Skip to main content

เอริค โอลิน ไรท์ (Erik Olin Wright) เป็นผู้บุกเบิกฟื้นฟูแนวคิดมาร์กซิสต์ งานของเขาเกี่ยวกับตำแหน่งของชนชั้นที่ขัดแย้งกันเองภายใน (contradictory class locations) ซึ่งสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ทาบทับกันระหว่างชนชั้นหลักๆ ตามแนวคิดของมาร์กซ์ พัฒนากลายเป็นโครงการในระดับโลก และสร้างแรงบันดาลใจให้กับการวิเคราะห์ชนชั้นทั่วโลก ไรท์ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับรากฐานเชิงตรรกะและความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ของชนชั้นตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ผลงานสำคัญของเขาได้แก่ Classes (1985), Class Counts (1997) และหนังสือเล่มสุดท้าย Understanding Class (2015) นักวิชาการส่วนใหญ่อาจพอใจกับโครงการระดับโลกใหญ่ๆ ระดับนี้สักแค่หนึ่งโครงการ แต่นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ไรท์ก็ได้ริเริ่มโครงการระดับโลกโครงการที่สอง นั่นคือ “โครงการยูโทเปียในโลกจริง” (Real Utopias Project) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบสังคมนิยมที่มีอยู่ในสหภาพโซเวียตและประเทศบริวารล่มสลาย จีนเปลี่ยนผ่านสู่รัฐทุนนิยม ขณะที่เสรีนิยมใหม่ก็กำลังเฟื่องฟู

เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้หลายคนประกาศว่ามาร์กซิสม์สิ้นสุดลงแล้ว แต่ไรท์มองมุมกลับ เขามองว่านี่เป็นโอกาสในการฟื้นฟูมาร์กซิสม์ด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นรูปธรรมถึงอนาคตแบบสังคมนิยมที่แท้จริง โดยเป็นอิสระจากสายสัมพันธ์กับรัฐแบบพรรคการเมืองของทั้งโซเวียตและจีน เขาเห็นว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวลงหลักปักฐานอยู่ในสถาบันที่มีอยู่เดิม ซึ่งเติบโตขึ้นจากรอยแยกของทุนนิยมหรืองอกเงยจากการที่ทุนนิยมต้องพึ่งพาแรงงาน ไรท์สร้างสถาปัตยกรรมทางทฤษฎีอันซับซ้อนสำหรับยูโทเปียในโลกจริงไว้ในผลงานชิ้นเอก Envisioning Real Utopias (2010) และต่อมานำเสนอความคิดของตนในรูปแบบแถลงการณ์ชื่อว่า How to be an Anticapitalist in the 21st Century (2019) ซึ่งตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 13 ภาษาหลังจากที่เขาเสียชีวิต

ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง เขาเป็นแรงบันดาลใจไม่เพียงกับนักวิชาการ แต่รวมถึงสาธารณชนในวงกว้างที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม บทสนทนากับบรรดาผู้สร้างยูโทเปียในโลกจริงทำให้ไรท์วิเคราะห์หลักการพื้นฐาน ความขัดแย้งภายใน รวมถึงเงื่อนไขของการดำรงอยู่และการเผยแพร่ยูโทเปียเหล่านี้ออกไป เขาจัดสัมมนาทั้งในภาควิชาที่เขาสังกัดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และในพื้นที่ห่างไกลทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของยูโทเปียในโลกจริง สัมมนาเหล่านี้ได้กลายเป็นหนังสือชุดที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Verso

แม้จะสร้างความก้าวหน้าไว้มากมาย แต่ไรท์ก็ทิ้งภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นไว้ให้กับเรา ในการประสานยูโทเปียในโลกจริงเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียวในฐานะโครงการการต่อต้านทุนนิยม ในหนังสือ Envisioning Real Utopias ไรท์ระบุลักษณะที่เป็นอันตรายของทุนนิยมที่ยูโทเปียในโลกจริงมุ่งแก้ไข และอ้างว่ารากฐานของความพยายามเหล่านี้ก็คือภาคประชาสังคม (civil society) เขาพยายามฟื้นฟู สังคมให้กับสังคมนิยม ใน How to be an Anticapitalist in the 21st Century ไรท์วางรากฐานยูโทเปียในโลกจริงบนค่านิยมที่พวกเขายึดถือ ได้แก่ ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย ความยุติธรรมทางสังคม และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (solidarity) ซึ่งล้วนเป็นค่านิยมที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับทุนนิยม แต่สามารถเป็นจริงได้เพียงบางส่วนภายใต้ระบบทุนนิยม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนนักว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังยูโทเปียในโลกจริง และพวกเขาต่อต้านทุนนิยมในแง่ไหน ในบทความสั้นๆ นี้ ผมจะเสนอว่าคำตอบหนึ่งสำหรับคำถามเหล่านี้สามารถพบได้ในหนังสือ The Great Transformation (1944) ของคาร์ล โพลานยี (Karl Polanyi) ทว่าแนวคิดของโพลานยีก็มีข้อจำกัดในตัวเอง จึงจำเป็นต้องเติมเต็มด้วยทฤษฎีมาร์กซิสต์เกี่ยวกับพลวัตของทุนนิยม วงจรจะสมบูรณ์เมื่อเราตระหนักว่าทฤษฎีมาร์กซิสต์ต้องอาศัยแนวทางของไรท์ในการเปลี่ยนยูโทเปียในจินตนาการไปสู่ยูโทเปียในโลกจริง

ค้นหาเอกภาพของยูโทเปียในโลกจริง

โครงสร้างของหนังสือ Envisioning Real Utopias ของไรท์นั้นเรียบง่ายแต่ลงตัว ประกอบด้วยการวิพากษ์ทุนนิยม (ข้อวินิจฉัย) ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากทุนนิยม (ทางออก) และปัญหาของการเปลี่ยนแปลง (การรักษา) ไรท์วิพากษ์ทุนนิยมทั้งหมด 11 ประเด็น กล่าวโดยสรุป เขาเห็นว่าทุนนิยมสืบทอดความทุกข์ทรมานของมนุษย์ที่ไม่จำเป็น ขัดขวางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ จำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล ละเมิดหลักความเท่าเทียม ไร้ประสิทธิภาพในแง่มุมสำคัญๆ โน้มเอียงไปทางบริโภคนิยม ทำลายสิ่งแวดล้อม คุกคามค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือ ส่งเสริมลัทธิทหารนิยมและจักรวรรดินิยม กัดกร่อนชุมชน และจำกัดประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นข้อวิจารณ์ที่รุนแรงไม่น้อยเลย แม้องค์ประกอบเหล่านี้จะเชื่อมโยงใกล้ชิดกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เห็นแก่นที่เป็นเอกภาพหรือเป็นหัวใจหลักของการวิพากษ์แต่อย่างใด

หากจะมีอะไรที่เป็นเอกภาพ สิ่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในการวิพากษ์ทุนนิยม แต่อยู่ที่ทางออก หรือก็คือการเสริมพลังให้กับประชาสังคมในการเผชิญหน้ากับระบบเศรษฐกิจและรัฐ เป็นการฟื้นฟูความเป็นสังคมให้กับสังคมนิยม ไรท์ละทิ้งแนวคิดยูโทเปียในจินตนาการ (imaginary utopia) ที่เคยครอบงำประวัติศาสตร์สังคมนิยม และออกค้นหา “ยูโทเปียในโลกจริง” (real utopias) ซึ่งหมายถึง การรวมตัวที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันในลักษณะสถาบันหรือกลุ่มองค์กรที่มีลักษณะต่อต้านทุนนิยม ซึ่งเติบโตขึ้นจากช่องวางของทุนนิยมหรือเกิดขึ้นควบคู่ไปกับพัฒนาการของทุนนิยม

ตัวอย่างของยูโทเปียในโลกจริงที่เขาชื่นชอบ อาทิ เงินอุดหนุนรายได้พื้นฐาน (basic income grant) สหกรณ์ (cooperatives) วิกิพีเดีย การทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม และเศรษฐกิจเชิงสังคม (social economy) โครงการของไรท์คือการทำงานร่วมกับนักปฏิบัติในการสร้างแนวคิดยูโทเปียในโลกจริงในทางทฤษฎี และวิเคราะห์เงื่อนไขการดำรงอยู่ การเผยแพร่ รวมถึงความขัดแย้งภายใน ยูโทเปียในโลกจริงเป็นการต่อต้านทุนนิยมในแง่ที่มันท้าทายลักษณะอันตรายอย่างน้อยหนึ่งประการของทุนนิยม ไรท์สร้างชุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านทั้งแบบพึ่งพาอาศัย (symbiotic) แบบแทรกตัว (interstitial) แบบถอนตัว (exit) และแบบแตกหัก (rupture) แต่ค่อนข้างระมัดระวังในการระบุว่าใครคือผู้กระทำการ (agents) ของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาไม่ได้เชื่อมโยงยูโทเปียที่เป็นจริงเหล่านี้เข้ากับทฤษฎีพลวัตของทุนนิยม ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาไม่ได้เชื่อมโยงยูโทเปียในโลกจริงเหล่านี้เข้ากับทฤษฎีพลวัตของทุนนิยม ซึ่งอาจอธิบายการเกิดขึ้นและความท้าทายที่มีต่อทุนนิยมได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงหันไปพึ่งแนวคิดของคาร์ล โพลานยี และมาร์กซ์เพื่อกอบกู้โครงการของไรท์

จากไรท์สู่โพลานยี

โพลานยีเองก็หลงใหลในยูโทเปียในโลกจริง ทั้งแนวคิดชุมชนนิยมของโรเบิร์ต โอเว่น การเติบโตของสหกรณ์ และจุดกำเนิดของสังคมนิยมแบบกิลด์หรือสมาคมวิชาชีพ (guild socialism) ทั้งหมดนี้ฝังรากอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ซึ่งต่อต้านการทำให้แรงงานเป็นสินค้าแบบไร้การควบคุม เราจะเห็นกันต่อไปว่ายูโทเปียในโลกจริงของไรท์ก็สามารถมองได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือความสัมพันธ์ของพวกมันกับระบบทุนนิยมเป็นอย่างไร

โพลานยีมองว่าฟาสซิสม์ สตาลินิสม์ และสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่นำโดยรัฐต่อการทำให้เป็นตลาดแบบไร้การควบคุม (state-led reactions to unregulated marketization) แต่อะไรคือความเชื่อมโยงทางตรรกะระหว่างแนวคิดตลาดเสรีแบบสุดขั้ว (market fundamentalism) ที่ปรากฏขึ้นเป็นระยะกับระบบทุนนิยม คำใบ้อยู่ในแนวคิดชื่อดังเรื่องปฏิทรรศน์ของโพลานยี (Polanyi Paradox) ซึ่งหมายถึงการที่เขาไม่สามารถคาดการณ์ถึงการเติบโตครั้งที่สามของการทำให้เป็นตลาดที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1970 ซึ่งเรารู้จักกันในนามลัทธิเสรีนิยมใหม่ ผมเรียกมันว่าการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สาม (third-wave marketization) เพราะโพลานยีเองอธิบายไว้ว่าการทำให้เป็นตลาดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มีทั้งหมดสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยเน้นหนักไปที่ปฏิกิริยาต่อการทำให้แรงงานเป็นสินค้า และครั้งที่สองเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งขับเคลื่อนโดยการทำให้เงิน (ทุนการเงิน) เป็นสินค้า คลื่นลูกแรกของการทำให้เป็นตลาดนำไปสู่ปฏิกิริยาของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คลื่นลูกที่สองนำไปสู่ปฏิกิริยาของรัฐ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่ก้าวหน้าและส่วนที่เป็นภัยต่อสังคม โพลานยีระมัดระวังเป็นพิเศษกับการตอบโต้แบบฟาสซิสต์

โพลานยีเชื่อว่ามนุษยชาติจะไม่มีวันกล้าทดลองกับความเป็นตลาดสุดขั้วอีก มนุษย์คงจะไม่ยอมเสี่ยงกับหายนะของตลาดที่ไร้การควบคุม ซึ่งสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “สินค้าจอมปลอม” ประกอบด้วยแรงงาน เงิน และธรรมชาติ อันเป็นสินค้าที่มูลค่าใช้สอยถูกทำลายลงเมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนโดยไร้การควบคุม แต่เขาคิดผิด การทำให้เป็นตลาดรอบใหม่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นความเป็นไปได้นี้ ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเขามีแนวคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับความเป็นตลาดสุดขั้ว ซึ่งเขามองว่าเป็นยูโทเปียอันน่าหวาดกลัว ซึ่งผลิดอกออกผลจากความคิดของนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่หลงผิด

แนวคิดเชิงอุดมคติของโพลานยีปรากฏในทัศนะเชิงลบที่เขามีต่อการวิเคราะห์ทุนนิยมของมาร์กซ์ เขาไม่เห็นด้วยกับกฎเรื่องพัฒนาการของทุนนิยมและผลที่ตามมาอย่างการต่อสู้ทางชนชั้น ในมุมมองของโพลานยี มาร์กซ์ประเมินความเป็นไปได้ของการต่อสู้ทางชนชั้นที่ขับเคลื่อนด้วยการขูดรีดสูงเกินไป ที่จริงแล้ว คำอธิบายของมาร์กซ์ขัดแย้งในตัวเองอยู่ เพราะการต่อสู้ทางชนชั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อการขูดรีดไม่ได้ชัดเจนแต่กลับถูกบดบังไว้ และเมื่อคนงานต่างได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุจากการขยายตัวสูงสุดของทุนนิยม

แต่แทนที่จะจัดการกับความย้อนแย้งของแนวคิดแบบมาร์กซ์ โพลานยีกลับมองว่า เราจะเข้าใจความแปลกแยกภายใต้ทุนนิยมได้ดีกว่าผ่านมุมมองของการทำให้เป็นสินค้า ไม่ใช่มุมมองของการผลิต ในขณะที่มาร์กซ์มองว่าการทำให้เป็นสินค้าทำหน้าที่ปิดบังการขูดรีดในกระบวนการผลิต โพลานยีแย้งว่า ผลเสียหายของการทำให้เป็นสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของ “สินค้าจอมปลอม” ทั้งหลาย ก่อให้เกิดการปล้นชิง (dispossession) และความไม่พอใจ (disaffection) แต่การละทิ้งพลวัตแบบมาร์กซิสต์และการมุ่งเน้นที่การทำให้เป็นสินค้าแทนการขูดรีด เน้นตลาดแทนการผลิต ทำให้โพลานยีขาดทฤษฎีเกี่ยวกับพลวัตแบบทุนนิยม ทฤษฎีเกี่ยวกับการสะสม(และสลาย)ทุน ดังนั้น เขาจึงมองไม่เห็นรากเหง้าของการทำให้เป็นตลาดที่ปรากฏในการขยายตัวที่ขัดแย้งกันของทุนนิยมเอง สิ่งนี้ทำให้เราต้องกลับไปหามาร์กซ์

จากโพลานยี กลับสู่มาร์กซ์

การทำให้เป็นสินค้าไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญของทุนนิยม ซึ่งสร้างขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่หลงผิด แต่มันคือวิธีการที่ทุนนิยมจัดการกับวิกฤตของการผลิตที่ล้นเกิน (overproduction) และวิกฤตของความสามารถในการทำกำไร (profitability) ที่เกิดขึ้นภายในระบบทุนนิยมเอง การผลิตที่ล้นเกิดถูกชดเชยด้วยการแสวงหาตลาดใหม่ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงต้นๆ ของทุนนิยม แต่ยังสืบเนื่องต่อไปเรื่อยๆ และเราอาจมองได้ด้วยว่ากระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงไม่น้อยทีเดียว เราอาจมองจักรวรรดินิยมเป็นกระบวนการสกัดวัตถุดิบที่เกิดขึ้นได้จากการสร้างแรงงานราคาถูกในประเทศใต้อาณานิคม ซึ่งส่งผลให้เกิดตลาดผู้บริโภคใหม่ขึ้นมาด้วย พูดอีกอย่างก็คือ ทุนนิยมผ่านพ้นวิกฤตที่มันสร้างขึ้นได้ด้วยคลื่นของการทำให้เป็นตลาด หรือการขยายตัวของการทำให้เป็นสินค้าในแต่ละระลอกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าจึงนับเป็นการท้าทายทุนนิยม การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าคือการต่อต้านทุนนิยมรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น หากเราเผชิญความเสียหายอันเนื่องมาจากคลื่นของการทำให้เป็นสินค้าแต่ละระลอกของระบอบทุนนิยม การทำให้เป็นสินค้าก็น่าจะเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในการต่อกรกับทุนนิยมได้

มาร์กซ์เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับพลวัตของทุนนิยม ซึ่งช่วยให้เราเห็นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าการทำให้เป็นสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของทุนนิยม อย่างไรก็ตาม มาร์กซ์มองเห็นการต่อต้านทุนนิยมเฉพาะที่เกิดจากการต่อสู้ในกระบวนการผลิต เขามองไม่เห็นว่าการทำให้เป็นตลาดหรือกระบวนการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้านี่เองที่สามารถเป็นแหล่งที่มาอันทรงพลังกว่าที่ช่วยให้เราร่วมมือกันต่อสู้กับทุนนิยม ถ้ามาร์กซ์เสนอทฤษฎีวัตถุนิยมเกี่ยวกับความจำเป็นของคลื่นการทำให้เป็นตลาดภายใต้ระบอบทุนนิยม โพลานยีก็เสนอทฤษฎีการต่อต้านทุนนิยมที่เกิดขึ้นจากการทำให้เป็นตลาด

เมื่อนำแนวคิดของโพลานยีและมาร์กซ์มาอ่านข้อเสนอของไรท์ เราก็สามารถได้มองว่า ยูโทเปียในโลกจริงของไรท์เป็นโครงการต่อต้านการทำให้เป็นสินค้านั่นเอง เงินอุดหนุนรายได้พื้นฐานท้าทายการทำให้แรงงานเป็นสินค้า การทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมและธนาคารสาธารณะท้าทายการทำให้ทุนเป็นสินค้า วิกิพีเดียต่อต้านการทำให้ความรู้เป็นสินค้า สหกรณ์ในชนบทคุกคามการทำให้ที่ดินและแรงงานเป็นสินค้า ดังนั้น ผมจึงเสนอว่า การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าคือกรอบที่รวมยูโทเปียในโลกจริงอันหลากหลายของไรท์เข้าด้วยกัน ยูโทเปียในโลกจริงเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่โพลานยีเรียกว่า ขบวนการโต้กลับ (counter-movement)

คำถามเรื่องผู้กระทำการ

มาร์กซ์สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับแนวคิดมาร์กซิสม์เพราะไม่ยอมสอดแทรกเนื้อหาเชิงสถาบันเข้าไปในแนวคิดเกี่ยวกับคอมมิวนิสม์ ทำให้ระบอบหรือขบวนการใดๆ ก็สามารถอ้างตังว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ได้ ไรท์เสนอวิธีแก้ไขปัญหานี้ด้วยยูโทเปียในโลกจริง แต่ตัวอย่างเหล่านี้จำเป็นต้องหลอมรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว ข้อวิพากษ์ของโพลานยีเกี่ยวกับการทำให้กลายเป็นสินค้าสร้างความเป็นเอกภาพ แต่ก็ละเลยความเชื่อมโยงระหว่างพลวัตของทุนนิยมกับคลื่นระลอกต่างๆ ของการทำให้เป็นตลาด แม้ว่ามาร์กซ์จะประเมินความเสียหายของการทำให้เป็นสินค้าต่ำเกินไป แต่เขาก็มอบจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมการสะสมทุนกับการทำให้เป็นตลาดเข้าไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การสังเคราะห์ทางทฤษฎีนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมา

ข้อแรก ดังที่โพลานยีชี้ไว้ การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้า หรือที่เรียกว่าขบวนการโต้กลับ อาจหล่อเลี้ยงระบอบอำนาจนิยมและฟาสซิสต์ในท้ายที่สุด ทำให้ขบวนการเหล่านี้ต้องเสียลักษณะอันเป็นประชาธิปไตยของยูโทเปียของไรท์ไป แล้วอะไรจะการันตีว่าทางออกจากการทำให้เป็นตลาดจะเป็นหนทางแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ

ข้อที่สอง โพลานยีสันนิษฐานว่าเมื่อการทำให้เป็นสินค้าคุกคามสังคม สังคมจะตอบโต้กลับ แต่สมมติฐานนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่เพียงต้องกังวลกับรูปแบบของขบวนการโต้กลับว่าจะเป็นอำนาจนิยมหรือเป็นประชาธิปไตย แต่ยังต้องกังวลด้วยว่า ขบวนการโต้กลับจะเป็นไปได้ไหมตั้งแต่ต้น

ข้อที่สาม เมื่อการต่อต้านการทำให้เป็นสินค้ากลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำลายความเป็นสินค้า (de-commodification) มันก็อาจกลายเป็นยุทธศาสตร์ในการดูดซับ[ผลเสียของทุนนิยม]ที่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น การสร้างรัฐสวัสดิการจึงอาจทำให้เรายินยอมต่อระบบทุนนิยม แทนที่จะก้าวข้ามมันไป คำถามคือ ภายใต้สถานการณ์ใดที่การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าจะกลายเป็นการต่อต้านทุนนิยม

ข้อที่สี่ การทำให้เป็นตลาดอาจไปไกลกว่าแค่การทำให้เป็นสินค้า มันอาจขับไล่ไสส่งสินค้าจอมปลอมหรือปัจจัยการผลิตออกจากตลาดโดยสิ้นเชิง กล่าวคือเป็นกระบวนการสร้างของเสีย (production of waste) หรือที่ผมเรียกว่า การขับไล่ความเป็นสินค้า (ex-commodification) การทำให้เป็นสินค้าอาจนำไปสู่การทำลายแรงงาน ที่ดิน เงิน ความรู้ สิ่งแวดล้อม สิ่งนี้เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สามในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา

ข้อที่ห้า ความท้าทายในปัจจุบันคือการยกระดับขบวนการโต้กลับไปสู่ระดับโลก ขบวนการโต้กลับยังคงอยู่ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติโดยไม่ได้ปะทะกับกรอบการทำให้เป็นสินค้าในระดับโลก เรายังคงยึดติดกับการตอบสนองต่อการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สอง ในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สาม

คำถามทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามที่น่าปวดหัวเกี่ยวกับผู้กระทำการ กล่าวคือ ใครจะเป็นผู้สร้างพลังขับเคลื่อนร่วมเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากทุนนิยม นี่คือปริศนาที่มาร์กซ์ โพลานยี และไรท์ ทิ้งไว้ให้เราแก้.

แปลจาก "The Necessity of Real Utopias" by Michael Burawoy (https://globaldialogue.isa-sociology.org/articles/the-necessity-of-real-utopias)

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”