิด และ สังคม) เงื่อนไขสำหรับองค์ความรู้ในทุกๆกระบวนการของโลกในลักษณะของ “การเคลื่อนไหวโดยตัวมันเอง” ในกระบวนการพัฒนาโดยตัวมันเอง ในชีวิตที่เป็นจริง นั้นคือองค์ความรู้ในฐานะที่มันเป็นผลรวมของความเป็นคู่ตรงข้ามหรือความขัดแย้ง การพัฒนานั้นคือ “การต่อสู้” ของสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน ประเด็นพื้นฐานสองประการ (หรือความเป็นไปได้สองประการ? หรือความเด่นชัดทางประวัติศาสตร์สองประการ?) ของมุมมองต่อการพัฒนา (วิวัฒนาการ) คือ พัฒนาการนั้นคือการเพิ่มและการลด เสมือนการทำซ้ำ และการพัฒนานั้นคือผลรวมของความเป็นขั้วตรงข้ามกัน

ในมุมมองทางความคิดแรกต่อความเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวในตัวเอง แรงผลักดันของมัน แหล่งที่มาของมัน แรงกระตุ้นของมัน ยังคงถูกเก็บเอาไว้มุมมืด (หรือไม่ก็ถูกสรุกเอาว่ามันมาจากปัจจัยภายนอกเช่น – พระเจ้า, ความเป็นอัตวิสัย ฯลฯ) และในมุมมองที่สองนั้นความสนใจหลักได้มุ่งไปที่องค์ความรู้ของแหล่งที่มาของความเคลื่อนไหว “ในตัวเอง”

มุมมองทางความคิดแรกนั้นขาดความมีชีวิตชีวา ซีดเซียวและแห้งแล้ง ขณะที่ความคิดที่สองนั้นมีชีวิตชีวา มุมมองความคิดที่สองนั้นโดยตัวมันเองได้เติมเต็มกุญแจสำหรับเรื่อง “การเคลื่อนไหวภายในตัวเอง” ของทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ และโดยตัวมันเองนั้นได้เติมเต็มกุญแจสำหรับ “การก้าวกระโดด” สำหรับ “การหยุดชะงักในความต่อเนื่อง” สำหรับ “การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นขั้วตรงข้ามกัน” และไปสู่การทำลายสิ่งเก่าและการกำเนิดของสิ่งใหม่

ผลรวม (ความซ้ำซ้อน, ลักษณะเฉพาะ, การกระทำที่เสมอกัน) ของความเป็นขั้วตรงข้ามกันนี้คือ เงื่อนไข, ลักษณะชั่วคราว, ความเฉพาะกาล และ ความสัมพันธ์กัน การต่อสู้กันของความเป็นขั้วตรงข้ามนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอน เช่นเดียวกับที่การพัฒนาและความเคลื่อนไหวนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน

หมายเหตุ: คามแตกต่างระหว่างอัตวิสัย (วิมตินิยม, การหลอกลวง ฯลฯ) กับวิภาษวิธี ในแง่นี้คือใน (วัตถุวิสัย) ของวิภาษวิธีความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์และความแน่นอนนั่นคือความสัมพันธ์ภายในตัวมันเอง สำหรับวัตถุวิสัยของวิภาษวิธีนั้นมันคือความแน่นอนที่อยู่ภายในความสัมพันธ์ แต่สำหรับวิมตินิยมหรืออัตวิสัยนั้น ความสัมพันธ์ก็คือความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวและไม่มีความแน่นอน

ในงานเรื่องว่าด้วยทุน มาร์กซ์ได้เริ่มต้นการเขียนวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ง่ายที่สุด อันเป็นเรื่องพื้นฐานและธรรมดาสามัญที่สุดและเป็นเรื่องทั่วไปและเรื่องที่พบได้ในชีวิตประจำวันภายใต้สังคม (โภคภัณฑ์) กระฎุมพี กล่าวคือ การแลกเปลี่ยนสินค้า ในแง่นี้มันคือปรากฏการณ์ที่ง่ายดาย (ใน “เซลล์” ของสังคมกระฎุมพีนี้) การวิเคราะห์นี้ได้เผยให้เห็นความขัดแย้งทั้งหมด (หรือหน่ออ่อนของความขัดแย้ง) ในสังคมสมัยใหม่ การแสดงออกในภายหลังนั้นทำให้เราเห็นว่าพัฒนาการ (ทั้งการเติบโตและการเคลื่อนไหว) ของความขัดแย้งนี้และสังคมนี้อยู่ในผลสรุปรวมของส่วนที่เป็นปัจเจกของมัน ทั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดจบ

และมันย่อมจะเป็นดังนี้กระบวนการการแสดงออก (หรือการศึกษา) วิภาษวิธีโดยทั่วไป (สำหรับมาร์กซ์วิภาษวิธีของสังคมกระฎุมพีนั้นเป็นส่วนเฉพาะเจาจงหนึ่งของวิภาษวิธีทั้งหมด) และเพื่อจะเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ง่ายที่สุด เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด ฯลฯ ไม่ว่าจะด้วยประพจน์ใดๆนั้นคือการเริ่มต้นด้วย : ใบไม้เป็นสีเขียว จอห์นคือมนุษย์ ฟิโดคือสุนัข และนี่เองเราได้เข้าถึงวิภาษวิธี (แบบที่เฮเกลกล่าวถึง) แล้ว ปัจเจกคือสิ่งสากล

และด้วยเหตุนั้น ความเป็นขั้วตรงข้ามนั้น (ปัจเจกได้ต่อต้านต่อความเป็นสากล) เป็นอย่างเดียวกัน ปัจเจกจะดำรงอยู่ได้ก็เมื่อได้เชื่อมโยงตัวเองไปสู่ความเป็นสากล ส่วนความเป็นสากลจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยผ่านปัจเจกและดำรงอยู่ภายในปัจเจก ปัจเจกทั้งหมดนั้น (ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม) คือความเป็นสากล และความเป็นสากลทั้งหมดนั้นคือ (ชิ้นส่วน, หรือแง่มุม, หรือแก่นสำคัญของ) ปัจเจกความเป็นสากลทั้งหมดนั้นเกือบจะครอบคลุมปัจเจกทั้งหมด ปัจเจกทั้งหมดก็ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากลจนเกือบสมบูรณ์ ฯลฯ ปัจเจกทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านกระบวนการเปลี่ยนผ่านนับพันของปัจเจกรูปแบบอื่นๆ (สิ่งอื่น, ปรากฏการณ์, กระบวนการ ฯลฯ) ณ จุดนี้เราได้ทราบถึงองค์ประกอบ, ต้นตอ, แนวคิดของความสำคัญ, ของการเชื่อมโยงเชิงวัตถุในธรรมชาติ ฯลฯ และเราได้ทราบถึงความจำเป็นและสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปรากฏการณ์และแก่นแท้ และเมื่อเราพูดว่า จอห์นคือมนุษย์ ฟิโดคือสุนัข นี่คือใบไม้ ฯลฯ เราะเลยคุณสมบัติบางอย่างและไม่นับรวมว่ามันเป็นเรื่องความจำเป็น เราได้แยกเอาแก่นแท้ออกมาจากการแสดงตัว และทำให้สิ่งหนึ่งเป็นขั้วตรงข้ามหรือขัดแย้งกับสิ่งอื่น

ดังนั้นไม่ว่าจะในประพจน์ใดๆก็ตามเราสามารถ (และควรจะ) ทำการเปิดเผยให้เห็นถึง “หัวใจ” (“เซลล์”) ของหน่ออ่อนขององค์ประกอบทุกอย่างของวิภาษวิธี และด้วยเหตุนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าวิภาษวิธีนั้นคือสมบัติขององค์ความรู้โดยทั่วไปของมนุษยชาติ

และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้แสดงให้เราเห็น (และนี่เป็นอีกครั้งที่มันควรจะแสดงให้เห็นในกรณีง่ายๆ) รูปธรรมของธรรมชาติที่มีคุณภาพเดียวกัน การเปลี่ยนจากปัจเจกไปสู่ความเป็นสากล การเปลี่ยนจากความจำเป็นไปสู่สิ่งที่ไม่อาจจะหลีกลี่ยงได้ การเปลี่ยนผ่าน การปรับเปลี่ยน และการเชื่อมโยงของความเป็นขั้วตรงข้าม วิภาษวิธีนั้นเป็นทฤษฎีขององค์ความรู้ของ (เฮเกล และ) มาร์กซิสต์ ของ “มุมมอง” ของวัตถุ (มันไม่ใช่แค่ “มุมมอง” แต่เป็นแก่นแท้ของวัตถุ)

องค์ความรู้นั้นถูกแสดงออกมาในรูปแบบของเนื้อหาอันต่อเนื่องในวงล้อมของทั้งเฮเกล และญาณวิทยาสมัยใหม่ของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ การผสมผสานและความขัดแย้งกันของลัทธิผู้นิยมเฮเกล

“วงล้อม” ในทางปรัชญา : [มันคือลำดับเหตุการณ์ของบุคคล-ธรรมชาติ? แน่นอนว่าไม่ใช่]

ยุคโบราณ : จากเดโมคลีตัสถึงเพลโต และ วิภาษวิธีของเฮราคลีตัส

ยุคเรเนสซองส์ : เรอเน เดการ์ต กับ ปิแอร์ กาสเซนดี (หรือสปิโนซ่า?)

ยุคใหม่ : ฮอลบาค กับ เฮเกล (เบิ๊ร์กลี่, ฮูม, ค้านท์)

เฮเกล – ฟอยเออร์บาค – มาร์กซ์

วิภาษวิธีนั้นเป็นเสมือนสิ่งที่มีชีวิต มันมีองค์ความรู้ที่มีหลากหลายด้าน (และแน่นอนว่าจำนวนของด้านต่างๆนั้นก็เพิ่มจำนวนอยู่ตลอดเวลา) อันมีจำนวนเป็นอนันต์ที่ต่างก็พยายามเข้าใกล้หรือค้นหาความเป็นจริง (ด้วยระบบทางปรัชญาที่เติบโตไปสู่การขยับออกจากเฉดหรือด้านต่างๆ) ในตอนนี้เราได้รับเนื้อหาจำนวนมากมายมหาศาลเมื่อนำไปเทียบกับอภิปรัชญาแบบวัตถุนิยม ความโชคร้ายขั้นพื้นฐานเดียวก็คือความไม่สามารถจะนำหลักวิภาษวิธีไปใช้กับทฤษฎี กับกระบวนการและการพัฒนาองค์ความรู้ได้

ปรัชญาจิตนิยมนั้นมีแต่ความไม่สมเหตุสมผลจากจุดยืนแบบธรรมชาติ จุดยืนแบบปกติ หรือจุดยืนแบบวัตถุนิยม และจากจุดยืนแบบวัตถุนิยมวิภาษวิธีนั้นปรัชญาแบบจิตนิยมคือสิ่งที่มีเพียงด้านเดียว เป็นเรื่องเกินจริง เป็นการพัฒนาการ (การลอยตัว, เพ้อฝัน) ของคุณสมบัติ, มุมมอง, แง่มุมขององค์ความรู้ให้กลายไปสู่การแยกตัวเองออกจากวัตถุ จากธรรมชาติอย่างสัมบูรณ์ จิตนิยมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระและศาสนา หากแต่ปรัชญาจิตนิยมนั้นคือ (“กล่าวเสริม” และ “กล่าวอย่างถูกต้องที่สุด”) เส้นทางที่จะเดินหน้าไปสู่การปกปิดทางศาสนาผ่านเฉดขององค์ความรู้อันซับซ้อน (วิภาษวิธี) ของมนุษย์.

องค์ความรู้ของมนุษย์นั้นไม่ได้ (หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้เดินตามกัน) เป็นเส้นตรง หากแต่เป็นเส้นโค้งที่เป็นเสมือวงกลมของเรื่องราวอันไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนประกอบต่างๆของเส้นโค้งนี้ต่างก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นอิสระ เป็นเส้นตรง ซึ่ง (ถ้าหากว่าใครสักคนมองเห็นป่าโดยไม่คิดว่ามันคือต้นไม้ที่มาประกอบรวมกัน) มันจะนำไปสู่การปกปิดทางศาสนา (ที่มันจะถูกผลิตซ้ำโดยชนชั้นปกครองซึ่งใช้ประโยชน์จากมัน) อันเป็นรากฐานทางญาณวิทยาของจิตนิยม และแน่นอนว่าการปกปิดทางศาสนาความเชื่อนั้น (= ปรัชญาจิตนิยม) ก็มีรากฐานทางญาณวิทยา มันไม่ได้ลอยอยู่โดดๆโดยไร้รากฐาน หากแต่มันเป็นเสมือนดอกไม้ที่เป็นหมัน หากแต่ดอกไม้ที่เป็นหมันนั้นก็ได้กำเนิดมาจากต้นไม้ที่มีชีวิตและดำรงชีวิตอยู่.

***อรรถาธิบายเพิ่มเติมจากผู้แปล – ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีนั้นมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ดำเนินไปโดยเป็นเส้นตรงอันโดดเดี่ยวหากแต่เป็นวัฏจักรหรือเส้นโค้งที่เชื่อมร้อยต่อกัน ดังนั้นในทางหนึ่งเส้นโค้งในวัฏจักรนี้จึงอาจจะถูกจับแยกออกมาพิจารณาในฐานะของเส้นตรง ที่แยกขาดออกจากสิ่งอื่นๆได้ (ปรัชญาแบบจิตนิยม) ปัญหาก็คือเมื่อแยกเอาเส้นตรงเหล่านี้ออกมาพิจารณาโดดมันจะทำให้เราพบปัญหาที่ว่ามันไม่สามารถตอบคำถามอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ ตัวอย่างเช่น หากเราพิจารณาโดยแยกเอาเฉพาะประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคโบราณมาถึงปัจจุบัน เราก็จะไม่สามารถตอบได้ว่าโลกนี้กำเนิดมาอย่างไรและนั่นทำให้เกิดการอธิบายแบบจิตนิยมอันนำไปสู่การสร้างเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นมาเป็นคำตอบ (เช่นที่บทความแปลใช้คำว่า “การปกปิดทางศาสนา” นั่นเอง)****

 

จากงานเขียนที่ถูกรวบรวมไว้ของเลนิน

Volume 38, p221-222 : ส่วนสรุปว่าด้วยวิภาษวิธี

 

1) การกำหนดแนวคิดต่างๆนั้นเกิดขึ้นนอกตัวมันเอง [สิ่งต่างๆโดยตัวมันเองนั้นจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของตัวมันเองและพัฒนาการภายในตัวมันเอง]

2) ความเป็นขั้วตรงข้ามกันหรือความขัดแย้งนั้นเป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆโดยตัวมันเอง (ความเป็นอื่นของตัวมันเอง) กำลังและกระแสที่เป็นขั้วตรงข้ามกันในแต่ละปรากฏการณ์

3) มันคือการรวมกันของการวิเคราะห์และการสังเคราะห์

 

เห็นได้ชัดว่านี่คือองค์ประกอบสำคัญของวิภาษวิธี

ซึ่งเราอาจจะนำเสนอบรรดาองค์ประกอบเหล่านี้อย่างละเอียดมากขึ้นได้ดังนี้

1) เป้าประสงค์ของการพิเคราะห์พิจารณา (ไม่ใช่ตัวอย่าง, ไม่ใช่การผิดแผก, แต่เป็นวัตถุ-ใน-ตัวมันเอง)

2) ความสัมพันธ์อันหลากหลายต่างๆนาๆของวัตถุหนึ่งกับสิ่งอื่น

3) พัฒนาการของวัตถุ (ปรากฏการณ์) การเคลื่อนไหวของวัตถุ ชีวิตของวัตถุโดยตัวมันเอง

4) แนวโน้มของความเป็นขั้วตรงข้ามภายในวัตถุ

5) วัตถุ (ปรากฏการณ์) คือผลรวมของความเป็นขั้วตรงข้าม

6) การต่อสู้, การคลี่คลายเนื้อหาตามลำดับของความเป็นขั้วตรงข้าม การต่อสู้ ความขัดแย้ง ฯลฯ

7) การรวมกันของการวิเคราะห์และการสังเคราะห์ – การแตกหักของการแยกแยะเรื่องราวและการสรุปรวบรัด

8) ความสัมพันธ์ของวัตถุ (ปรากฏการณ์ ฯลฯ) ไม่เพียงแต่ซับซ้อน หากแต่ยังเชื่อมโยงต่อกันเป็นความสากล วัตถุต่างๆย่อมจะเชื่อมโยงกับวัตถุอื่นๆเสมอ

9) ไม่เฉพาะแต่ผลรวมของความเป็นขั้วตรงข้ามเท่านั้น แต่ทุกๆการเปลี่ยนผ่านของการกำหนด, คุณภาพ, คุณสมบัติ, ความมั่งคั่งไปสู่สิ่งอื่น [เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน?]

10) กระบวนการค้นพบอันไม่มีที่สิ้นสุดของด้านใหม่, ความสัมพันธ์ใหม่ ฯลฯ

11) กระบวนการอันลึกลับที่ไม่มีที่สิ้นสุดขององค์ความรู้ของมนุษย์ที่มีต่อวัตถุ  ต่อปรากฏการณ์ ต่อกระบวนการ ฯลฯ จากปรากฏการณ์ไปสู่ความเป็นแก่นแท้

12) จากการดำรงอยู่ร่วมกันไปสู่การทำให้เกิด และจากรูปแบบหนึ่งของการเชื่อมโยงและการพึ่งพาอาศัยกันไปสู่การเป็นสิ่งอื่นที่แยกจากกัน

13) การทำซ้ำ ณ จุดสูงของคุณลักษณะ, สรรพคุณที่แน่นอน ฯลฯ ในระดับที่ต่ำกว่า และ

14) สิ่งที่ปรากฏขึ้นจะหันกลับไปสู่สิ่งเก่า (การปฏิเสธของการปฏิเสธ)

15) การต่อสู้ของเนื้อหาด้วยรูปแบบและความตรงกันข้าม การยกเลิกรูปแบบ และการเปลี่ยนผ่านเนื้อหา

16) กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพ

กล่าวโดยสรุป วัตถุนิยมวิภาษวิธีสามารถจะนิยามได้ว่าเป็นกฎเกณฑ์ว่าด้วยการรวมกันของความเป็นขั้วตรงข้าม นี่คือแก่นแท้ของวิภาษวิธีหากแต่มันยังคงต้องการการพัฒนาและการอธิบาย.

 

คำถามว่าด้วยวัตถุนิยมวิภาษวิธี

1) ทำไมชนชั้นกรรมาชีพจึงต้องการปรัชญา?

2) “สามัญสำนึก” นั้นถือเป็นปรัชญาหรือไม่?

3) วัตถุนิยมคืออะไร?

4) จิตนิยมคืออะไร?

5) ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินเขียนไว้ถูกต้องหรือไม่?

6) อะไรคือสิ่งที่มีความหมายในอภิปรัชญา?

7) คุณได้นิยามวิภาษวิธีไว้ว่าอย่างไร?

8) อะไรคือข้อผิดพลาดของปรัชญาวัตถุนิยมแบบเก่า?

9) อะไรคือระบบตรรกะทั่วไป?

10) น้ำตาล 100 กรัมนั้นเท่ากับน้ำตาลอีก 100 กรัมหรือไม่?

11) เหตุใดชนชั้นแรงงานจึงยอมรับได้กับการโจมตีขนานใหญ่ที่มีต่อชีวิตของพวกเขา แต่กลับยอมรับไม่ได้กับเรื่องเล็กน้อยอื่นๆ?

12) ประวัติศาสตร์นั้นมีการซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

13) สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นเกิดจากเหตุลอบสังหารมงกุฎราชกุมารในซาราเยโวจริงหรือ? และสิ่งที่เรียกว่าอุบัติเหตุนั้นมีบทบาทอย่างไรในประวัติศาสตร์?

14) คุณสามารถอยู่ในสถานที่หนึ่งพร้อมๆกับในอีกสถานที่หนึ่งได้หรือไม่?

15) คุณูปการสำคัญที่เฮเกลมีต่อปรัชญาคืออะไร?

16) คุณูปการสำคัญที่มาร์กซ์และเองเกลส์ด้สร้างไว้ให้ปรัชญาคืออะไร?

17) เหตุใดจึงมีคำกล่าวที่ว่าธรรมชาติคือข้อพิสูจน์หลักวิภาษวิธี

18) หลักวัตถุนิยมวิภาษวิธีนั้นมีความสำคัญอย่างไรในการทำความเข้าใจต่ออนาคต?

19) จักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อไหร่?

20) เพราะเหตุใดมาร์กซิสต์จึงเป็นตัวกำหนด?

 

แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มเติม

1.The Poverty of Philosophy, Marx 
2.Economic and Philosophical Manuscripts, Marx 
3.Ludwig Feuerbach and the end of classical German Philosophy, Engels
4.The German Ideology (Student edition), Marx and Engels
5.Anti-Duhring, Engels 
6.Dialectics of Nature, Engels 
7.Socialism Utopian and Scientific Engels 
8.Materialism and Empirio-Criticism (Collected Works, vol 17), Lenin 
9.Philosophical Notebooks (Collected Works, volume 38), Lenin 
10.On Marx and Engels, Lenin 
11.The Three Sources and Component Parts of Marxism, Lenin 
12.Introduction to the Logic of Marxism, Novack
13.Reason in Revolt, Woods and Grant 
14.The Fundamental Problems of Marxism, Plekhanov 
15.The Development of the Monist View of History, Plekhanov 
16.In Defence of Marxism, Trotsky 
17.Radio, Science, Technology and Society, Trotsky

 

- จบปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี -