อภิธานศัพท์เฉพาะของอัลธูแซร์ (Althusser Glossary) [ตอนที่ 2] Ben Brewster (1969)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ althusser glossary

 

อภิธานศัพท์เฉพาะของอัลธูแซร์

Althusser Glossary 1969


เขียนและแปลครั้งแรก: 1969 by Ben Brewster.

แปลเป็นภาษาไทย : 2018 โดยจักรพล ผลละออ


 

อำนาจที่เฉพาะเจาะจง หรือ EFFECTIVITY, SPECIFIC (efficacité spécifique). คือลักษณะเฉพาะของงานทฤษฎีในช่วงหลังของมาร์กซ์ ซึ่งกล่าวถึงลักษณะและแง่มุมที่แตกต่างของการก่อรูปทางสังคมที่ไม่ได้สัมพันธ์กันเหมือนเช่นในวิภาษวิธีของจิตสำนึกแบบเฮเกล ที่เป็นปรากฏการณ์และสาระสำคัญ ซึ่งแต่ละส่วนนั้นต่างก็มีอิทธิพลอย่างละเอียดของตัวมันเองต่อความสัมบูรณ์อันซับซ้อน และโครงสร้างในการครอบงำ ดังนั้นส่วนรากฐานและโครงสร้างส่วนบน (super-structure) จะต้องไม่ถูกทำความเข้าใจในแบบที่มาร์กซิสม์สามานย์ทำความเข้าใจต่อมัน นั่นคือเข้าใจมันในฐานะของสาระสำคัญกับปรากฏการณ์ รัฐและอุดมการณ์นั้นไม่ใช่เพียงแต่การแสดงออกของระบบเศรษฐกิจ หากแต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองภายในโครงสร้างทั้งหมดที่ถูกควบคุมปกครองไว้ด้วยลักษณะแบบหนึ่ง และการควบคุมปกครองนี้จะกลายไปเป็นสิ่งที่กำหนดแน่นอนในวาระสุดท้ายด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ.

 

ประจักษ์นิยม หรือ EMPIRICISM (empirisme). อัลธูแซร์ได้หยิบใช้มโนทัศน์แบบประจักษ์นิยมอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ครอบคลุม ‘ญาณวิทยา’ ทุกรูปแบบซึ่งคัดค้านอัตวิสัยที่ถูกกำหนดให้กับภาวะวิสัยที่ถูกกำหนดและเรียกขานความรู้ที่เป็นนามธรรมด้วยสาระสำคัญของแก่นแท้ของวัตถุ ด้วยเหตุนั้นองค์ความรู้ของวัตถุจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุโดยตัวมันเอง เรื่องนี้ยังคงเป็นความไม่ว่าลักษณะของประเด็น (จิตวิทยา, ประวัติศาสตร์ ฯลฯ) หรือลักษณะของวัตถุ (ความต่อเนื่อง, ความไม่ต่อเนื่อง, การเคลื่อนที่ได้, การหยุดนิ่ง ฯลฯ) จะอยู่ภายใต้ปมปัญหา ดังนั้นตลอดจนการครอบคลุมบรรดาญาณวิทยาทั้งหลายเข้าไว้และเรียกว่า ‘ประจักษ์นิยม’ การนิยามนี้ได้หมายรวมถึง ลัทธิจิตนิยมคลาสสิก และญาณวิทยาแบบฟอยเออร์บัคและมาร์กซ์ในวัยหนุ่มเอาไว้ด้วย.

 

ลัทธิผู้บูชาเครื่องรางหรือสิ่งของ หรือ FETISHISM* (fétichisme). ลัทธิบูชาสิ่งของนี้คือกลไกที่ปกปิดการทำงานที่แท้จริง (การเคลื่อนไหวที่แท้จริง - wirkliche Bewegung) ของโครงสร้างที่ควบคุมปกครองในการก่อรูปทางสังคมเอาไว้ กล่าวคือมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการเคลื่อนที่ระหว่างภาคปฏิบัติการทางอุดมการณ์ (ideological practice) กับภาคปฏิบัติการอื่นๆ (other practices) นี่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนทางอัตวิสัย หากแต่เป็นวิถีแห่งการปรากฏขึ้นของความเป็นจริง (mode of appearance of reality) (มาร์กซ์เรียกสิ่งนี้ว่าความเป็นจริง - Wirklichkeit) ในวิถีการผลิตของระบบทุนนิยมนั้นมันอยู่ในรูปแบบของ การบูชาวัตถุในรูปแบบของสินค้า กล่าวคือ การสมมติตัวตนหรือคุณค่าของสิ่งของที่ชัดเจน (เงิน – ทุน) และการทำให้ความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ‘กลายเป็นจริง’ (แรงงาน) ซึ่งไม่ได้ประกอบขึ้นจาก ‘การกลายเป็นจริง’ โดยทั่วไป ของ ทุก ความสัมพันธ์ ดังเช่นการตีความมาร์กซ์ของนักมนุษยนิยมบางคน หากแต่มันเป็นการกลายเป็นจริงโดยเฉพาะเจาะจงสำหรับความสัมพันธ์หนึ่งๆโดยตรง ลัทธิบูชาสิ่งของนั้นไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยออกจากวิถีการผลิตอื่นๆ มันเพียงแต่เข้าแทนที่สิ่งใดๆก็ตามที่มันสามารถเข้าแทนที่ได้ในระดับของการควบคุมปกครองในการก่อรูปทางสังคมซึ่งถูกกำหนดลักษณะโดยวิถีการผลิตในสังคมนั้นๆ.

 

การก่อรูปทางสังคม หรือ FORMATION, SOCIAL (formation sociale). หมายถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมอันซับซ้อนทั้งหมดอันประกอบขึ้นด้วย ภาคปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ ภาคปฏิบัติการทางการเมือง และภาคปฏิบัติการทางอุดมการณ์ ที่เกิดขึ้นในสถานที่หนึ่งและในลำดับขั้นของการพัฒนาหนึ่ง วัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นคือศาสตร์ที่ว่าด้วยการก่อร่างทางสังคม.

 

ประวัติศาสตร์นิยม หรือ HISTORICISM* (historicisme). คือรูปแบบการตีความแนวคิดมาร์กซิสม์ที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางมากในปัจจุบัน (ปี 1969) ซึ่งกำเนิดขึ้นในห้วงเวลาระหว่างเหตุการณ์การปฏิวัติเดือนตุลา (October Revolution) และเป็นมุมมองที่ครอบงำความคิดของนักคิดนักทฤษฎีหลากหลายคน เช่น Lukács, Korsch, Gramsci, Della Volpe, Colletti และ แนวความคิดนี้มีลักษณะเด่นที่ถูกกำหนดขึ้นจากมุมมองเวลาในเชิงเส้นตรงที่ได้รับอิทธิพลจากห้วงเวลาสำคัญจนกระทั่งส่งผลออกมาในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่งในปัจจุบัน ดังนั้นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์จึงกลายเป็น ความตระหนักรู้ในตนเอง (self-consciousness) ของการเสนอแต่ละรูปแบบ ซึ่งการตระหนักรู้ตนเองในการเสนอนี้อาจจะปรากฏออกมาในหลากหลายรูปแบบ (ความแตกต่างของ ‘สื่อกลาง’ อาจจะทำให้เกิดการพยายามผระนีผระนอมกันระหว่างประวัติศาสตร์กับความสัมบูรณ์) เช่น จิตสำนึกทางชนชั้นของนักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ (Lukács), อุดมการณ์อินทรีย์ของชนชั้นปกครอง (การครอบงำ - hegemonic) (Gramsci), หรือ ภาคปฏิบัติการของอัตวิสัยภายในทั้งหมดของมนุษย์ หรือการปฏิบัติการที่แตกต่างจากทฤษฎีของมนุษย์ (Sartre) ประวัติศาสตร์นิยมนั้นอาจจะเป็นหรืออาจจะไม่เป็นมนุษยนิยมก็ได้ (Sartre และ Colletti ตามลำดับ).

 

หลักเกณฑ์ทั่วไปข้อ 1, 2 และ 3  หรือ GENERALITIES I, II AND III (Généralités III et III). ในภาคปฏิบัติการทางทฤษฎีนั้นกระบวนการในการผลิตองค์ความรู้ หรือหลักเกณฑ์โดยทั่วไปข้อที่ 1 นั้นคือความเป็นนามธรรม มีลักษณะเป็นกึ่งอุดมการณ์ กึ่งวิทยาศาสตร์ เป็นสภาพความจริงทั่วๆไปที่เป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ หลักเกณฑ์โดยทั่วไปข้อที่ 3 คือสิ่งที่เป็นรูปธรรม ที่เกิดขึ้นจากการผลิตของกฎเกณฑ์ทั่วไปที่เป็นวิทยาศาสตร์ ในขณะที่หลักเกณฑ์ทั่วไปข้อที่ 2 นั้นเป็นทฤษฎีของวิทยาศาสตร์ในห้วงเวลาหนึ่ง และเป็นวิธีของการผลิตองค์ความรู้ (the means of production of knowledge).

 

มนุษยนิยม หรือ HUMANISM (humanisme). มนุษยนิยมนั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นของปมปัญหาทางอุดมการณ์ จากสิ่งที่มาร์กซ์ได้พัฒนาขึ้นและกล่าวให้ง่ายยิ่งขึ้น จากอุดมการณ์ที่ใหม่ที่สุด รูปแบบอันเฉพาะเจาะจงทางจิตสำนึกของมนุษยนิยมนั้นคือความคิดมานุษยวิทยาแบบฟอยเออร์บัคที่ได้ครอบงำงานเขียนของมาร์กซ์ในวัยหนุ่ม อย่างไรก็ตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่มาร์กซ์ได้แสดงให้เห็นในงานช่วงหลังของเขานั้นคือการเขียนเปรียบเปรยทางทฤษฎีแบบต่อต้านมนุษยนิยม ความคิดแบบ ‘มนุษยนิยมที่แท้จริง’ คือลักษณะสำคัญในงานเขียนช่วงการแตกหักทางญาณวิทยา รูแบบความคิดแบบมนุษยนิยมนั้นถูกสงวนไว้ หากแต่ได้หยิบใช้งานสิ่งอื่นๆเช่น ‘กลุ่มของความสัมพันธ์ทางสังคม’ ที่มุ่งตรงไปสู่มโนทัศน์เรื่องวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามอุดมการณ์ของสังคมนิยมอาจจะเป็นมนุษยนิยม เป็น ‘ชนชั้นมนุษยนิยม’ กรรมาชีพ [การแสดงออกที่ผมหยิบใช้โดยตรงในส่วนเฉพาะกาล ในแงกึ่งการวิพากษ์. – หลุยส์ อัลธูแซร์].

 

อุดมการณ์ หรือ IDEOLOGY (idéologie). อุดมการณ์คือความสัมพันธ์ที่ ‘อาศัยอยู่’ ระหว่างมนุษย์กับโลกของเขา หรือเป็นรูปแบบของภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ไร้จิตสำนึก หากจะกล่าวในทาง ‘ปรัชญา’ อุดมการณ์นั้นแยกตัวเองออกมาจากความเป็นวิทยาศาสตร์ แต่มันไม่ได้แยกออกมาเนื่องจากความเท็จในตัวมันเอง เนื่องจากในแง่นี้นั้นตัวมันสามารถเชื่อมโยงหรือใช้เหตุผลได้ หากแต่มันแยกตัวเองออกจากความเป็นวิทยาศาสตร์จากความจริงที่การครองอำนาจนำทางสังคมและภาคปฏิบัติการภายในอุดมการณ์นั้นมีอิทธิพลเหนือหลักทฤษฎี และเหนือองค์ความรู้ กล่าวในทางประวัติศาสตร์แล้วอุดมการณ์มีความก้าวหน้ากว่าศาสตร์ซึ่งกำเนิดจากการสร้างการแตกหักทางญาณวิทยา อุดมการณ์นั้นยังคงดำรงอยู่เคียงคู่กับวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการก่อร่างทางสังคมทุกรูปแบบ ซึ่งหมายรวมถึงในสังคมนิยม หรือกระทั่งสังคมคอมมิวนิสต์ด้วย.

 

องค์ความรู้ หรือ KNOWLEDGE (connaissance). องค์ความรู้นั้นเป็นผลผลิตที่เกิดจากภาคปฏิบัติการทางทฤษฎี กล่าวคือมันเป็นไปตามหลักเกณฑ์โดยทั่วไปข้อที่ 3 เช่นนี้แล้วมันจึงชัดเจนว่าองค์ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่แยกขาดจาก การสำรวจเชิงปฏิบัติการ (reconnaissance) ของปมปัญหาทางทฤษฎี.

 

วัตถุนิยม, วิภาษวิธี และประวัติศาสตร์ หรือ MATERIALISM, DIALECTICAL AND HISTORICAL (matérialismedialectique et historique). นักประวัติศาสตร์นิยม หรือกระทั่งผู้ใดก็ตามที่กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นนักมาร์กซิสต์ ล้วนแล้วแต่ต่อต้านการแบ่งแยกความต่างระหว่างประวัติศษสตร์ กับ วัตถุนิยมวิภาษวิธีของนักมาร์กซิสต์คลาสสิก เนื่องจากพวกเขามองปรัชญาในฐานะขององค์ความรู้ในตนเองของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ และด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถแยกแยะมันออกได้เป็นปรัชญาและศาสตร์ของประวัติศาสตร์ กล่าวให้ดีกว่านั้นคือวัตถุนิยมวิภาษวิธีนั้นถูกลดทอนลงไปสู่การเป็นมรรควิธีทางประวัติศาสตร์ ในขณะที่ศาสตร์ทางประวัติศาสตร์นั้นคือเนื้อหาของตัวมันเอง อัลธูแซร์ได้เสนอความเห็นที่โต้แย้งต่อความคิดแบบประวัติศาสตร์นิยม ปฏิเสธการแยกแยะดังกล่าวนี้ สำหรับอัลธูแซร์แล้ว วัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นคือศาสตร์ของประวัติศาสตร์ ในขณะที่วัตถุนิยมวิภาษวิธีนั้นคือปรัชญาแบบมาร์กซิสต์ซึ่งเป็นทฤษฎีของถาคปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์.

 

แบบจำลอง หรือ MODEL* (modèle). ทฤษฎีของแบบจำลองนั้นคือสิ่งที่เกิดจากความแปรปรวนของความคิดแบบประจักษ์นิยม ตัวอย่างที่สอดคล้องกับทฤษฎีดังกล่าวนี้ก็เช่น งานเขียนเรื่อง Capital ซึ่งเป็นการวิเคราะห์วิพากษ์ถึงความคิดหรือแบบจำลองที่ไม่ใช่โลกทุนนิยมที่เป็นจริง กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น แบบจำลอง ของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วนั้นได้ถูกนำไป ประยุกต์ เข้ากับความเป็นจริงเชิงประจักษ์ ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นเพียงการการเทียบเคียงอย่างคร่าวๆ สำหรับอัลธูแซร์แล้ว ทฤษฎีที่ปรากฏในงานเขียนเรื่อง Capital นั้นเป็นเพียงแค่ ‘ความคิด’ ในแง่ที่ว่ามันเกี่ยวพันอยู่เพียงแต่วัตถุในองค์ความรู้ เหมือนเช่นทฤษฎีอื่นๆ มันไม่ใช่วัตถุที่มีการดำรงอยู่จริง และองค์ความรู้ซึ่งมันผลิตขึ้นนี้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อตัววัตถุของมันเอง ไม่ใช่การเทียบเคียงต่อตัวมันเอง ซึ่งสัมพันธ์กับทฤษฎีของแบบจำลองทั่วๆไปที่มีมุมมองว่าหนังสือ Capital เล่มสามนั้นเป็นการทำให้มันกลายเป็นรูปธรรม เป็นการรื้อถอนแบบจำลองทางความคิดในหนังสือเล่มแรกออก และนำเสนอทฤษฎีที่ว่าด้วย ‘กรณีตัวอย่างในอังกฤษ’ ในฐานะแบบจำลองที่นำเสนอพัฒนาการของระบบทุนนิยม สำหรับอัลธูแซร์หนังสือเล่มที่ 3 นั้นเกี่ยวข้องอย่างมากต่อวัตถุทางความรู้เหมือนเช่นในหนังสือเล่มแรก และกรณีตัวอย่างในอังกฤษนั้นก็เป็นแค่เพียงกรณีตัวอย่างประกอบในหนังสือเท่านั้น ไม่ใช่บรรทัดฐานทางทฤษฎี.

 

การปฏิเสธของการปฏิเสธ หรือ NEGATION OF THE NEGATION (négation de la négation). มโนทัศน์ของเฮเกลซึ่งมาร์กซ์ ‘เกี้ยวพาน’ มันกระทั่งในงานช่วงหลังของเขา มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการของการทำลาย (destruction) และการกำเนิดใหม่ (resumption) (การผลัดเปลี่ยน/supersession/Aufhebung.) อันจะเกิดขึ้นเมื่อจิตวิญญาณเคลื่อนที่จากลำดับขั้นของการพัฒนาหนึ่งไปสู่ระดับอื่นๆ ส่วนสำหรับมาร์กซ์แล้วการปฏิเสธของการปฏิเสธนี้เป็นสิ่งที่อธิบายถึงความเป็นจริงที่ว่าระบบทุนนิยมนั้นได้เดินทางมาสู่จุดกำเนิดด้วยการทำลายระบบศักดินา และในทางเดียวกันนั้นระบบทุนนิยมโดยตัวมันเองก็จะต้องเดินหน้าไปสู่การถูกทำลายลงด้วยการถือกำเนิดขึ้นของระบบสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์.

 

การครองอำนาจปกครองเหนือ หรือ OVERDETERMINATION (surdéterminationÜberdeterminierung). ฟรอยด์ใช้สิ่งนี้เพื่อจะอธิบายถึง (ท่ามกลางสิ่งที่เป็นอื่น) ภาพแสดงตัวแทนของความคิด-ความฝันที่แสดงออกมาในภาพซึ่งได้รับความพิเศษจากการรวมตัวกันของความคิดจำนวนมากของตัวมันเองออกมาในรูปแบบของภาพเชิงเดี่ยว (การผสมผสาน/ condensation/Verdichtung) หรือจากการส่งผ่านพลังงานเชิงจินตภาพจากความคิดที่มีพลังความคิดหนึ่งไปสู่ภาพที่มีขนาดเล็กและไม่มีความสำคัญ (การเข้าแทนที่/ displacement/Verschiebung-Verstellung) อัลธูแซร์ได้หยิบใช้ความคิดนี้ในทางเดียวกันเพื่ออธิบายถึงผลกระทบของสิ่งที่ขัดแย้งต่อกันภายในภาคปฏิบัติการแต่ละอันที่ได้ทำให้เกิดการก่อร่างทางสังคม บนการก่อร่างทางสังคมทั้งหมดและด้วยเหตุนั้นจึงย้อนกลับไปสู่ภาคปฏิบัติการแต่ละอันและความขัดแย้งแต่ละคู่ ทำให้เกิดการนิยามแบบแผนของการครองอำนาจเหนือ (dominance) และการตกอยู่ใต้อำนาจนำ (subordination) การเป็นปรปักษ์ต่อกัน (antagonism) และการไม่เป็นปรปักษ์ต่อกัน (non-antagonism) ของความขัดแย้งภายในโครงสร้างของการควบคุมในทุกๆห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์.

กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การครองอำนาจปกครองเหนือความขัดแย้งนี้คือภาพสะท้อนภายในตัวของของความขัดแย้งของการดำรงอยู่ของตัวมันภายในความซับซ้อนทั้งหมด นั่นคือ ความขัดแย้งอื่นๆในความซับซ้อนทั้งหมด หรือกล่าวในอีกคำหนึ่งได้ว่ามันคือการพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอ.

 

‘ปรัชญา’/ปรัชญา หรือ ‘PHILOSOPHY’ / PHILOSOPHY (‘philosophie’/philosophie). ‘ปรัชญา’ (ในเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว) ถูกใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบภาพสะท้อนของอุดมการณ์ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎี ดูเพิ่มเติมได้ที่ งานเขียนของอัลธูแซร์เรื่อง ‘หมายเหตุว่าด้วยการรับรองระบบคำศัพท์’ (‘Remarks on the Terminology Adopted’) ส่วน ปรัชญา (ที่ไม่มีเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว) นั้นถูกใช้ในงานเขียนชิ้นหลังๆเพื่อนำเสนอเนื้อหาด้านปรัชญามาร์กซิสต์ กล่าวคือใช้ในการเขียนถึงปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี.

 

ภาคปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ, การเมือง, อุดมการณ์ และทฤษฎี หรือ PRACTICE, ECONOMIC, POLITICAL, IDEOLOGICAL AND THEORETICAL (pratique économiquepolitiqueidéologique et théorique). อัลธูแซร์นั้นได้ศึกษาทฤษฎีที่ถูกนำเสนอขึ้นมาโดยเองเกลส์ (Engels) และได้รับการอธิบายโดยเหมาเจ๋อตง (Mao Tse-tung) ว่าภาคปฏิบัติการของเศรษฐกิจ, การเมือง และอุดมการณ์นั้นเป็นภาคปฏิบัติการสามรูปแบบ (กระบวนการผลิตหรือการส่งผ่าน) ที่ก่อให้เกิดการก่อร่างทางสังคม ภาคปฏิบัติการทางเศรษฐกิจนั้นเป็นการเปลี่ยนผ่านแรงงานของมนุษย์ไปสู่การกลายเป็นสินค้าทางสังคม ภาคปฏิบัติการทางการเมืองนั้นเป็นการเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมโดยการปฏิวัติ ภาคปฏิบัติการทางอุดมการณ์คือการเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์หนึ่งที่มีต่อโลกที่อาศัยอยู่ไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่ด้วยการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ในภาระหน้าที่ที่จะต้องเน้นย้ำให้เห็นความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์และอุดมการณ์ อัลธูแซร์ได้ยินกรานว่าทฤษฎีนั้นได้ก่อให้เกิดภาคปฏิบัติการลำดับที่สี่ขึ้น นั่นคือภาคปฏิบัติการทางทฤษฎีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอุดมการ์ไปสู่องค์ความรู้พร้อมทฤษฎี ในห้วงเวลาชี้ขาดของแต่ละภาคปฏิบัติการนั้นจะเป็นการผลิตซึ่งจะนำมาซึ่งวัตถุดิบ กำลังคน และวิถีการผลิตโดยพร้อมเพรียงกัน – ไม่ใช่ คน ผู้ซึ่งกระทำการปฏิบัติงาน ผู้ไม่สามารถจะกล่าวอ้างที่จะเป็นองค์ประธานของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ได้ ส่วนภาคปฏิบัติการย่อย (subsidiary practices) นั้นยังคงถูกถกเถียงอยู่โดยอัลธูแซร์ เช่น ภาคปฏิบัติการเชิงเทคนิค (technical practice - pratique technique)