Skip to main content

เอปที่ไหน ใครเป็นเอป (Who Apes Whom?)[1]

ฟรานส์ เดอ วาล[2]

ตอนผมรู้ข่าวเกี่ยวกับการค้นพบสายพันธุ์ที่เป็นญาติกับมนุษย์ลึกลงไปในถ้ำแห่งหนึ่งในแอฟริกาใต้เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเกิดคำถามในใจหลายคำถาม เห็นได้ชัดว่าสายพันธุ์ที่ว่านี้ขุดหลุมฝังศพสหายไพรเมต แต่คำถามคือฝังแบบไหน

 

การค้นพบสายพันธุ์ที่ชื่อว่า โฮโม นาเลดี (Homo naledi) อย่างเหลือเชื่อได้รับการยกย่องอย่างสมเหตุสมผลทั้งในแง่จำนวนและสภาพของซากฟอสซิลที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มันมีสะโพกของสายพันธุ์ออสตราโลพิเตซีนและมีสมองขนาดเท่าเอป ทว่ากลับมีเท้าและฟันคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ของมนุษย์

 

รูปลักษณ์ที่ผสมผสานกันของโครงกระดูกในยุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้ขัดแย้งกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับกำเนิดของมนุษย์ที่เรายอมรับกัน ที่มองว่าการเดินสองขานำไปสู่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงระบบเผาผลาญพลังงาน และสติปัญญาอันชาญฉลาด ลักษณะทางกายภาพส่วนหนึ่งของสายพันธุ์ใหม่พัฒนาล่าช้ากว่าแบบแผนข้างตน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกลับก้าวไปไกลกว่า เราจึงควรเรียกมันว่าเป็นสายพันธุ์แบบโมเสค (Mosaic species)

 

ถึงอย่างนั้น เราก็ชื่นชอบสิ่งใหม่มากกว่าสิ่งเก่า และทำราวกับว่าฟอสซิลทุกชิ้นจะต้องอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในสายธารประวัติศาสตร์ที่นำทางไปสู่จุดสูงสุดของการสร้างสรรค์ คริส สตริงเจอร์ (Chris Stringer) นักมานุษยบรรพชีวินวิทยาชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการขุดค้นครั้งนี้ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “สิ่งที่เรากำลังเห็นกันอยู่คือสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติได้ทำการทดลองว่ามนุษย์จะวิวัฒนาการขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจึงได้สร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ในรูปแบบที่แตกต่างกันขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันในพื้นที่ต่างๆ ของทวีปแอฟริกา”

 

นี่เป็นทัศนคติที่เชื่อในเป้าหมายปลายทาง (teleological view) อย่างน่าประหลาดใจ สตริงเจอร์พูดราวกับว่ากระบวนการคัดสรรตามธรรมชาติกำลังมองหาผลลัพธ์บางอย่างอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เช่นนั้น ธรรมชาติไม่ได้พยายามแสวงหาปลายทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับที่แม่น้ำมิได้พยายามมุ่งสู่มหาสมุทร

 

รายงานข่าวในที่ต่างๆ พูดถึง “บรรพบุรุษใหม่” หรือกระทั่ง “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” โดยมีสมมติฐานถึงขั้นบันไดที่มุ่งตรงมาสู่ตัวเรา ขณะที่สิ่งที่พบจริงๆ เมื่อลงไปศึกษาบรรพบุรุษของเรากลับเป็นกิ่งก้านสาขาที่พัวพันกันจนยุ่งเหยิง ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่จะจัดลำดับให้โฮโม นาเลดี อยู่ในสาแหรกที่เป็นต้นกำเนิดของพวกเราเอง ขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็มิได้ทำให้การค้นพบน่าสนใจน้อยลงแต่อย่างใด

 

ทุกสายพันธุ์ในวงศ์ของเราล้วนบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราทั้งสิ้น เพราะวงศ์โฮโมนอยด์ (มนุษย์ เอป และทุกๆ สายพันธุ์ระหว่างนั้น) ต่างผูกพันกันอย่างแนบแน่นในทางพันธุกรรม เราแยกสายออกจากกันไม่นานเท่ากับสมาชิกของวงศ์อื่นๆ อีกหลายวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นอีควิดส์ (ม้า ม้าลาย ลา) หรือแคนิดส์ (หมาป่า สุนัข หมาใน) หากไม่ใช่เพราะอีโก้ของมนุษย์ นักอนุกรมวิธานก็อาจรวมวงศ์โฮโมนอยด์ทั้งหมดให้อยู่ในสกุลเดียวกันไปตั้งนานแล้วก็ได้

 

เรื่องเล่าฉบับมาตรฐานบอกเราว่า แรกเริ่มเดิมที บรรพบุรุษของมนุษย์ทิ้งความเป็นเอปไว้เบื้องหลังก่อนกลายเป็นออสตราโลพิเทซีน ซึ่งเจริญเติบโตอย่างซับซ้อนและชาญฉลาดขึ้นจนกลายเป็นเรา แต่จะเป็นอย่างไรหากขั้นตอนเหล่านี้ผสมผสานกันในทางพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอว่าดีเอ็นเอของมนุษย์และเอปผสมกันในช่วงแรกๆ เป็นไปได้ไหมว่าหลังจากที่แยกสายออกมาแล้ว บรรพบุรุษของเรายังคงกลับไปหาเอป ทำนองเดียวกับที่หมีกริซลีกับหมีขั้วโลกยังคงผสมข้ามสายพันธุ์กันอยู่บ้างในทุกวันนี้

 

แทนที่จะเฝ้ามองหาอนาคตอันรุ่งโรจน์ วงศ์ของพวกเราอาจยังคงหลงใหลในอ้อมกอดอันรุงรังของบรรพบุรุษของตนเองอยู่ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนปฏิเสธเรื่องการร่วมเพศข้ามสายพันธุ์และกล่าวถึงการแยกวงศ์ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะทางไหน สิ่งที่ตกทอดมาเป็นเราก็ล้วนผสมผสานกันอย่างใกล้ชิด

 

ปัญหาก็คือเรายังคงทึกทักกันไปเองว่าต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่เรากลายเป็นมนุษย์ สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทำนองเดียวกับที่ไม่น่ามีจุดใดจุดหนึ่งบนความยาวคลื่นแสงที่สเปกตรัมของสีส้มกลายเป็นสีแดง ข้อเสนอทั่วๆ ไปว่ามนุษย์กลายเป็นมนุษย์ได้อย่างไรให้น้ำหนักกับก้าวกระโดดทางจิต (mental breakthrough) อันเป็นจุดประกายอันน่ามหัศจรรย์ที่ทำให้เราแตกต่างจากสิ่งอื่นอย่างถึงราก แต่ทว่าหากเราศึกษาหาความรู้ใดๆ ก็ตามจากงานวิจัยเกี่ยวกับชิมแพนซีและสัตว์ที่เฉลียวฉลาดชนิดอื่นๆ ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่ากำแพงที่กั้นขวางการรู้คิด (cognition) ของมนุษย์กับสัตว์อยู่นั้นไม่ต่างอะไรกับสวิสชีส[3]

 

นอกจากความสามารถทางภาษาแล้ว  ไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับความพิเศษของมนุษย์อื่นใดที่อยู่รอดได้เกินทศวรรษโดยไม่ถูกหักล้าง คุณลองนึกดูก็ได้ ไม่ว่าการใช้เครื่องมือ การสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ วัฒนธรรม การแบ่งปันอาหาร ทฤษฎีเรื่องจิต[4] การวางแผน ความเข้าอกเข้าใจ การใช้เหตุผลแบบอนุมาน (inferential reasoning) ทั้งหมดล้วนแต่พบได้ในไพรเมตป่า ยิ่งกว่านั้น คุณสมบัติหลายประการยังพบได้ในการทดลองที่ได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง

 

ยกตัวอย่างเช่น เราทราบว่าพวกเอปวางแผนล่วงหน้าได้ พวกมันแบกเครื่องมือต่างๆ ในระยะทางไกลไปยังสถานที่ที่จะใช้เครื่องมือเหล่านั้น บางครั้งพวกมันขนกิ่งไม้ 5 กิ่งไปเพื่อใช้ทำลายรังผึ้งหรือแหย่รังมดที่อยู่ใต้ดิน ในห้องทดลอง เอปพวกนี้สร้างเครื่องมือต่างๆ โดยคาดว่าจะมีโอกาสได้ใช้ในอนาคต สัตว์คิดโดยปราศจากคำพูด เช่นเดียวกับที่พวกเราทำในหลายๆ ครั้ง

 

แม้การที่สมองของโฮโม นาเลดี มีขนาดเล็กโดยเปรียบเทียบจะกลายเป็นอุปสรรค แต่ทีมนักวิจัยยังไม่ละความพยายามในการระบุถึงลักษณะความเป็นมนุษย์ของสายพันธุ์ดังกล่าวด้วยการชี้ไปที่โครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ในถ้ำ แต่หากการเชื่อเช่นนั้นมีความหมายโดยนัยว่า มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่โศกเศร้าเสียใจกับความตาย เราเองก็กำลังลากเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเอปเร็วเกินไป

 

ดูเหมือนเอปจะรู้สึกกระทบกระเทือนอย่างลึกซึ้งจากการตายของเอปตัวอื่นถึงขนาดที่พวกมันเลือกปลีกไปตัวอยู่เงียบๆ หาการปลอบประโลมจากเอปข้างๆ และหดหู่จนไม่กินอาหารไปหลายวัน เอปอาจจะไม่ฝังศพ แต่ดูเหมือนพวกมันจะเข้าใจดีเกี่ยวกับการไม่อาจย้อนคืนของความตาย หลังจากที่พวกมันใช้เวลาพักใหญ่กับการจ้องมองร่างไร้วิญญาณของมิตรสหาย บางคราวก็คอยทำความสะอาด[5] หรือพยายามปลุกร่างนั้นให้ฟื้นขึ้นมา พวกเอปก็ออกเดินทางต่อไป

 

เนื่องจากเอปมิได้อาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานนัก จึงไม่มีเหตุผลที่พวกมันจะปิดบังหรือฝังศพ แต่ถ้าหากพวกเอปอาศัยอยู่ในถ้ำหรือถิ่นฐานสักที่หนึ่ง พวกมันย่อมสังเกตได้ว่าซากศพดึงดูดสัตว์กินซากซึ่งบางตัวก็เป็นนักล่าที่อันตรายอย่างเช่น ไฮยีน่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการกลบกลิ่นศพหรือย้ายศพไปไว้ที่อื่นไม่ใช่เรื่องเกินสมรรถภาพทางจิตของเอปเลยแต่ประการใด 

 

ข้อเสนอจากนักวิชาการบางคนที่มองว่าการจะฝังศพได้ต้องอาศัยความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายเป็นเพียงการคาดการณ์เอาเท่านั้น จริงๆ แล้วเรายังไม่รู้ว่าโฮโม นาเลดี ฝังศพด้วยความห่วงหาอาทร หรือนำร่างเหล่านั้นไปทิ้งไว้ในถ้ำที่ห่างไกลออกไปเพื่อกำจัดโดยไม่มีพิธีรีตอง

 

เป็นความบังเอิญที่แปลกประหลาดตรงที่คำว่า นาเลดี หรือ "naledi" คือการสับเปลี่ยนพยัญชนะของคำว่า ปฏิเสธ หรือ "denial" พวกเราพยายามกันอย่างหนักในการปฏิเสธว่ามนุษย์ไม่ใช่เอปที่ได้รับการดัดแปลงมาอีกที การค้นพบโครงกระดูกเหล่านี้เป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญทางบรรพชีวินวิทยา ทำไมเราจึงไม่ฉวยโอกาสนี้ก้าวข้ามการยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentrism) และหันมาตระหนักถึงความคลุมเครือของการจำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ ภายในวงศ์วานที่กว้างใหญ่ของเราเอง มนุษย์คือส่วนผสมอันรุ่มรวยจากการปะติดปะต่อของสายพันธุ์ต่างๆ ไม่ใช่เพียงในทางพันธุกรรมและกายวิภาคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในทางจิตใจด้วย.

 

[1] แปลจาก Frans de Waal, “Who Apes Whom?,” The New York Times, September 15, 2015  (accessed September 21, 2015)  

[2] ฟราน เดอ วาล (FRANS de WAAL, 1948- ) เป็นนักไพรเมตวิทยาและนักพฤติกรรมวิทยา (ethologist) ชาวดัตช์

[3] เปรียบเทียบว่าถึงจะกั้นขวางไว้อย่างไร ก็ยังมีรูเล็กๆ ให้ลอดผ่านได้อยู่ดี พูดอีกอย่างคือกั้นขวางได้ไม่สมบูรณ์

[4] ความสามารถในการรับรู้ว่าตัวเองและคนอื่นๆ ที่ปฏิสัมพันธ์กับเราต่างก็มีความเชื่อ ความคิด ความรู้สึก ความปรารถนา

[5] การทำความสะอาดให้กันและกันในหมู่ไพรเมตไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง รักษา และเยียวยาสายสัมพันธ์ในกลุ่มทางสังคมของตนเองด้วย

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”