อภิธานศัพท์เฉพาะของอัลธูแซร์ (Althusser Glossary) [ตอนที่ 3] Ben Brewster (1969)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ althusser glossary

 

อภิธานศัพท์เฉพาะของอัลธูแซร์

Althusser Glossary 1969


เขียนและแปลครั้งแรก: 1969 by Ben Brewster.

แปลเป็นภาษาไทย : 2018 โดยจักรพล ผลละออ


 

ปมปัญหา หรือ PROBLEMATIC (problématique). คำศัพท์หรือมโนทัศน์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะพิจารณาโดยแยกออกจากกันได้ มันดำรงอยู่เพียงในกรอบทางทฤษฎีหรือกรอบทางอุดมการณ์ที่มันถูกหยิบใช้ หรือก็คือปมปัญหาของตัวมันเอง มโนทัศน์ที่สัมพันธ์กันนี้สามารถจะเห็นได้อย่างกระจ่างชัดในงานของฟูโกต์เรื่อง Madness and Civilization (หรือดูใน จดหมายถึงผู้แปล ของอัลธูแซร์)

ในที่นี้เราจำเป็นจะต้องเน้นย้ำใช้ชัดเจนว่าสิ่งที่เรียกว่าปมปัญหาในที่นี้ ไม่ใช่ การใช้ในมุมมองแบบคำศัพท์

ปมปัญหาที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ไม่ใช่แก่นแท้ของความคิดของปัจเจกบุคคลหรือยุคสมัยที่จะสามารถทำการสรุปได้จากเนื้อหาของตัวหนังสือในเชิงประจักษ์ หรือสรุปได้ผ่านการอ่านโดยทั่วๆไป หากแต่มันเป็นสิ่งที่อยู่ในศูนย์กลางของ สิ่งที่ไม่มีอยู่ ในปัญหาและมโนทัศน์ภายในปมปัญหามากเท่ากับที่มันไม่มีอยู่ในการมีอยู่ ด้วยเหตุนี้วิธีการเยวที่เราจะสามารถเข้าถึงมันได้จึงจะต้องใช้วิธีการอ่านแบบดูอาการ (symptomatic reading/ lecture symptomale) บนโมเดลของวิเคราะห์การอ่านแบบฟรอยด์ที่ใช้กับการวิเคราะห์คำพูดของผู้ป่วย.

 

การผลิต/กระบวนการค้นพบองค์ความรู้ หรือ PRODUCTION / DISCOVERY OF A KNOWLEDGE* (production / découverte d’uneconnaissance). เองเกลส์ (Engels) นั้นชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง การผลิต ออกซิเจนของพริสต์ลีย์ (Joseph Priestly) โดยไม่ทราบถึงความสลักสำคัญทางทฤษฎีในการเกิดสสารใหม่ และ การค้นพบ (มโนทัศน์ของ) ออกซิเจนโดยอ็องตวน-โลร็อง เดอ ลาวัวซีเย (Antonine-Laurent de Lavoisier) อันทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นการปฏิวัติศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์เคมี เองเกลส์ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้กับความแตกต่างระหว่าง การผลิต ความจริงของมูลค่าส่วนเกินในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก กับ การค้นพบ มโนทัศน์เรื่องมูลค่าส่วนเกินของมาร์กซ์ (Marx) การหยิบใช้คำว่า การผลิต ที่มีรายละเอียดยิบย่อยในที่นี้นั้นจะต้องไม่ถูกนำไปสับสนกับการยืนยันของอัลธูแซร์ที่ยืนยันว่าองค์ความรู้นั้นคือวิถีการผลิตแบบพิเศษ.

 

วิถีการผลิต หรือ PRODUCTION, MODE OF* (mode de production, Produktionsweise). วิถีการผลิตเชิงวัตถุนี้คือมโนทัศน์อันเป็นใจกลางของทฤษฎีเรื่องภาคปฏิบัติการทางเศรษฐกิจของการก่อรูปทางสังคม มันมีความเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนในตัวมันเองและถูกทำให้ติดต่อกันเชิงซ้อนด้วยการเชื่อมโยงพลังการผลิตและการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการผลิต และรวบรวมเอาองค์ประกอบสามสิ่งนี้ไว้ด้วยกันคือ แรงงาน, วิธีการผลิต (ซึ่งสามารถแยกย่อยออกได้เป็น วัตถุตั้งต้นของแรงงาน และ เครื่องมือของแรงงาน) และ สิ่งที่ปราศจากแรงงาน มุมมองสามารถนำไปประยุกต์ใช้ด้วยการเปรียบเทียบต่อภาคปฏิบัติอื่นๆได้ในทุกระดับ หากว่ามันมีการติดต่อกันเชิงซ้อนและมีองค์ประกอบที่คล้ายกัน และทำการผลิตผลผลิตพิเศษออกมา.

 

กำลังการผลิต/ความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือ PRODUCTIVE FORCES / RELATIONS OF PRODUCTION* (forces productives rapports de production). มโนทํศน์ดังกล่าวนี้ถูกหยิบใช้อยู่บ่อยครั้ง (กระทั่งถูกหยิบใช้โดยนักมาร์กซิสต์) เพื่อจะสื่อความหมายถึงเครื่องจักรหรือกำลังผลิตในทางหนึ่ง และสื่อความหมายถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ระหว่างสมาชิกในสังคมที่มีต่อสมาชิกคนอื่นๆในอีกทางหนึ่ง สำหรับอัลธูแซร์และบาลิบาร์ (Balibar) นั้นมองต่างออกไป พวกเขาเห็นว่ามันมีความแตกต่างสองประการของการเชื่อมร้อยในการผสานกันของวิถีการผลิต กล่าวคือมันมี ‘ความสัมพันธ์’ ทั้งสองแบบ (การเชื่อมต่อ – ความสัมพันธ์) อยู่ร่วมกันภายในแรงงาน, วิธีการผลิต และสิ่งไร้แรงงาน ที่อยู่ภายในวิถีการผลิต กำลังการผลิตนั้นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงของการถือครองที่แท้จริง (wirkliche Aneignung) ของธรรมชาติ หรือ ความเชื่อมโยงแบบ ‘การเป็นเจ้าของ’ ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการผลิตนั้นเป็นความสัมพันธ์ของของยึดกุมผลผลิต หรือ ความเชื่อมโยงแบบ ‘การถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล’ (ซึ่งไม่ได้ตรงตาม ‘กฎของทรัพย์สิน’ ซึ่งไม่ใช่แม้กระทั่ง ‘การแสดงออก’ ของความสัมพันธ์ของการผลิต แต่เป็นโครงสร้างที่เคลื่อนที่ออกจากมัน หรือก็คือ โครงสร้างส่วนบน) การประกบเชิงซ้อนปรากฏขึ้นในทุกๆแง่มุมของวิถีการผลิต ในความแตกต่างระหว่างมูลค่าใช้งาน กับ มูลค่าแลกเปลี่ยน และในความแตกต่างระหว่างการแบ่งแยกงานกันทำทางสังคมและทางเทคนิค ฯลฯ ในขณะที่พลังการผลิตนั้นไม่สามารถจะถูกลดทอนลงไปเป็นเพียงเครื่องจักรหรือเทคนิคเชิงปริมาณได้ ความสัมพันธ์ทางการผลิตก็ไม่สามารถที่จะถูกลดทอนลงไปเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เพียงอย่างเดียวได้เช่นกัน แต่มันเป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์หรือความสัมพันธ์เกี่ยวกับจิตวิสัยภายในตัวเอง ดังเช่นที่มันเป็นมาในประวัติศาสตร์อุดมการณ์.

 

การอ่าน หรือ READING (lecture). ปัญหาของทฤษฎีมาร์กซิสต์ (หรือปัญหาของทฤษฎีใดๆก็ตาม) นั้นมีวิธีทางเดียวที่จะแก้ไขได้ก็คือการเรียนรู้ที่จะอ่านตัวบทของมันอย่างถูกต้อง (ดังนั้นชื่อหนังสือของอัลธูแซร์เล่มหลังจึงใช้ชื่อว่า ‘อ่านว่าด้วยทุน’, Lire le Capital, ‘Reading Capital’) และมันจะต้องไม่ใช่ทั้งการอ่านแบบเพียงผิวเผิน การอ่านแบบตรวจทานการอ้างอิงทุกตัวอักษร และไม่ใช่การอ่านแบบเฮเกลเลี่ยน ที่ทำการอนุมานถึงแก่นแท้ของเนื้อหาทั้งหมดด้วยการสกัดเอา ‘สารัตถะที่แท้จริงออกมาจากเปลือกนอกอันซับซ้อน’ หากแต่มีเพียงการอ่านแบบดูอาการ (symptomatic reading, lecture symptomale) ที่จะสามารถก่อสร้างตัวปมปัญหาขึ้น และค้นหาความปราศจากความรู้สึกของตัวบท นั่นคือการอ่านงานของมาร์กซ์ที่จะทำให้เราสามารถสร้างการแตกหักทางญาณวิทยาที่จะทำให้วัตถุนิยมประวัติศาสตร์กลายเป็นวิทยาศาสตร์.

 

การผลิตซ้ำ หรือ REPRODUCTION* (reproduction). การผลิตซ้ำโดยทั่วไปนั้นมักจะถูกมองว่าเป็น ‘แบบจำลอง’ อย่างง่ายของการผลิตซ้ำขนาดใหญ่ และมองว่าการวิเคราะห์การผลิตซ้ำนั้นเป็นการทำให้เห็นถึงการผลิตซ้ำในประวัติศาสตร์ เป็นการนำเอาความเฉพาะกาลเข้ามาใช้ในการวิเคราะห์การผลิต ในรูปแบบของเงื่อนไขของความต่อเนื่องของการผลิตซ้ำ อย่างไรก็ตามบาลิบาร์ (Balibar) ได้แสดงให้เห็นว่าการผลิตซ้ำโดยทั่วไปนี้เป็น มโนทัศน์ ของการผลิตทางสังคม การผลิตทางสังคมนั้นคือกระบวนการผลิตสิ่งของที่เด่นชัดที่สุด ในความเป็นจริงแล้วมันคือการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคม กล่าวคือ การผลิตซ้ำความสัมพันธ์ของการผลิต ด้วยเหตุนี้การผลิตซ้ำโดยทั่วไปและการผลิตซ้ำขนาดกว้างนั้นคือมมโนทัศน์ที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีการผลิต.

 

แก่นแท้ของห้วงเวลา หรือ SECTION, ESSENTIAL* (coupe d’essence). ทฤษฎีทางอุดมการณ์ (ประจักษ์นิยม, จิตนิยม, ประวัติศาสตร์นิยม) นั้นมองผลสัมบูรณ์ทางประวัติศาสตร์ในฐานะของสิ่งที่สามารถวิเคราะห์ย้อนกลับ (analysable) ได้จากในปัจจุบัน หรือในห้วงเวลาร่วมสมัย (contemporaneity) ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลานั้นสามารถมองเห็นและบันทึกไว้ได้ เพื่อที่จะมองเห็นถึงการเปรียบเปรยความเป็นไปได้ในการจะตัดแบ่งช่วงเวลาต่างๆผ่านประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ย่อมจะมีแก่นแท้ในห้วงเวลาของมันที่สามารถจะมองเห็นได้ แก่นแท้ของห้วงเวลานี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับอัลธูแซร์และบาลิบาร์อันเนื่องมาจากสำหรับองค์ประกอบและโครงสร้างทุกชนิดแล้วมันไม่มีความเป็นปัจจุบันอยู่ในระบบของมโนภาพ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะมีแก่นแท้ในห้วงเวลานี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบแบบปฏิฐานนิยมสำหรับอุดมการณ์ของประวัติศาสตร์แบบประจักษ์นิยม.

 

ความเป็นปกติวิสัย หรือ SPONTANEITY (spontaneité). คำศัพท์ที่ถูกนำมาใช้โดยเลนิน (Lenin) เพื่อใช้วิพากษ์ถึงแนวโน้มทางการเมืองและอุดมการณ์ในขบวนการเคลื่อนไหวสังคมนิยมประชาธิปไตยในรัสเซียซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ยึดถือว่าขบวนการปฏิวัติจะต้องวางรากฐานตัวเองอยู่บนการกระทำที่เป็น ‘ปกติวิสัย’ ของชนชั้นแรงงานมากกว่าการพยายามที่จะนำพาการปฏิวัติด้วยการพยายามสร้างการกระทำอันสง่างาม ด้วยวิถีทางของพรรคการเมืองและนโยบายที่สร้างขึ้นจากงานทางทฤษฎีของพรรค [สำหรับเลนินแล้วความเป็นปกติวิสัยที่แท้จริง, ความสามารถในการกระทำการ, การประดิษฐ์สร้าง ฯลฯ ของ ‘มวลชน’ นั้นควรจะได้รับการถือว่าเป็นแง่มุม ที่ล้ำค่าที่สุด ของขบวนการชนชั้นแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันนั้นเลนินก็ได้กล่าวโทษต่อ ‘อุดมการณ์แห่งความเป็นปกติวิสัย’ (อุดมการณ์อันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง) อันมีส่วนมาจากศัตรูของเขา (กลุ่มประชานิยม และ ‘นักปฏิวัติสังคมนิยม’) และได้จำแนกออกว่าความเป็นปกติวิสัย ที่แท้จริง ของมวลชนนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกสนับสนุนและถูกวิพากษ์ไปพร้อมกันในเวลาเดียวเพื่อที่จะ ‘ปลดปล่อย’ มันออกจากอิทธิพลของอุดมการณ์กระฎุมพี – หลุยส์ อัลธูแซร์] ในแง่นี้เลนินจึงโต้แย้งว่าการจะสร้าง จิตสำนึก ให้เป็น ‘ปกติวิสัย’ นั้นจะต้องอาศัยขบวนการปฏิวัติที่มีอำนาจเหนืออุดมการณ์กระฎุมพีและมีอำนาจเหนือการปฏิปักษ์การปฏิวัติในท้ายที่สุด อัลธูแซร์ได้ลงความเห็นอย่างกว้างๆด้วยการถกเถียงและพิจารณาถึงภาคปฏิบัติการแต่ละส่วน และศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกันนี้จะต้องไม่ถูกปล่อยให้มันพัฒนาไปด้วยตัวมันเองแม้ว่ามันจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาในท้ายที่สุดก็ตาม ด้วยเหตุนี้การทำเช่นนั้นจะเป็นการถอยออกจากสนามเพื่อเปิดทางให้อุดมการณ์ (ปฏิบัตินิยมลักษณะพิเศษ) ได้เข้ามายึดกุมการปฏิบัติการ และเปิดทางให้การปฏิปักษ์ปฏิวัติเข้ามายึดกุมพ้นที่ในภาคปฏิบัติการ ‘เอกภาพของทฤษฎีและการปฏิบัติ’ นั้นไม่อาจจะเป็นเพียงเอกภาพในมุมกลับ มันเป็นส่วนประกอบอันซับซ้อนหนึ่งของการแตกหักทางญาณวิทยา [ในทางทฤษฎี ในปฏิบัติการ ทางการเมือง ความเป็นเอกภาพนี้อาจจะอยู่ในรูปแบบอื่นๆ (ซึ่งไม่ได้ถูกยกตัวอย่างขึ้นมาในหนังสือเล่มนี้) – หลุยส์ อัลธูแซร์].

 

โครงสร้างนิยม หรือ STRUCTURALISM* (structuralisme). คืออุดมการณ์ที่แพร่หลายอยู่ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบในความสัมบูรณ์ที่เป็นส่วนสำคัญ และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปราศจากเหตุผล ชุดของสถานที่และความสัมพันธ์นี้คือการผสานกันเชิงโครงสร้างนิยม โครงสร้างนิยมนั้นยังควบรวมการผสานกันในฐานะโครงสร้างเชิงสัมพันธ์ และรวมถึงการแบ่งแยกช่วงเวลาและประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของมันในฐานะประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ.

 

โครงสร้างไร้ศูนย์กลาง หรือ STRUCTURE, DECENTRED (structure décentrée). ความคิดสัมบูรณ์ของเฮเกลที่สันนิษฐานถึงความเป็นปฐมหรือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลังรูปร่างอันซับซ้อนที่มันถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการทำให้กลายเป็นสิ่งอื่นในประวัติศาสตร์ ดังนั้นมันจึงกลายเป็นโครงสร้างที่ไร้ซึ่งศูนย์กลาง อย่างไรก็ตามมาร์กซิสต์ทั้งหมดนั้นไม่เคยแบ่งแยกมันออกในเส้นทางนี้กล่าวคือไม่เคยแบ่งแยกองค์ประกอบซึ่งประกอบสร้างโครงสร้างขึ้น เพราะองค์ประกอบแต่ละชิ้นส่วนนั้นต่างก็เป็นเงื่อนไขปัจจัยสำหรับการดำรงอยู่ขององค์ประกอบอื่นๆ ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่มีศูนย์กลางหากแต่มีเพียงองค์ประกอบที่ครองอำนาจนำ และการกำหนดในวาระสุดท้าย ซึ่งนี่คือโครงสร้างไร้ศูนย์กลาง.

 

โครงสร้างในการครอบงำ หรือ STRUCTURE IN DOMINANCE (structure à dominante). มาร์กซิสต์สัมบูรณ์นั้นไม่ใช่ทั้งชิ้นส่วนทั้งหมดขององค์ประกอบใดๆก็ตามที่เสมอภาคกันในฐานะปรากฏการณ์ของแก่นแท้ (เฮเกลเลี่ยน) และไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งขององค์ประกอบปรากฏการณ์รองของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เศรษฐกิจนิยม หรือ กลไกนิยม) องค์ประกอบนี้คือสิ่งไม่สมมาตรที่สัมพันธ์กันแต่ก็มีความเป็นอิสระต่อกัน (ความขัดแย้ง) องค์ประกอบหนึ่งนั้นเป็น ตัวครอบงำ [ฐานเศรษฐกิจนั้นเป็น ‘ตัวกำหนด’ (‘ในวาระสุดท้าย’) ซึ่งองค์ประกอบอื่นๆจะต้องกลายเป็น ‘ตัวถูกครอบงำ’ ในการก่อรูปทางสังคม (ดูเพิ่มเติมในงานเรื่อง Lire le Capital) – หลุยส์ อัลธูแซร์] ด้วยเหตุนี้แล้ว นี่จึงเป็นโครงสร้างในการครอบงำ

แต่องค์ประกอบครอบงำนั้นไม่ได้มีสถานะครอบงำที่เหมาะสมได้ตลอดเวลา มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการครอบงำเชิงซ้อน (overdetermination) ของความขัดแย้งและการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่องของโครงสร้าง ในการก่อรูปทางสังคมนั้นการครอบงำเชิงซ้อนนี้ ในวาระสุดท้ายแล้วมันจะถูกกำหนดโดยเศรษฐกิจ (determiné en dernière instance de l’économie) นี่คือสิ่งการอธิบายขยายความของอัลธูแซร์ต่อเรื่องที่มาร์กซิสต์คลาสสิกยืนยันว่าโครงสร้างส่วนบนนั้นมีความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระในระดับหนึ่ง หากแต่ถูกกำหนดโดยเศรษฐกิจในวาระสุดท้าย สำนวนที่กล่าวว่า ‘ในวาระสุดท้าย’ นี้ไม่ได้เป็นการสื่อถึงหรือบ่งบอกถึงว่ามันจะมีช่วงเวลาที่พิเศษสุดขั้วหรือกระทั่งจุดเริ่มต้นที่เศรษฐกิจจะเข้ามาเป็นหรือกลายเป็นตัวกำหนดเพียงตัวเดียว แล้ววาระอื่นๆจะดำรงอยู่ในช่วงก่อนหน้าหรือหลังจากวาระสุดท้าย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ‘วาระสุดท้ายไม่เคยมาถึง’ โครงสร้างนั้นได้ปรากฏตัวร่วมกับองค์ประกอบทั้งหมดของมันและปรากฏพร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบครอบงำกับองค์ประกอบรอง ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็น ‘โครงสร้างที่-มีมาก่อน-เป็นนิรันดร’ (structure toujours-déjà-donnée).

 

การผลัดเปลี่ยน หรือ SUPERSESSION (depassementAufhebung). มโนทัศน์แบบเฮเกลเลี่ยนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักมานุษยนิยม-มาร์กซิสต์ มันเป็นสิ่งที่อธิบายและแสดงให้เห็นถึงกระบวนการของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากการสูญสลายและการกำเนิดใหม่ในระดับที่สูงขึ้นของสถานการณ์เก่าที่ถูกกำหนดทางประวัติศาสตร์ในรูปแบบของสถานการณ์ที่ถูกกำหนดทางประวัติศาสตร์ใหม่ – ตัวอย่างเช่น ระบบสังคมนิยมนั้นคือการเข้ามาผลัดเปลี่ยนระบบทุนนิยม, มาร์กซิสม์คือสิ่งที่เข้ามาผลัดเปลี่ยนเฮเกลเลี่ยนนืสม์ อัลธูแซร์ได้ยืนยันว่าการผลัดเปลี่ยนนี้คือมโนทัศน์ทางอุดมการณ์และเขาได้ใช้คำแทนในการเรียกมันว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ หรือเรียกแทนมันในการพัฒนาการของศาสตร์ว่า การแตกหักทางญาณวิทยา.

 

โครงสร้างส่วนบน หรือ SUPERSTRUCTURE / STRUCTURE (superstructure/structure). ในทฤษฎีมาร์กซิสม์คลาสสิกนั้นการก่อรูปทางสังคมคือการวิเคราะห์แยกแยะลงไปในส่วนประกอบของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ – ซึ่งเป็นตัวกำหนดในวาระสุดท้าย – และมีความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระระดับหนึ่งจากโครงสร้างส่วนบน อันประกอบด้วย (1) รัฐและระบบกฏหมาย (2) อุดมการณ์ อัลธูแซร์ได้แยกแยะมันออกจากกันด้วยการแบ่งแยกมันเข้าสู่โครงสร้างส่วนล่าง (ภาคปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ) กับโครงสร้างส่วนบน (ภาคปฏิบัติการทางการเมืองและภาคปฏิบัติการทางอุดมการณ์) ความสัมพันธ์ระหว่างภาคปฏิบัติการทั้งสามนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในโครงสร้างในการครอบงำ ซึ่งจะถูกกำหนดในวาระสุดท้ายโดยโครงสร้างส่วนล่าง.