Skip to main content

ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์โดยรัฐ ข้อวิจารณ์ลักษณะเดียวกันส่วนมากก็สามารถปรับใช้กับการวางแผนแบบกระจายศูนย์ได้เช่นกัน การวางแผนแบบกระจายศูนย์พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องความรู้ ด้วยการผนวกการมีส่วนร่วมจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้ามาในกระบวนการวางแผนโดยตรงแทนที่จะพึ่งพานักวางแผนส่วนกลางให้ตัดสินใจแทน ในขณะที่สหกรณ์คนทำงาน สหภาพแรงงาน สมาคมวิชาชีพ และสมาคมธุรกิจอื่นๆ เปิดโอกาสให้คนทำงานมีส่วนร่วมในการวางแผนเศรษฐกิจ ระบบดังกล่าวยังต้องการการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในรูปแบบของสภาผู้บริโภค (consumer councils) หรือกลุ่มในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ด้วย อย่างไรก็ดี การชักชวนให้ผู้คนเข้าร่วมกับองค์กรเหล่านี้และมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนในฐานะผู้บริโภคอาจเป็นเรื่องยากกว่า เนื่องจากหลายคนต้องการเพียงแค่บริโภคโดยไม่ต้องจัดประชุมอะไรให้มากความ

แน่นอนว่าวิธีแก้ปัญหาทั่วๆ ไปในกรณีนี้ก็คือเทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์ ในหนังสือ The People’s Republic of Walmart ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างบรรษัทหลายแห่ง รวมถึงวอลมาร์ท ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณและวางแผนการบริโภคและการผลิตภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนผู้เขียนจะมองข้ามจุดสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือ การวางแผนภายในที่ว่าเกิดขึ้นภายในบริบทของระบบตลาดที่ใหญ่กว่า ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเพื่อให้การคำนวณและการวางแผนภายในมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การวางแผนอาจมีประสิทธิภาพในบางบริบทและมีประโยชน์บางอย่าง เช่น การลดขยะและเพิ่มประสิทธิภาพภายใน แต่การวางแผนเช่นนี้ไม่สามารถเป็นพื้นฐานเพียงอย่างเดียวของระบบเศรษฐกิจได้ มิฉะนั้นปัญหาการคำนวณจะเริ่มเกิดขึ้น แล้วสหกรณ์ผู้บริโภคเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย สหกรณ์ผู้บริโภคคือกลุ่มธุรกิจที่ผู้บริโภคเป็นเจ้าของร่วมกัน (เช่น สหกรณ์อาหาร สหกรณ์เครดิตหรือเครดิตยูเนียน สหกรณ์สาธารณูปโภค เป็นต้น) แม้ว่าโมเดลนี้อาจขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าของโดยคนงาน (worker-ownership) เนื่องจากสหกรณ์ผู้บริโภคหลายแห่งมีการจัดการแบบลำดับชั้นตามระบบทุนนิยมแบบดั้งเดิม และไม่มีการเป็นเจ้าของโดยคนงาน แต่สหกรณ์ผู้บริโภคบางแห่งก็นับรวมคนงานว่าเป็น เจ้าของ-ผู้บริโภค (consumer-owners) ในสหกรณ์ที่พวกเขาทำงานอยู่ และบางแห่งยังได้จัดตั้งสหกรณ์แบบผสมระหว่างคนงานกับผู้บริโภค เช่น เครือซูเปอร์มาร์เก็ตและปั๊มน้ำมัน อีรอสกี (Eroski) ที่มีสายสัมพันธ์กับวิสาหกิจสหกรณ์มอนดรากอน (Mondragon) สหกรณ์ผู้บริโภคที่รวมคนงานเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างประชาธิปไตย เป็นตัวอย่างที่ดีของการจำลองแง่มุมต่างๆ ของการวางแผนแบบมีส่วนร่วมและคอมมูนแบบสหพันธ์ในระบบเศรษฐกิจตลาด

สหกรณ์ผู้บริโภคเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในการประชุมวางแผน โดยผู้บริโภคสามารถแสดงความต้องการของตน คนงานสามารถแสดงความต้องการของตน และการคำนวณ รวมถึงการวางแผนภายในสามารถดำเนินการได้ตามผลลัพธ์ที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ยังคงดำเนินการภายในระบบตลาด และสามารถรับสัญญาณจากตลาดมาปรับใช้ในการคำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งแผนที่ตอบสนองความต้องการของเจ้าของ-ผู้บริโภคและผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของที่อาจต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ธุรกิจอื่นๆ เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในกรณีที่การวางแผนนั้นล้มเหลว สหกรณ์ฯ ยังสามารถรวมตัวกันและจัดตั้งสหพันธ์สหกรณ์ (cooperative federations) ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีสมาชิกประกอบด้วยสหกรณ์ขนาดเล็กๆ ที่จัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของสหพันธ์ สิ่งนี้ช่วยให้สหกรณ์ดังกล่าวสามารถประสานงานและวางแผนร่วมกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับวิสัยทัศน์ของคอมมูนสหพันธ์แบบอนาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ โดยไม่ต้องเผชิญกับภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในการตอบสนองความต้องการของชุมชนทั้งหมด เพราะหลายคนก็อาจไม่สมัครใจเข้าร่วมการประชุมวางแผนและแบ่งปันความต้องการหรือความปรารถนาอย่างเปิดเผย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สหกรณ์ผู้บริโภคเพียงแค่ต้องตอบสนองความต้องการของผู้ที่สมัครใจเข้าร่วม โดยบางสหกรณ์อาจใช้สัญญาณจากตลาดภายนอกในการคำนวณความต้องการของลูกค้าที่ไม่ใช่เจ้าของได้ด้วย

ในขณะที่สหกรณ์เหล่านี้อาจยังล้มเหลวเนื่องจากการวางแผนที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขายังอยู่ในระบบตลาด หมายความว่าธุรกิจอื่นๆ สามารถเข้ามาตอบสนองความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองได้ สหกรณ์ผู้บริโภคเปิดโอกาสให้เราทดลองใช้รูปแบบการวางแผนเศรษฐกิจแบบกระจายศูนย์ และลองแข่งขันกับโมเดลทางเลือกอื่นๆ เพื่อหาดูแนวทางใดจะตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ดีที่สุด.

แปลจาก Communizing Society With Consumer Cooperatives by Logan Marie Glitterbomb | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60091

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”