Skip to main content

ในทฤษฎีการเลือกสาธารณะ (public choice theory) แนวคิดเรื่อง “ความเขลาอย่างมีเหตุมีผล” (rational ignorance) หมายถึงการเลือกที่จะไม่หาความรู้ให้กับตัวเองในบางประเด็น เมื่อต้นทุนของการแสวงหาความรู้สูงกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันสูงกว่าความน่าจะเป็นที่คะแนนเสียงของตนจะส่งผลต่อผลของการเลือกตั้ง หรือสูงกว่าความน่าจะเป็นที่อิทธิพลทางการเมืองของตนจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของนักการเมืองได้ แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับข้อจำกัดของเวลาและพลังงานของมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนย่อมมีแนวโน้มที่จะทุ่มเททรัพยากรเหล่านั้นให้กับครอบครัว งาน เพื่อน และเพื่อนบ้าน มากกว่าที่จะใส่ใจกับนโยบายสาธารณะ

โชคร้ายที่การเลือกไม่หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เมื่อไรที่เรามีแนวโน้มที่เข้าใจได้ในการจำกัดความพยายามของตัวเองในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมหรือนโยบายสาธารณะ เราก็มักมีความเห็นที่รุนแรงเกี่ยวกับประเด็นระดับชาติบนฐานของข้อมูลที่มีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัดนั้นตามไปด้วย ด้วยเหตุฉะนี้ คนมากมายจึงมีความเห็นรุนแรงเชิงลบ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือมีอคติ ต่อกลุ่ม LGBT คนผิวสี และผู้อพยพ

ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาวันนี้หลังจากส่งข้อความพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งเกี่ยวกับเจ้านายของเธอ เธอเล่าว่า

“เขาเป็นคนที่มีข้อเสียเต็มไปหมด เราสองคนมีความเชื่อที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราต่างไม่พูดถึงเรื่องนั้นกัน เขาทำดีกับฉันอยู่บ่อยๆ เพื่อตอบแทนเขา ฉันเลยคอยเตือนเขาเป็นระยะๆ ให้ดื่มน้ำตลอดทั้งวัน นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่ฉันสามารถทำให้ MAGA สกปรกๆ คนหนึ่งได้”

ผมให้ความหวัง บอกไปว่าข้อเท็จจริงที่ว่าคนบางคนดีได้กว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่ออาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งให้มีความหวัง เธอตอบกลับมาว่า

“ฉันไม่เข้าใจจิตวิทยาเบื้องหลังเรื่องนี้สักนิด…คนพวกนี้จะช่วยใครก็ได้จริงๆ ตอนเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ พวกเขาจะขับกระบะยกสูง รถจี๊ป เรือ อะไรต่อมิอะไรมาให้ความช่วยเหลือ แต่พอวิกฤตผ่านพ้นไป วงจรของความเกลียดชังก็กลับมาอีก”

น่าประหลาดใจที่บ่อยครั้ง เมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับคนชายขอบ ผู้คนมักมีท่าทีตอบสนองในลักษณะที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความเชื่อนามธรรมที่พวกเขามีต่อคนกลุ่มนั้น ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากอุดมการณ์ทางการเมืองหรือจุดยืนที่พวกเขายึดถือในวาทกรรมทางการเมือง

ลองนึกถึงตัวอย่างของผู้ที่เคยกระตือรือร้นลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์เพราะคำมั่นสัญญาในการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าของมนุษย์จริงๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของนโยบายนี้แล้วกลับรู้สึกตกใจระคนผิดหวัง

หรืออีกตัวอย่างคือ สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐมอนแทนา 29 คนจากพรรครีพับลิกัน ที่เปลี่ยนใจลงมติคัดค้านร่างกฎหมายต่อต้านคนข้ามเพศ หลังจากได้ฟังสุนทรพจน์สะเทือนใจจากสมาชิกสภาผู้แทนสองคนที่เป็นคนข้ามเพศ ผมจำไม่ได้ชัดๆ ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ที่ไหน แต่มีชายชราคนหนึ่งที่เดินทางมาเพื่อให้การสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ในตอนแรก ทว่าในที่สุดกลับกล่าวคำขอโทษและประกาศว่าเขาเปลี่ยนใจแล้ว และไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าวอีกต่อไป อันเป็นผลจากการพูดคุยและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในบริเวณพื้นที่รอเข้าให้การ มีคนไม่น้อยที่แสดงความชิงชังรังเกียจต่อคนอื่นแม้เมื่อได้พบปะกันตัวต่อตัว แต่ก็มีอีกหลายคนที่แม้จะมีความเชื่อที่ชิงชังรังเกียจต่อคนบางกลุ่มแบบเหมารวม แต่กลับปฏิบัติต่อมนุษย์ที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยในชีวิตด้วยด้วยจิตใจที่ดีงาม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผมไม่คิดว่ามนุษย์เราในฐานะสิ่งมีชีวิตตระกูลวานรที่วิวัฒนาการมาในสภาพแวดล้อมที่ปฏิสัมพันธ์และการตัดสินใจส่วนใหญ่ของเราเกี่ยวข้องกับกลุ่มขนาดเล็กที่มีคนอยู่ไม่กี่สิบคน มีความพร้อมที่จะรับมืออย่างเป็นเหตุเป็นผลกับประเด็นระดับทวีปหรือระดับโลกปริมาณมหาศาล บนฐานของความเป็นจริงที่ระบบการติดต่อสื่อสารระดับโลกถ่ายทอดต่อมาให้เราในรูปสัญลักษณ์ (symbolically-mediated) มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความบิดเบือนและมืดบอดทางความคิด อาการนี้จะร้ายแรงยิ่งขึ้นเมื่อเราถูกแยกออกจากประสบการณ์ตรง เมื่อการรับรู้ของเราเกี่ยวกับคนอื่นโดยมากแล้วถูกกำกับด้วยชุดอุดมการณ์นามธรรมที่เราได้รับต่อมาจากกลไกทางวัฒนธรรม เช่น OANN หรือ Radio Rwanda หาใช่มาจากประสบการณ์ตรงจากการปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาตั้งแต่เกิดจนเติบโตขึ้นเรื่อยมา ผลที่ได้ก็มักจะเป็นพิษเป็นภัยเสียเป็นส่วนมาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงมักพบความแตกต่างอย่างรุนแรงระหว่างวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อกันในบริบทของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์โดยตรง กับวิธีที่พวกเขาเสนอให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะสมาชิกของกลุ่มนามธรรม

เหตุผลอีกส่วนหนึ่งอาจมาจากต้นทุนทางสังคมและจิตวิทยาที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเราต้องรับมือกับกลุ่มคนนามธรรมที่อยู่ห่างไกลออกไปซึ่งเรารับรู้ผ่านระบบสัญลักษณ์ อย่างไรก็ดี เมื่อเราเจอกันตัวต่อตัวกับสมาชิกของกลุ่มที่ตนไม่ได้สังกัด (outgroup) ต้นทุนดังกล่าวก็จะยิ่งเด่นชัดสะดุดตา

นี่คือเหตุผลหนึ่งว่าทำไม ในฐานะนักอนาธิปไตย ผมจึงเชื่อว่าเราจำเป็นต้องถ่ายโอนกลไกและการตัดสินใจที่กระทบต่อชีวิตเราให้กับหน่วยงานในระดับท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หน่วยงานเหล่านี้ควรเป็นหน่วยที่เราได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงในชีวิตประจำวัน เช่น สถานที่ทำงานที่บริหารจัดการด้วยตนเอง และบริการสาธารณะต่างๆ ทั้งนี้ โดยควรมีกลไกประชาธิปไตยทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จำเป็นในกรณีที่ต้องอาศัยฉันทามติร่วมกัน ส่วนกลไกการทำงานขนาดใหญ่ใดๆ ที่ยังคงต้องมีอยู่เพื่อรองรับพื้นที่ที่กว้างขวางเกินกว่าที่จะบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นได้ กลไกเหล่านั้นก็ควรจัดการผ่านโครงสร้างถาวรที่มีลักษณะเป็นระบบแพลตฟอร์ม (standing platforms) ซึ่งดำเนินการในเชิงบริหารจัดการโดยอัตโนมัติให้มากที่สุด มากกว่าที่จะเป็นกระบวนการทางการเมือง ดังที่แซงต์-ซิมงเคยกล่าวไว้ “แทนที่การปกครองของบุคคล ด้วยการบริหารจัดการของสรรพสิ่ง”

แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าความคิดเชิงนามธรรมหรือเชิงสัญญะเป็นสิ่งไม่ดี หากปราศจากความคิดเหล่านี้ไป วรรณกรรม ดนตรี ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และปรัชญาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาอยู่ที่การเรียกร้องให้มีการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่ประสบการณ์ตรงถูกแทนที่โดยความเป็นจริงที่เรารับรู้มาอีกทอดหนึ่งผ่านระบบสัญญะล้วนๆ ปัญหายังปรากฏชัดยิ่งขึ้นเมื่อต้องตัดสินว่าเราจะปฏิบัติต่อมนุษย์จริงๆ ที่อยู่ตรงหน้าเราอย่างไร โดยอิงจากหมวดหมู่อุดมการณ์มือสองซึ่งมองพวกเขาในฐานะตัวแทนของกลุ่มนามธรรมเหล่านั้น และมองข้ามความเป็นมนุษย์ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

เรามักเห็นผู้คนใช้เวลายาวนานและในบางกรณีก็สายเกินไปกว่าจะเรียนรู้ว่า ผู้คนที่พวกเขาเคยมองเห็นเป็นเพียงตัวละครไร้วิญญาณที่ชื่อว่า “ผู้อพยพผิดกฎหมาย” (illegal alien) หรือภายใต้หมวดหมู่ของ “อุดมการณ์ทางเพศ” (gender ideology) เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกัน มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย เราควรเห็นมนุษย์เป็นสิ่งแรก.

แปลจาก Rational Ignorance, Cognitive Distortion, and Anarchism | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60507

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”