มองโลกผ่านวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ [ตอนที่ 2] Alan Woods (2016)

ในภาพอาจจะมี 3 คน, รองเท้า

 

มองโลกผ่านวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ [ตอนที่ 2]
Alan Woods (2016)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Historical Materialism 14 มกราคม 2016
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2018

---------------------------------------------

 

เจตจำนงเสรี?

 

ความคิดและการกระทำต่างๆของมนุษย์นั้นถูกกำหนดหรือถูกวางเงื่อนไขจากความสัมพันธ์ทางสังคม พัฒนาการต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นไปหรือขึ้นอยู่กับเจตจำนงโดยส่วนตัวของมนุษย์ หากแต่มาจากการกฎที่ชัดเจนและแน่นอน ความสัมพันธ์ทางสังคมนี้ในการวิเคราะห์ครั้งสุดท้ายแล้วจะเห็นว่ามันสะท้อนถึงความต้องการในการพัฒนากำลังการผลิต ซึ่งความสัมพันธ์ภายในระหว่างปัจจัยต่างๆนี้ได้ก่อให้เกิดเครือข่ายอันซับซ้อนโยงใยที่ยากจะมองเห็นได้ การศึกษาความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้จึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญของทฤษฎีประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสต์

แม้ว่ามนุษย์นั้นจะไม่ใช่เพียงหุ่นเชิดของ “พลังทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจจะมองเห็น” แล้ว นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทั้งหมดจะกลายเป็นตัวกระทำอิสระอย่างแท้จริง ที่จะสามารถกระทำการใดๆก็ได้โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขในการดำรงอยู่ของตัวเองซึ่งถูกกำหนดมาจากระดับพัฒนาการของเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วมนุษย์ย่อมถูกกำหนดจากเศรษฐกิจ-สังคมอยู่ดี มาร์กซ์ได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ในงานเรื่อง ‘Eighteenth Brumaire of Louis Bonaparte’ ดังนี้

 

“มนุษย์นั้นได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นมา แต่พวกเขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาตามอย่างที่พวกเขาต้องการ มนุษย์ไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาภายใต้สภาพการณ์ของการเลือกจะสร้างโดยตัวมนุษย์เอง แต่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ภายใต้สภาพการณ์ของสิ่งที่ดำรงอยู่จริง ซึ่งเป็นผลมาจากอดีต ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆของมนุษย์ยุคก่อนหน้านั้นเป็นเสมือนยอดหรือเพดานความคิดสูงสุดในสมองของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ […]

 

หลังจากนั้นเองเกลส์ก็ได้อธิบายถึงเรื่องนี้อีกครั้งในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

“มนุษย์นั้นได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นมา ไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร มนุษย์แต่ละคนนั้นได้กระทำตามจิตสำนึกที่ต้องการเติมเต็มของความต้องการ และแน่นอนว่าผลลัพธ์ของเจตจำนงอันหลากหลายนี้ย่อมจะก่อให้เกิดการปฏิบัติการในทิศทางที่หลากหลายอันก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ต่อโลกที่ทำให้เกิดประวัติศาสตร์” (Ludwig Feuerbach)

 

สิ่งที่นักมาร์กซิสต์ยืนยันและแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะปฏิเสธได้นั่นก็คือในสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคมหนึ่งที่ทำงานอยู่นั้นย่อมจะถูกกำหนดมาจากความสามารถในการพัฒนาวิถีการผลิต ซึ่งสามารถกล่าวอีกอย่างได้ว่ามันคือรากฐานทางวัตถุที่ทำให้สังคม วัฒนธรรม และอารยธรรมสามารถถูกสร้างขึ้นได้

ความคิดที่ว่าพัฒนาการทางสังคมทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดโดยการพัฒนากำลังการผลิตนี้เป็นเรื่องพื้นฐานและเป็นความจริงที่สามารถตระหนักได้ด้วยตัวเอง กระนั้นก็ยังน่าแปลกที่ยังคงมีคนที่ตั้งคำถามต่อมันอยู่ ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถทางสติปัญญาอะไรมากมายในการจะทำความเข้าใจต่อเรื่องนี้ว่า ก่อนที่มนุษย์จะสามารถพัฒนางานศิลปะ วิทยาศาสตร์ ศาสนา หรือปรัชญาได้นั้น พวกเขาจำเป็นจะต้องมีอาหารสำหรับประทังชีพ มีเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่และมีที่อยู่อาศัยเสียก่อน ซึ่งปัจจัยทั้งสามประการหลังนี้จำเป็นจะต้องมีใครสักคนผลิตขึ้นมา ดังนั้นเราก็สามารถจะกล่าวในอีกรูปแบบหนึ่งได้เช่นกันว่าระบบเศรษฐกิจ-สังคมที่ทำงานอยู่ได้นั้นคือระบบที่ถูกกำหนดจากความสามารถที่จะผลิตปัจจัยดังกล่าวได้

ในงานเรื่อง ‘The Critique of Political Economy’ มาร์กซ์ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างกำลังการผลิตและ “โครงสร้างส่วนบน” เอาไว้ว่า

 

“ในการผลิตทางสังคมซึ่งมนุษย์นั้นจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการเดินหน้าเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่นอกเหนือเจตจำนงของพวกเขานั่นคือความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งความสัมพันธ์ทางการผลิตดังกล่าวนี้จะสอดคล้องกันกับระดับของพัฒนาการของกำลังทางวัตถุในการผลิตของมนุษย์... วิถีการผลิตในชีวิตที่เป็นจริงนั้นคือตัวกำหนดลักษณะโดยทั่วไปของสังคม การเมือง และความเชื่อด้านจิตวิญญาณของชีวิต การดำรงอยู่ขอมนุษย์นั้นไม่ได้ถูกกำหนดจากจิตสำนึก หากแต่ในทางกลับกันสังคมที่ดำรงอยู่ต่างหากที่กำหนดจิตสำนึก”

 

ดังเช่นที่มาร์กซ์และเองเกลส์ได้ทุ่มเทความอุตสาหะในการจะชี้ให้เห็นประเด็น ผู้ที่มีส่วนร่วมทางประวัติศาสตร์ (หรือก็คือมนุษย์ทุกคนนั่นเอง-ผู้แปล) ไม่สามารถจะตระหนักรู้ว่าพวกเขากระทำการต่างๆลงไปเนื่องจากแรงจูงใจใดได้ตลอดเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะมองหาการให้เหตุผลแบบอื่นเข้ามาแทนที่ หากแต่แรงจูงใจที่เรากล่าวถึงนี้ก็ยังคงดำรงอยู่และมีพื้นฐานบนโลกแห่งความเป็นจริง

จากเนื้อหาทั้งหมดนี้มันจะช่วยทำให้เรามองเห็นว่าประวัติศาสตร์นั้นมีทิศทางที่เคลื่อนผ่านไปทางไหน-และมัน-ถูกก่อรูปร่างขึ้นจากการต่อสู้อย่างต่อเนื่องของชนชั้นต่างๆในสังคมเพื่อจะกำหนดรูปร่างของสังคมตามผลประโยชน์ของแต่ละชนชั้นนั้นๆ ดังเช่นประโยคแรกที่เขียนเอาไว้ในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งคอยย้ำเตือนเราว่า “ประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงสังคมปัจจุบันนี้คือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น” หลักคิดวัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นอธิบายว่าแรงผลักดันสำคัญของพัฒนาการทางสังคมนั้นคือการต่อสู้ทางชนชั้น

 

มาร์กซ์และดาร์วิน

 

สปีชีส์ของมนุษย์เรานั้นคือผลผลิตจากกระบวนการวิวัฒนาการอันยาวนาน แน่นอนว่าวิวัฒนาการนั้นไม่ใช่กระบวนการของการออกแบบสรรสร้างสิ่งต่างๆโดยสิ่งเหนือธรรมชาติ และนี่ไม่ใช่การพูดเพื่อจะนำไปสู่การยอมรับความคิดเรื่องการดลบันดาลจากฟากฟ้า หากแต่นี่เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎของวิวัฒนาการโดยธรรมชาติในธรรมชาตินั้นในความเป็นจริงแล้วคือกฎที่ควบคุมการพัฒนาการและวิวัฒนาการจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไปสู่สิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในยุคแรกนั้นได้แบกรับเอาองค์ประกอบที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาต่อไปในอนาคตเอาไว้ภายในตัวมันเอง และเราสามารถจะอธิบายถึงการกำเนิดและพัฒนาการของอวัยวะอย่างดวงตา สมอง แขน ขาได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยไอเดียเรื่องการดลบันดาลของพระเจ้า ในสภาวะที่แน่นอนนั้นบรรพบุรุษของมนุษย์มีการพัฒนาสมองและระบบประสาทส่วนกลาง  และในท้ายที่สุดในยุคของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ เราก็ได้มาถึงยุคที่บรรพบุรุษของมนุษย์มีความตระหนักรู้หรือมีจิตสำนึกขึ้น มนุษย์ได้ขยับไปสู่การมีจิตสำนึกด้วยตัวมันเอง

ชาร์ล ดาร์วิน ได้อธิบายไว้ว่าสปีชีส์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่อาจจะเปลี่ยนรูปร่างได้ สผีชีสิต์คือสิ่งที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มันสามารถเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการได้ ในทางเดียวกันนี้มาร์กซ์และเองเกลส์ก็ได้อธิบายเอาไว้ว่าระบบสังคมหนึ่งๆนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การวิวัฒนาการนั้นได้แสดงให้เห็นว่าในแต่ละยุคนั้นมีสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่างๆก้าวขึ้นมาครองอำนาจนำบนพื้นโลกอย่างยาวนานได้อย่างไร และหลังจากนั้นมันก็สูญพันธุ์ไปเมื่อเงื่อนไขทางวัตถุที่กำหนดการดำรงอยู่ของพวกมันมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตที่เคยปกครองพื้นโลกในยุคก่อนก็อาจจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดูอ่อนแอกว่าหรือกระทั่งดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถจะเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองได้เช่นกัน

ในปัจจุบันนี้ความคิดเรื่อง “วิวัฒนาการ” นั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางหรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้ได้รับการศึกษา ความคิดของดาร์วินนี้ในยุคของเขานับว่าเป็นความคิดแบบปฏิวัติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะความจริงที่แน่ชัด (ตัตวศาสตร์) อย่างไรก็ตามการวิวัฒนาการนั้นถูกเข้าใจกันในฐานะกระบวนการที่กินเวลายาวนาน ดำเนินการไปอย่างคงที่และเชื่องช้า โดยปราศจากการหยุดชะงักหรือการเปลี่ยนแปลงกะทันหันอย่างรุนแรง ซึ่งความคิดแบบนี้นั้นถูกยกเอามาใช้บ่อยครั้งในการทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิรูป น่าเสียดายที่ข้ออ้างนี้วางพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจผิดและความคลาดเคลื่อนจากทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างมาก

และนี่นับเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจอย่างมากเพราะแม้กระทั่งตัวชาร์ล ดาร์วินเองก็ไม่ได้เข้าใจในเรื่องนี้เช่นกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี้เองเมื่อโจเซฟ เจ. โกลด์ ได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้านสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์นั่นคือทฤษฎีการหยุดชะงักทางดุลยภาพ ที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการวิวัฒนาการนั้นไม่ใช่กระบวนการที่เป็นเส้นตรงแบบคงที่เพียงอย่างเดียว เขาค้นพบว่ามันมีช่วงเวลาอันยาวนานมากที่ไม่สามารถจะตรวจพบการวิวัฒนาการได้ นั่นคือสิ่งมีชีวิตในห้วงเวลานั้นไม่ได้มีการวิวัฒนาการใดๆขนาดใหญ่ที่พอจะสังเกตได้แต่ในเวลาต่อมาเส้นทางของการวิวัฒนาการนี้ก็แตกหักออกด้วยการระเบิด นั่นคือการปฏิวัติทางชีววิทยาอย่างแท้จริงอันเกิดจากการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งและการเติบโตขึ้นมาของสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นๆ

เราสามารถจะมองเห็นรูปแบบความเคลื่อนไหวที่คล้ายกันนี้ได้จากการเกิดและการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ-สังคมรูปแบบต่างๆ การเปรียบเทียบระหว่างสังคมและธรรมชาตินี้แน่นอนว่าเป็นเพียงการเทียบเคียงแบบคร่าวๆเท่านั้น แต่กระนั้นแม้ว่าจะเป็นเพียงการเทียบเคียงแบบผิวเผินทางประวัติศาสตร์ก็สามารถทำให้มองเห็นว่าการตีความและอธิบายเรื่องการพัฒนาที่คงที่สม่ำเสมอตลอดเวลานั้นไม่มีมูลความจริง แน่นอนว่าสังคมเช่นเดียวกับธรรมชาตินั้นได้เคยเผชิญกับช่วงเวลาอันยาวนานของการพัฒนาที่คงที่และการเปลี่ยนแปลงที่เชื่องช้า และแน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วมันย่อมนำไปสู่การแตกหักของความต่อเนื่องดังกล่าวและเกิดการระเบิดออกของการพัฒนา-สงครามและการปฏิวัติ ที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นเร่งความเร็วขึ้นอย่างมหาศาล อันที่จริงปรากฏการณ์นี้ต่างหากที่เป็นแรงขับดันหลักของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และสาเหตุต้นตอของการปฏิวัตินั้นก็คือการที่ระบบเศรษฐกิจ-สังคมหนึ่งๆนั้นได้เดินมาถึงขีดจำกัดของตัวมันเองและไม่สามารถจะพัฒนากำลังการผลิตต่อไปได้อีก

หากมองประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีบทเรียนอันเด่นชัดมากกว่าหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ที่รัฐที่มีกำลังอำนาจล้นเหลือและยิ่งใหญ่นั้นล่มสลายลงภายในเวลาอันสั้น และยังแสดงให้เห็นถึงมุมมองทางการเมือง ศาสนา และปรัชญาที่เคยสนับสนุนระบอบเก่านั้นเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การยอมรับมุมมองของกำลังปฏิวัติใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ระบอบเก่า ความจริงที่ว่าความคิดแบบมาร์กซิสต์นั้นเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยของสังคมไม่ใช่เรื่องอันมีสาระสำคัญที่เราจะต้องไปใส่ใจ ความคิดอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ทั้งหลายนั้นเมื่อครั้งที่เริ่มต้นก็ล้วนแล้วแต่ถูกตราหน้าว่าเป็นความคิดที่ผิดเป็นสิ่งนอกรีตก่อนที่จะได้รับการยอมรับกว้างขวาง ความคิดมาร์กซิสต์เองในปัจจุบันนี้ก็ไม่ต่างกับศาสนาคริสต์เมื่อครั้งเริ่มต้นเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน

“การปรับตัวตามวิวัฒนาการ” นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมทาสสามารถเข้ามาแทนที่สังคมชนเผ่าป่าเถื่อนได้ และสังคมศักดินาก็เข้ามาแทนที่สังคมทาสในภายหลัง และหลังจากนั้นด้วยปัจจัยหลากหลายประการก็ทำให้ระบบทุนนิยมเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา และกลายมาเป็นระบบเศรษฐกิจ-สังคมที่ครอบงำเรามาจนถึงปัจจุบันพร้อมกับเค้าลางแห่งการผุพังของตัวมันเอง ระบบทุนนิยมนั้นได้แสดงให้เห็นว่าทุกๆปรากฏการณ์และทุกสิ่งที่เรามีส่วนเกี่ยวพันอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจ-สังคมแบบทุนนิยมนั้นได้เดินทางมาถึงสถานีปลายทางแห่งการล่มสลายของตัวมันเองแล้ว และในหลายกรณีนี้นั้นมันมีลักษณะคล้ายการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันที่เอ็ดเวิร์ด กิบบอน ได้เขียนอธิบายไว้ในงานเขียนของเขา ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งอย่างกำลังชัดเจนขึ้นเบื้องหน้าเรานี้บ่งบอกว่าระบบทุนนิยมกำลังมุ่งหน้าไปสู่การล่มสลาย.