มองโลกผ่านวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ [ตอนที่ 3] Alan Woods (2016)

ในภาพอาจจะมี 3 คน, รองเท้า

 

มองโลกผ่านวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ [ตอนที่ 3]
Alan Woods (2016)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Historical Materialism 14 มกราคม 2016
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2018

---------------------------------------------

 

สังคมนิยม, ยูโทเปียและความเป็นวิทยาศาสตร์

 

เมื่อเรานำหลักวัตถุนิยมวิภาษวิธีมาประยุต์ใช้ในการมองประวัติศาสตร์ เราก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนในทันทีว่าสังคมมนุษย์นั้นมีกฎของตัวมันเองและด้วยเหตุนั้นเราจึงสามารถจะทำความเข้าใจมันได้ในฐานะของกระบวนการกระบวนการหนึ่ง การเกิดขึ้นและล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ-สังคมรูปแบบต่างๆนั้นสามารถนำมาอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสต์ได้ผ่านมุมมองเรื่องความสามารถและความไม่สามารถพัฒนาวิถีของการผลิตของแต่ละระบบเพื่อจะขยับขอบฟ้าขอวัฒนธรรมมนุษย์และยกรพดับความสามารถในการจะครองอำนาจนำเหนือธรรมชาติของมนุษย์

แต่ว่ากฎที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่ว่านั้นคืออะไรกัน? มันเป็นเสมือนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่มีกฎโดยธรรมชาติซึ่งสามารถอธิบายได้ และถูกอธิบายไปแล้ว ชาร์ล ดาร์วินเป็นคนแรกที่อธิบายถึงกฎนี้ในการศึกษาอันก้าวหน้าเกี่ยวกับพันธุ์ศาสตร์ ในทางเดียวกันสังคมมนุษย์เองก็มีกฎโดยธรรมชาติของมันซึ่งถูกนำมาอธิบายเอาไว้โดยมาร์กซ์และเองเกลส์ ซึ่งมาร์กซ์ได้เขียนเอาไว้ในงานเรื่อง ‘อุดมการณ์เยอรมัน’ งานชิ้นก่อน ‘แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์’ ว่า

 

“หลักฐานอ้างอิงสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษย์ทั้งมวลนั้นแน่นอนว่าเป็นการปรากฎขึ้นและดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์อย่างปัจเจก ดังนั้นข้อเท็จจริงแรกที่เกิดขึ้นก็คือลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์และความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติที่เหลือ (...) มนุษย์นั้นสามารถแยกตัวเองออกจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ด้วยจิตสำนึก ศาสนา หรือเหตุผลใดๆก็ตามที่คุณพอใจจะยกมา หากแต่มนุษย์นั้นแยกตัวเองออกจากสัตว์อื่นๆได้ในทันทีที่พวกเขาเริ่มทำการผลิตปัจจัยหรือเงื่อนไขสำหรับการดำรงชีวิตขึ้นได้ด้วยตัวเอง มันคือก้าวสำคัญที่ถูกกำหนดมาด้วยโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์ และด้วยการผลิตปัจจัยสำหรับการดำรงชีวิตนี้มนุษย์ได้เริ่มต้นชีวิตเชิงวัตถุของตนอย่างแท้จริงขึ้นมาในทางอ้อม”

 

ในงานเรื่อง ‘สังคมนิยม, ยูโทเปียและความเป็นวิทยาศาสตร์’ เองเกลส์ได้เขียนบรรยายให้เรามองเห็นถึงรายละเอียดของความคิดดังกล่าวที่ละเอียดยิ่งขึ้น และนี่คือตัวอย่างข้อความที่แหลมคมและกระชับที่เองเกลส์ใช้ในการอธิบายถึงเรื่องหลักเกณฑ์พื้นฐานของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์

 

“มุมมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยมนั้นเริ่มต้นจากโจทย์เรื่องการผลิตเครื่องมือเพื่อสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ และเพื่อการผลิต การแลกเปลี่ยนสิ่งที่เกิดจากการผลิต นั้นคือพื้นฐานของโครงสร้างทางสังคมทุกรูปแบบ ซึ่งในทุกๆสังคมที่ปรากฏขึ้นมาในประวัติศาสตร์นั้นจะมีลักษณะของการกระจายความมั่งคั่งที่ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นหรือการวางระเบียบต่างๆในสังคม ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้จะถูกกำหนดมาจากโจทย์ที่ว่าสังคมนั้นๆทำการผลิตอะไร? ผลิตอย่างไร? และมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตอย่างไร? และจากมุมมองแบบดังกล่าวนี้ก็จะทำให้เราสามารถมองเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจนกระทั่งการปฏิวัติทางการเมืองทั้งหมดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นภายในมันสมองของมนุษย์ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและวิถีการแลกเปลี่ยน”

 

เช่นเดียวกับการคัดค้านไอเดียแบบสังคมนิยมยูโทเปียของโรเบิร์ต โอเวน, เซนท์-ไซมอน, และฟอรีเย เพราะความคิดแบบมาร์กซิสต์นั้นวางรากฐานอยู่บนมุมมองของสังคมนิยมที่เป็นวิทยาศาสตร์ มาร์กซิสต์นั้นอธิบายว่ากุญจาสำคัญของการพัฒนาสังคมทุกๆสังคมนั้นคือการพัฒนากำลังการผลิต ซึ่งก็คือ กำลังแรงงาน, อุตสาหกรรม, เกษตรกรรม, เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ระบบทางสังคมรูปแบบต่างๆ – สังคมทาส, ศักดินา, และทุนนิยม – ล้วนแล้วแต่ปรากฎขึ้นเพื่อนำพาสังคมมนุษย์ให้ก้าวหน้าผ่านการพัฒนากำลังการผลิตภายในสังคม

คำกล่าวยืนยันระดับพื้นฐานของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นคือการยืนยันว่าสาเหตุสำคัญของพัฒนาการของมนุษยชาตินั้นคือการพัฒนากำลังการผลิต ข้อสรุปนี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะมันจะช่วยให้เราเข้าถึงการมองประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ นักมาร์กซิสต์ยืนยันว่าพัฒนาการของสังคมมนุษย์ตลอดช่วงเวลานับล้านปีนั้นได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า ในแง่ที่ว่ามันได้พัฒนากำลังของมนุษยชาติให้เพิ่มขึ้นและมีอำนาจเหนือธรรมชาติและสร้างปัจจัยเงื่อนไขทางวัตถุเพื่อจะทำให้มนุษย์นั้นสามารถไปถึงเสรีภาพที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวนี้ไม่เคยเดินทางไปแบบที่เป็นเส้นตรงราบเรียบ ประวัติศาสตร์นั้นคือเส้นกราฟการพัฒนาจากน้อยไปมากและรวมถึงการพัฒนาจากมากกลับไปน้อยด้วย

มีหลายคนปฏิเสธมุมมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยม และลดทอนให้ปัจจัยผลักดันเหตุการณืในประวัติศาสตร์นั้นคงเหลือเพียงบทบาทของปัจเจกบุคคลในประวัติศาสตร์ – วีรบุรุษ (หรือวีรสตรี) หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งก็คือมันทำให้เราเหลือเพียงมุมมองประวัติศาสตร์แบบจิตนิยมและอัตนิยม และนี่คือจุดยืนของนักสังคมนิยมยูโทเปีย ผู้ที่ไม่อาจจะเข้าใจกฎขั้นพื้นฐานของพัฒนาการทางสังคมได้แม้ว่าพวกเขาจะมีข้อมูลมากมายพร้อมความคิดเชิงวิพากษ์ที่แหลมคม สำหรับพวกเขาแล้วสังคมนิยมนั้นเป็นเพียง “ไอเดียที่ดี” เป็นอะไรบางอย่างที่มนุษย์ควรจะคิดได้ตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีก่อนแล้วหรือคิดได้ในเช้าของวันถัดมาหลังตื่นนอน แต่ถ้าหากว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงหากว่าความคิดสังคมนิยมได้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วมนุษยชาติคงจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอันใหญ่หลวงแน่!

มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ผ่านการตีความแบบอัตนิยมผ่านการแบ่งแยกประวัติศาสตร์ด้วยการมองมันแบบพระเอก-ตัวร้าย หรือเราจะขอยกตัวอย่างดังนี้ ในช่วงแรกของศาสนาคริสต์ ศาสนิกชนผู้เชื่อและริคอยการวันสิ้นโลกและการกลับมาของพระเยซูคริสต์ในทุกห้วงลมหายใจนั้นไม่เชื่อในมุมมองเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ในชุมชนของพวกเขานั้นมีลักษณะเชิงปฏิบัติที่เป็นคอมมิวนิสต์ (แม้ว่าปฏิบัติการในชุมชนนี้จะเป็นลักษณะแบบยูโทเปียคอมมิวนิสต์ ที่วางรากฐานอยู่บนเรื่องการบริโภค ไม่ใช่การผลิต) แต่การทดลองใช้ระบบคอมมิวนิสต์ในยุคแรกนี้ ไม่ได้นำไปสู่อะไร เพราะกำลังการผลิตในยุคนั้นยังไม่เพียงพอจะนำไปสู่การสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง

ในห้วงเวลาของการปฏิวัติอังกฤษ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นั้นเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าเขากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิของปัจเจกบุคคลทุกคนเสมือนการสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าตามความเชื่อในจิตสำนึกของเขา หากแต่การสาวเท้าไปข้างหน้าของประวัติศาสตร์นั้นก็ได้พิสูจน์ว่าการกบฏของครอมเวลล์ นั้นคือสถานการณ์ชี้ขาดในการขยับขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นกระฎุมพีที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ อันเป็นผลมาจากการพัฒนากำลังการผลิตในศตวรรษที่ 17 ของอังกฤษ

บรรดาผู้นำของการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศสระหว่างปี 1789-1793 ที่ต่อสู้ภายใต้การชูธงเรื่อง “เสรีภาพ, เสมอภาค, และภราดรภาพ” พวกเขาเชื่อว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่อให้มาซึ่วระบอบการปกครองที่วางรากฐานอยู่บนหลักการกฎหมายนิรันดรว่าด้วยเหตุผลและความยุติธรรม อย่างไรกามหากมองข้ามความมุ่งมั่นและความคิดเหล่านี้ไปเราจะเห็นว่าระหว่างการปฏิวัตินั้นกลุ่มฌากอแบง (Jacobins) ได้พยายามปูทางเพื่อสถาปนาระบอบการปกครองของชนชั้นกระฎุมพี และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องกล่าวว่าจากจุดยืนแบบวิทยาศาสตร์แล้ว ในระดับขั้นของการพัฒนาทางสังคมมันย่อมไม่อยากจะหนีไปจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้.

 

***** ประกาศ *****

 

Group of Comrades กลุ่มนักกิจกรรมที่ยึดแนวทาง marxism กำลังเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ หากท่านสนใจในแนวทางการทำิจกรรมแบบ marxism หรือสนใจจะศึกษาแนวคิด marxism แล้วท่านสามารถกรอกใบสมัครได้ตาม link ที่แนบมานี้ครับ

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSckRaY3oNyY8-8c-qN1xi1R_IDIapc42cPOyaH_YiJTCwpdfQ/viewform