Skip to main content

จนถึงปี 1990 ประเทศคอมมิวนิสต์ยกย่องปริมาณการผลิตเหล็กให้เป็นตัวชี้วัดสูงสุดของความก้าวหน้า และความหมกมุ่นนี้เองที่นำไปสู่ความล่มสลาย อย่าลืมว่าเป้าหมายของ “การก้าวกระโดดครั้งใหญ่” (Great Leap Forward) ในจีนช่วงปลายทศวรรษ 1950 ซึ่งจบลงด้วยโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากหลายสิบล้านคน ก็คือการแซงหน้าสหราชอาณาจักรในด้านการผลิตเหล็ก นับตั้งแต่การเปิดตัวของ ChatGPT วงการ AI ทั่วโลกก็ถูกกำหนดโดยความหมกมุ่นในลักษณะเดียวกัน นั่นคือเรื่องของ “ขนาด” บริษัทต่างๆ แข่งขันกันเพื่อสร้างโมเดลที่ใหญ่ขึ้น ใช้ข้อมูลมหาศาลในการฝึกและทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเติบโตอันรวดเร็ว

ไม่น่าแปลกใจเลยที่การเปิดตัวแชทบอทตัวใหม่ของจีนอย่าง DeepSeek จะถูกมองว่าเป็น “เสียงปลุก” สำหรับบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ในการแข่งขันเพื่อครองอำนาจในโลก AI การมาถึงของ DeepSeek ซึ่งสามารถพัฒนาโมเดล R1 ได้โดยใช้ต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียวของคู่แข่งอย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อตลาดหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ จนมูลค่าหายไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในวันที่ 27 มกราคม แม้ว่าภายหลังตลาดจะฟื้นตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่แรงกดดันที่เกิดขึ้นนั้นยังคงอยู่ การเปิดตัวโมเดล R1 ของ DeepSeek ถูกนำไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาสำคัญในสงครามอวกาศระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต “ช่วงเวลาสปุตนิก” ของ AI นี้สื่อถึงจุดเปลี่ยนที่สหภาพโซเวียตเคยแซงหน้าสหรัฐฯ ด้วยการส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นสู่อวกาศได้ก่อนใครเพื่อน

ปฏิกิริยาจากฝั่งสหรัฐฯ ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ คือเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2025 ทรัมป์แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสามารถของ DeepSeek ในการพัฒนาโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแต่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่ามาก ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในยุค AI โดยกล่าวว่า “ก็ดีนะ เพราะจะได้ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ผมมองว่านี่เป็นเรื่องดี เป็นข้อได้เปรียบ” นี่อาจเป็นมุกตลกแห่งปี เพราะความจริงแล้ว ทรัมป์รู้ดีว่าสิ่งนี้เป็น “ภัยคุกคาม” ต่อสหรัฐฯ เช่นเดียวกับแซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI ที่กล่าวว่า “DeepSeek R1 เป็นโมเดลที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พวกเขาทำได้ในราคานี้ แน่นอนว่าเราจะพัฒนาโมเดลที่ดีกว่า และมันก็น่าตื่นเต้นจริงๆ ที่มีคู่แข่งรายใหม่” แต่ทำไมถึง “แน่นอน”? ถ้ามันแน่นอนจริงๆ แล้วทำไมสหรัฐฯ ถึงตื่นตระหนกกับการเป็นอันดับสองในสงคราม AI กันขนาดนี้?

ประเด็นสำคัญที่แทบไม่มีใครพูดถึงก็คือAI และโค้ดพื้นฐานของ DeepSeek สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรี ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับแนวทางของทรัมป์ แม้ว่าทรัมป์จะตระหนักถึงความสำคัญของ AI แต่เขากลับมอง AI ด้วยกรอบความคิดล้าสมัยแบบคอมมิวนิสต์ที่ว่า “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี” เขาประกาศแผนลงทุน 500 พันล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ โดยร่วมมือกับสามบริษัทยักษ์ใหญ่ในการก่อตั้ง Stargate บริษัทใหม่ที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปในปี 2023 ไบเดนเคยออกคำสั่งของฝ่ายบริหารฉบับสำคัญ ซึ่งมุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานสำหรับการพัฒนา AI ที่ปลอดภัย มั่นคง และน่าเชื่อถือในภาคส่วนต่างๆ คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ (HHS) จัดตั้งโครงการด้านความปลอดภัย “เพื่อช่วยให้มั่นใจว่ามีการใช้ AI ในด้านสาธารณสุข บริการสุขภาพ และบริการมนุษย์อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ” และให้อำนาจหน่วยงานในการ “รับรายงานและดำเนินการแก้ไขหากมีอันตรายหรือการปฏิบัติที่ไม่ปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ AI ในระบบสาธารณสุข” แต่ในวันแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ทรัมป์ได้เพิกถอนคำสั่งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจริงๆ แล้วสำหรับทรัมป์ “เสรีนิยม” (liberalism) หมายถึง การที่เหล่าเจ้าขุนมูลนายของบรรษัทยุคใหม่ (neo-corporate feudal masters) มีอำนาจเต็มที่โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบจากสาธารณะ การเพิกถอนคำสั่งของไบเดนหมายความว่าประชาชนจะไม่มีทางรู้เลยว่า AI สามารถควบคุมและกำกับพฤติกรรมของเราได้มากเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง นักวิจารณ์ได้ชี้ให้เห็นว่า DeepSeek เซ็นเซอร์ตัวเองแบบเรียลไทม์ ในบางเวอร์ชั่น เราจะเห็นว่า DeepSeek เริ่มตอบคำถามด้วยการเกริ่นนำอธิบายเหตุผล ก่อนที่จะลบข้อความนั้นทิ้งไป เช่น มันทำงานได้ดีจนกว่าคุณจะถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินหรือไต้หวัน เมื่อได้ยินเรื่องนี้ คำถามที่ควรถามทันทีคือ เราใน “โลกเสรีตะวันตก” มีเสรีภาพมากกว่าคนจีนจริงๆ น่ะหรือ ต่อให้เรามีประเด็นต้องห้ามน้อยกว่า (ลองนึกถึงความลำเอียงของสื่อกระแสหลักเวลารายงานเกี่ยวกับวิกฤตในกาซ่าหรือโศกนาฏกรรมระดับโลกอื่นๆ) แต่การควบคุมความสนใจของเราในโลกดิจิทัลกลับมีประสิทธิภาพมากกว่าในจีนมาก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า พวกเราดันรู้สึกว่าเรากำลังท่องอินเตอร์เน็ตกันอย่างเสรีโดยไม่มีใครมาบีบบังคับ แต่ความไร้อิสรภาพที่อันตรายที่สุดมักมาในรูปของการทำให้เรารู้สึกว่ามันคือความเป็นอิสระ ข้อความว่างเปล่าที่คุณได้รับเมื่อถาม R1 ของ DeepSeek เกี่ยวกับจัตุรัสเทียนอันเหมินอย่างน้อยก็เตือนคุณและทำให้คุณตระหนักถึงขีดจำกัดของตัวคุณเอง ขณะที่การท่องเว็บแบบ “เสรี” ในโลกตะวันตกกลับซ่อนขีดจำกัดเหล่านี้ไว้อย่างเนียนสนิท จนทำให้การควบคุมยิ่งมีประสิทธิภาพขึ้นไปอีก โซรานา บาคอวิช สรุปความคลุมเครือนี้เกี่ยวกับ DeepSeek และโมเดล R1 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

"นี่คือคำเตือนว่าเราควรมองจีนในมุมมองใหม่ทั้งหมด และที่จริงแล้ว มันยังปลุกเร้าให้เราหันกลับมาคิดใหม่เกี่ยวกับตัวเราเองด้วย เราชาวยุโรปใช้เวลามากมายและทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับอะไรบ้าง โดยที่ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ควรจะได้ บางทีเราอาจต้องลองแนวทางอื่นบ้าง และท่ามกลางเรื่องราวทั้งหมดนี้ เราทั้งหลาย ผู้ศรัทธาอย่างแน่วแน่ในประชาธิปไตย ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญ นั่นก็คือ จีนได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างตลาดเสรีได้โดยไม่ต้องมีผู้บริโภคที่เสรี มันแสดงให้เราเห็นว่าทุนนิยมสามารถรุ่งเรืองภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ และตอนนี้ มันไม่ได้กำลังเตือนเราอีกหรือว่า แม้แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมที่ไม่มีเสรีภาพทางความคิด?"

ความคลุมเครือนี้มีนัยที่คล้ายกับข้อสังเกตของยานิส วารูฟากิส เกี่ยวกับการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย “ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยถ้าใครจะประณามทั้งระบอบอัสซาดและกลุ่มญิฮาดที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งโค่นล้มเขาอัสซาดลง จุดยืนนี้ไม่เพียงจะไม่ขัดแย้งอะไรในตัวเอง แต่ยังเป็นจุดยืนเดียวที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพในการต่อต้านจักรวรรดินิยม จุดยืนนี้ไม่เพียงไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่ยังเป็นจุดยืนเดียวที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพในการยืนหยัดเคียงข้างคนหมู่มาก ไม่ใช่ชนชั้นนำกลุ่มน้อย”

หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับจีนด้วย ถูกแล้วครับ มีข้อเท็จจริงมากมายเกี่ยวกับจีน (รวมถึงการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดขึ้นในแวดวงปัญญาชนและศิลปะ) ที่ควรทำให้เราระวังไม่วางใจจีนในฐานะมหาอำนาจต่อต้านจักรวรรดินิยมในปัจจุบันมากจนเกินไป สิ่งที่เราเผชิญอยู่คือสงครามระหว่างกลุ่มทุนระดับโลกและหน้าที่ของเราไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการใช้ประโยชน์และชักใยทั้งสองฝ่ายอย่างไร้ความปรานี ดังนั้น แม้ว่าเราจะรับรู้ถึงจุดวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เกี่ยวกับจีน ในกรณีของ AI เราก็ควรสนับสนุนจีนอย่างไม่มีเงื่อนไขเพื่อต่อต้านการทำให้ AI กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องพึ่งพา

ความย้อนแย้งก็คือ ในกรณีของ AI (ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน) จีนกลับอยู่ฝ่ายเดียวกับธุรกิจทุนนิยมขนาดเล็กที่มีพลวัต ซึ่งคัดง้างกับลัทธิศักดินาใหม่แบบบรรษัท (corporate neofeudalism) กล่าวให้ชัดเจนก็คือ ในกรณีนี้ จีนมีความเป็นทุนนิยมและสังคมนิยมแท้จริงยิ่งกว่าสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ เพราะ DeepSeek นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนให้ใช้ฟรีนอกระบบตลาด

อย่างไรก็ตาม ในระดับที่ลึกลงไป เราไม่ควรประเมินอิทธิพลของ DeepSeek สูงเกินไป ดังที่วารูฟากิสตั้งข้อสังเกตไว้ทันทีว่า DeepSeek จะส่งผลกระทบเพียงแค่การทำให้ซอฟต์แวร์ดิจิทัลกลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ หรือเฉพาะกับกลุ่มคนที่ต้องการขายและแสวงหากำไรมหาศาลจากมันเท่านั้น แต่มันจะไม่แตะต้องกลไกของเจ้าขุนมูลนายดิจิทัลยุคใหม่อย่างเจฟฟ์ เบโซส ตัวอย่างเช่น Amazon ให้บริการซอฟต์แวร์ฟรีที่ช่วยให้เราใช้งานแพลตฟอร์มของ Amazon เพื่อซื้อของ แต่เงื่อนไขที่แฝงอยู่คือ ซอฟต์แวร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราและความต้องการของเราเพื่อนำไปขายต่อเท่านั้น แต่ยังควบคุม “ทางเลือกเสรี” ของเราอย่างแนบเนียน ว่าเราควรซื้อหรือดูอะไร

ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงที่ว่า การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวสำคัญที่ก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่ในท้ายที่สุดกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเหล่าขุนศึกศักดินาแห่งยุคดิจิทัล หากต้องการหาทางออก เราจำเป็นต้องละทิ้งความหมกมุ่นแบบมาร์กซิสต์เกี่ยวกับการทำให้ทุกสิ่งรวมถึงการเมืองและเรื่องเพศ กลายเป็นสินค้า เราไม่ควรหวาดกลัวที่จะยอมรับบทบาทของการทำให้สิ่งต่างๆ เป็นสินค้า เพราะในท้ายที่สุด การทำให้เป็นสินค้านั้นหมายความว่าฉันสามารถพบปะผู้อื่นในตลาดในฐานะปัจเจกบุคคลที่เสรีตามกฎหมาย และซื้อสิ่งที่ฉันคิดว่าต้องการ ดังนั้น คำตอบจึงอยู่ที่การควบคุมทางสังคมเหนือดิจิทัลคลาวด์ และการทำให้เกิดความโปร่งใสอย่างสมบูรณ์ พูดง่ายๆ คือ การที่เรามีอำนาจกำหนดสิ่งที่เราได้รับมาฟรี.

แปลจาก Slavoj Zizek, "DEEPSEEK: THE AMBIGUITY OF DE-COMMODIFICATION" 1 กพ 2025.

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”