Skip to main content

เลเยอร์ทางสังคม (Social Layer)

การพูดว่า “คนพวกนี้ที่ทำ X คือตัวปัญหา ส่วนคนพวกนี้ที่ทำ Y คือของจริง” เป็นเรื่องง่าย แต่ก็ง่ายเกินไปด้วย หากต้องการประสบความสำเร็จจริงๆ เราต้องการมากกว่าสแต็กทางเทคนิค แต่จำเป็นต้องมีสแต็กในเชิงสังคม ที่ทำให้สแต็กทางเทคนิคเป็นจริงได้ตั้งแต่ต้น

โดยหลักการแล้ว ข้อได้เปรียบของชุมชน Ethereum คือเราให้ความสำคัญกับแรงจูงใจมากๆ PGP พยายามทำให้ทุกคนมีกุญแจเข้ารหัสเป็นของตัวเองเพื่อให้เราสามารถเซ็นและเข้ารหัสอีเมลของเราได้เองมาหลายทศวรรษ ถึงความพยายามนี้จะล้มเหลว แต่เราก็ยังมีคริปโตเคอร์เรนซีและคนหลายล้านคนก็สามารถมีกุญแจสาธารณะเป็นของตัวเองได้แทบจะในพริบตา เราสามารถเริ่มใช้กุญแจเหล่านี้เพื่อประโยชน์หลายๆ อย่าง ซึ่งรวมถึงการใช้อีเมลและข้อความแบบเข้ารหัสด้วย โปรเจคแบบกระจายศูนย์ที่ไม่ได้ใช้บล็อคเชนทั้งหลายมักได้รับเงินทุนสนันสนุนน้อยมากมาแต่ไหนแต่ไร แต่โปรเจคที่ใช้บล็อกเชนกลับระดมทุนได้ 50 ล้านดอลลาร์ในรอบซีรีย์ B ผู้คนมาสเตก ETH เพื่อปกป้องเครือข่าย ETH ไม่ใช่เพราะใจดีมีเมตตา แต่มากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้ ผลคือเราได้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลตอบแทน

ในเวลาเดียวกัน แรงจูงใจอย่างเดียวก็ไม่พอ โปรเจค DeFi มักเริ่มต้นด้วยความถ่อมตน เน้นความร่วมมือเป็นหมู่คณะ และเปิดเป็นโอเพนซอร์สแบบเต็มที่ แต่ไม่นานอุดมคติพวกนี้ก็ถูกโยนทิ้งไปเมื่อโปรเจคเหล่านั้นเติบโตขึ้น เราจูงใจให้สเตกเกอร์มาช่วยกันรักษา uptime สูงๆ ได้ไม่ยาก แต่การจูงใจให้มาช่วยกันรักษาความกระจายศูนย์ยากกว่ามาก และอาจต้องอาศัยอะไรมากกว่ากลไกภายในโปรโตคอลอย่างเดียว

โปรเจค “สแต็กแบบกระจายศูนย์” สำคัญๆ หลายอันที่ผมพูดถึงไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนอะไร ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลของโปรโตคอล Ethereum เองก็ไม่ได้เน้นเรื่องทางการเงินมากนัก สิ่งนี้เองที่ทำให้มันแข็งแกร่งกว่าระบบนิเวศอื่นๆ ที่การกำกับดูแลเน้นเรื่องการเงินมากกว่า ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Ethereum ควรมีเลเยอร์ทางสังคมที่แข็งแกร่ง เพื่อช่วยยึดมั่นและปกป้องคุณค่าในส่วนที่กลไกแรงจูงใจทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการทำให้แนวคิด “Ethereum alignment” หรือความสอดคล้องกับระบบ Ethereum กลายเป็นกรอบบังคับที่เคร่งครัดจนอาจจำกัดความหลากหลายทางความคิดและการแสดงออกในชุมชน

สิ่งที่สำคัญคือการหาสมดุลระหว่างสองด้านนี้ แม้คำว่า สมดุล อาจไม่เหมาะเท่ากับคำว่า บูรณาการ (intergration) เพราะมีผู้คนจำนวนมากที่ก้าวเข้าสู่โลกคริปโตเพราะอยากรวย แต่เมื่อได้สัมผัสกับระบบนิเวศนี้ พวกเขาก็เริ่มเชื่อมั่นในเป้าหมายของการสร้างโลกที่เปิดกว้างและมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้การบูรณาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่วิธีการเดียวที่แก้ปัญหาทั้งหมด แต่ต้องอาศัยแนวทางหลายๆ อย่างที่พัฒนาขึ้นจากการลองผิดลองถูก ในแง่นี้ Ethereum ถือว่าประสบความสำเร็จกว่าหลายๆ ระบบ ในการผลักดันให้เกิดทัศนคติของการร่วมมือกัน (cooperative mentality) ระหว่างโปรเจคเลเยอร์ 2 ผ่านวิธีการสร้างแรงจูงใจในเชิงสังคม นอกจากนี้ การสนับสนุนโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ขนาดใหญ่ (large-scale public goods funding) เช่น Gitcoin Grants และ Optimism’s RetroPGF ยังมีประโยชน์มากๆ เพราะช่วยสร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาที่มองไม่เห็นว่ามีโมเดลธุรกิจไหนบ้างที่ไม่ต้องแลกกับการสูญเสียค่านิยมของตัวเองไป อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีหนทางอีกยาวไกลในการปรับปรุงเครื่องมือเหล่านี้ รวมทั้งค้นหาและพัฒนาเครื่องมืออื่นๆ ที่อาจเหมาะสมกว่ากับปัญหาเฉพาะด้าน

ผมมองว่าสิ่งนี้เองคือคุณค่าที่แตกต่าง (unique value proposition) ของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกินทั้งหมด คือการให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนที่อบอุ่นและเหนียวแน่น แต่ในขณะเดียวกันก็ระลึกเสมอว่า “ความอบอุ่นและเหนียวแน่น” ที่รู้สึกได้จากภายใน อาจถูกมองเป็น “ความกดดันหรือกีดกัน” จากภายนอก คือการให้คุณค่ากับหลักการสำคัญเรื่องความเป็นกลาง โอเพนซอร์ส และการต่อต้านการเซ็นเซอร์ ในฐานะกลไกที่ช่วยป้องกันไม่ให้ Ethereum กลายเป็นระบบที่เน้นความเป็นชุมชนมากจนเกินไป (too far in being community-driven) หากการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบก็จะมีศักยภาพสูงสุดในการบรรลุเป้าหมายทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”