Neoconservative : กลุ่มซึ่งอยู่เบื้องหลังการบุกรุกอิรักของสหรัฐอเมริกา (ตอน 1)

บทความนี้แปลมาจาก   www.counterpunch.org
 
The Strategist and the Philosopher
Leo Strauss and Albert Wohlstetter
By ALAIN FRACHON and DANIEL VERNET
 
 
ใครกันเป็นพวกนวอนุรักษ์นิยม (Neoconservative)ที่มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคียงข้างไปกับพวกเคร่งศาสนาคริสต์ ? และใครกันที่เป็นปรามาจารย์ทางปรัชญาของพวกเขา อัลเบิร์ต โวห์ลสเตเตอร์และลีโอ สเตราส์ใช่ไหม ?
 
คำตอบนี้แฝงมากับคำชมอย่างจริงใจของจอร์จ ดับเบิลยู บุชที่ว่า "พวกคุณเป็นมันสมองที่ดีที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศเรา "เขาเสริม "ดังนั้นรัฐบาลของผมจึงจ้างพวกคุณทั้ง 20 คน" นี่คือการกล่าวปาฐกถาของประธานาธิบดีต่อสถาบันอุตสาหกิจในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 23 เดือนกุมภาพันธ์ (อ้างจากบทความที่ตีพิมพ์ในเลอ มองด์ วันที่ 20 มีนาคม 2003) เขาได้แสดงความเคารพต่อกลุ่มนักคิดซึ่งเป็นหนึ่งในป้อมปราการของขบวนการนวอนุรักษ์นิยม บุชเคารพต่อสำนักปรัชญาซึ่งทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาโดดเด่นและได้ยืนยันว่าทุกสิ่งของเขาล้วนเป็นหนี้กลุ่มนักคิดเหล่านี้ซึ่งอิทธิพลชัดเจนอย่างมากในปัจจุบัน เขายังยอมรับความจริงว่าตัวเองแวดล้อมโดยพวกนวอนุรักษ์นิยมและให้การยกย่องสำหรับคนเหล่านั้นสำหรับการมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของตน
 
  เมื่อต้นทศวรรษที่ 60  จอห์น เอฟ เคนนาดีได้ระดมศาสตราจารย์ที่มีหัวคิดแบบกลางค่อนซ้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พวกเขาได้รับเลือกจากกลุ่มที่เรียกว่า "ดีที่สุดและฉลาดที่สุด"ซึ่งเป็นคำที่นักเขียนคือเดวิด ฮัลเบอร์สตัมคิดขึ้นมา และสำหรับประธานาธิบดีบุช เขาก็จะปกครองประเทศพร้อมด้วยผู้ซึ่งนับตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 60 ได้เริ่มต้นขบถต่อแนวคิดที่มีอิทธิพลหลักในยุคนั้นที่ถูกย้อมสีว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย พวกนวอนุรักษ์นิยมนั้นเราต้องไม่สับสนกับกลุ่มเคร่งศาสนาคริสต์ผู้ซึ่งก็พบได้ในบรรดาลิ่วล้อของบุช พวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอุบัติขึ้นใหม่ของพวกเคร่งลัทธิโปรเตสแตนต์ซึ่งเริ่มต้นในรัฐทางใต้ซึ่งเคร่งศาสนา อันเป็นกลุ่มที่กำลังพุ่งแรงในพรรครีพับริกันยุคปัจจุบัน พวกนวอนุรักษ์นิยมมาจากทางชายฝั่งตะวันออก และเป็นชาวแคลิฟอร์เนียบ้างไม่กี่คน ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขานั้นมีพื้นหลังเป็นปัญญาชน คนเหล่านั้นมักจะเป็นชาวนิวยอร์กและเป็นยิว โดยมากจะเริ่มต้นจากเป็นพวกหัวเอียงซ้าย บ้างยังคงเรียกตัวเองว่าเป็นเดโมแครต และมีงานเขียนวิจารณ์ทางด้านวรรณกรรมและการเมือง ไม่ใช่คัมภีร์ไบเบิล พวกเขาสวมเสื้อสูทแบบทวีท เบลเซอร์ส์ไม่ใช่ชุดแบบนักบวชอีแวนเจลลิสทางใต้ที่เห็นในโทรทัศน์เกือบตลอดเวลา พวกเขาเป็นเจ้าแห่งความคิดเสรีต่อคำถามที่เกี่ยวกับสังคมและแนวโน้มของสังคม วัตถุประสงค์ของพวกเขานั้นไม่ใช่การต่อต้านการทำแท้งหรือพยายามให้โรงเรียนบังคับให้เด็กสวดมนต์ ความทะเยอทะยานของพวกเขาเร้นตัวอยู่ในบางสิ่ง
 
   ความแปลกของรัฐบาลบุชดังที่ปีแอร์ อาสเนอร์อธิบาย คือความสามารถในการนำกลุ่มของ 2 แนวคิดดังกล่าวมาประสานกัน บุชได้นำเอากลุ่มนวอนุรักษ์นิยมและพวกเคร่งศาสนาคริสต์มาทำงานร่วมกัน ฝ่ายหลังนั้นปรากฏตัวในรัฐบาลของเขาดังเช่นจอห์น แอชครอฟท์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม (ลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพในปี 2005 -ผู้แปล)  ส่วนฝ่ายแรกนั้นคือมีดาราดังคือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พอล โวลโฟวิตซ์ (ต่อมาเขาได้เป็นไปประธานธนาคารโลกและต้องลาออกเพราะถูกกล่าวหาว่าไปขึ้นเงินเดือนให้กับคู่รัก -ผู้แปล) จอร์จ ดับเบิลยู บุชผู้นำรัฐบาลก้าวเดินบนแนวคิดแบบกลางค่อนขวาโดยปราศจากเสาหลักทางการเมืองที่แน่ชัดได้สร้างสูตรผสมทางอุดมการณ์ที่น่าตื่นตะลึงและทรงพลังนั้นคือทั้งโวลโฟวิตซ์และแอชคอฟท์ พวกนวอนุรักษ์นิยมและพวกเคร่งศาสนาซึ่งเปรียบได้กับดาว 2 ดวงที่โคจรอยู่มุมตรงกันข้ามกัน  แอชครอฟท์ได้สอนที่มหาวิทยาลัยบ็อบ โจนส์ในคาโรไลน่าที่อยู่ทางใต้ มหาวิทยาลัยซึ่งไม่เป็นที่รู้จักกันนักถึงแม้จะเป็นแหล่งส่องสุ่มของพวกเคร่งลัทธิโปรแตสแตนต์และมักจะมีคนแอบได้ยินมาว่าส่งเสริมลัทธิต่อต้านยิว โวลโฟวิตซ์นั้นมีเชื้อสายยิวและมีพ่อแม่เป็นครู เขาเป็นผลผลิตอันปราดเปรื่องของมหาวิทยาลัยแถบชายฝั่งตะวันออก เขาได้เรียนกับศาสตราจารย์ที่โดดเด่นที่สุดในทศวรรษที่หกสิบถึงสองท่าน นั้นคือ อลัน บลูม ลูกศิษย์ของนักปรัชญาเยอรมันเชื้อสายยิวนามว่า ลีโอ สเตราส์และ อัลเบิร์ต โวห์ลสเตเตอร์ศาสตราจารย์แห่งคณิตศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในกลยุทธของกองทัพ พวกนวอนุรักษ์นิยมมักจะวางตัวให้เป็นลูกศิษย์ของทั้งนักปรัชญาและนักวางกลยุทธ
 
  คำว่า "นวอนุรักษ์นิยม"นั้นเป็นชื่อที่ตั้งผิด พวกเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกลุ่มที่ต่อสู้ในการอนุรักษ์กฏเกณฑ์เก่าๆ พวกเขาปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นของพวกอนุรักษ์นิยมทางการเมืองดังที่เป็นที่เข้าใจในยุโรป หนึ่งในคนเหล่านั้นคือฟรานซิส ฟูกุยาม่า ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงจากหนังสือที่ชื่อ "จุดจบของประวัติศาสตร์และมนุษย์คนสุดท้าย"(End of History and the Last Man) ยืนยันว่า "ไม่มีทางที่พวกนวอนุรักษ์นิยมจะออกมาป้องกันระเบียบของสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่อิงกับจารีตซึ่งเน้นอำนาจเชิงดิ่งและมุมมองเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ในด้านร้าย"(วอลล์ สตรีท เจอร์นัล 24 ธันวาคม 2002).
 
 ในฐานะพวกมองโลกในด้านดีเชิงอุดมคติเชื่อมั่นต่อคุณค่าสากลของรูปแบบประชาธิปไตยแบบอเมริกัน พวกเขาเชื่อในอำนาจทางการเมืองที่จะนำสถานการณ์ในปัจจุบันและความเชื่อที่เลื่อนลอยไปสู่จุดจบ พวกเขาเชื่อในอำนาจของการเมืองที่จะเปลี่ยนทุกสิ่ง สำหรับเรื่องการเมืองในประเทศ พวกเขาพยายามต่อต้านแนวคิดเรื่องสวัสดิการที่ถูกสร้างโดยประธานาธิบดีของพรรคริพับลิกันและเดโมแครต (เคนนาดี จอห์นสันและนิกสัน ตามลำดับ)ซึ่งถูกคิดขึ้นมาในการแก้ไขปัญหาสังคม ในนโยบายต่างประเทศ พวกเขาประณามการผ่อนปรนระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตในทศวรรษที่ 70 ซึ่งพวกเขาอ้างว่าให้ผลประโยชน์แก่สหภาพโซเวียตมากกว่าตะวันตก ในฐานะนักวิพากษ์สังคมยุคหกสิบผู้ยังคัดค้านแนวคิดทางการทูตแบบสัจนิยมของเฮนรี คิสซิงเจอร์ พวกเขาเป็นพวกต่อต้านแนวคิดกระแสหลัก เอร์วิง คริสตอลและนอร์แมน โปดโอเรสตซ์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Commentary และเป็นเจ้าพ่อชาวนิวยอร์คแห่งขบวนการนวอนุรักษ์นิยมนั้นมาจากการเป็นพวกหัวเอียงซ้าย และด้วยการเป็นพวกซ้ายนี้พวกเขาก็สร้างแนวคิดในการประณามสหภาพโซเวียต  (เรียกกันว่าเป็นพวกซ้ายใหม่ที่เห็นว่าโซเวียตบิดเบือนแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์-ผู้แปล)
 
  ใน "Ni Marx ,ni jesus (ไม่ใช่มาร์กซ์และไม่ใช่พระเยซู)(รูแบร์ต์ ลาฟฟองท์1970) ญอง-ฟรองซัส เรเวล์ได้อธิบายว่าสหรัฐฯได้ถล้ำเข้าไปในปฏิวัติทางสังคมในทศวรรษที่ 60  และก่อนหน้านั้นเขาได้กล่าวว่าแนวคิดนวอนุรักษ์นิยมเป็นกลุ่มโจมตีตัวสังคมอเมริกันเองมากกว่าอื่นใด พวกนวอนุรักษ์นิยมวิจารณ์ลัทธิสัมพัทธ์นิยมทางศีลธรรมและวัฒนธรรม (ลัทธิที่เห็นว่าทุกสิ่งมีมุมมองที่แตกต่างกันและมีความถูกต้องเท่ากัน-ผู้แปล)  ของทศวรรษที่ 60  ตามแบบของลีโอ สเตราส์ ตามมุมมองของพวกเขา ลัทธิสัมพัทธ์นิยมยังมีอิทธิพลในขบวนการของพวกเสรีนิยมในทศวรรษที่แปดสิบด้วย ปัญญาชนชั้นสูงอีกคนที่เข้าร่วมสงครามด้วยคืออลัน บลูมจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ในปี 1987 จากหนังสือ The Closing of the American Mind เขาโจมตีชุมชนของมหาวิทยาลัยว่าให้คุณค่าแก่ทุกสิ่งเท่าเทียมกัน "ทุกอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมไปหมด" เขาเขียนดังนี้ "วัฒนธรรมยาเสพติด วัฒนธรรมดนตรีร็อค วัฒนธรรมพวกแก๊งค์ข้างถนนและอื่นๆ โดยไม่มีการแยกแยะแม้เพียงนิด ความล้มเหลวของวัฒนธรรมกลายเป็นวัฒนธรรมไปเสีย"
 
 สำหรับบลูมซึ่งเป็นผู้ตีความคนสำคัญของงานวรรณคดีคลาสสิกมีแนวคิดคล้ายคลึงกับอาจารย์ของเขาคือสเตราส์อย่างมากที่เห็นว่ามรดกของทศวรรษที่ 60 นั้น"กลายเป็นการดูแคลนอารยธรรมตะวันตก" เรเวลเขียนอธิบาย "ตามความคิดของพวกเสรีนิยม วัฒนธรรมทั้งหมดล้วนแต่มีคุณค่าเท่ากัน บลูมตั้งคำถามต่อนักศึกษาและอาจารย์ผู้ซึ่งมีแนวโน้มอย่างมากในการรับเอาวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ของยุโรปซึ่งมักจะขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพในขณะเดียวกันก็ประท้วงด้วยความหยาบช้าสุดขีดต่อวัฒนธรรมตะวันตกจนถึงขึ้นไม่ยอมรับว่ามันมีความเหนือว่าวัฒนธรรมอื่นไม่ว่าในกรณีใด ๆ"
 
ในขณะที่พวกเสรีนิยมดูเหมือนจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ พวกนวอนุรักษ์นิยมกลับกำลังก้าวหน้าไปเรื่อยๆ หนังสือของบลูมขายดิบขายดีเป็นอันดับหนึ่ง ภายในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ นั้น แนวคิดของนวอนุรักษ์นิยมที่แท้จริงกำลังก่อรูปก่อร่าง เครือข่ายได้ถูกสร้างขึ้น ในทศวรรษที่ 70 วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐวอชิงตันคือเฮนรี แจ๊คสัน (เสียชีวิตในปี 1983) วิพากษ์วิจารณ์สนธิสัญญาการลดอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสำคัญ  เขาได้สร้างพวกสิงห์หนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในเรื่องกลยุทธทางการเมืองซึ่งก็คือริชาร์ด เพิร์ลและวิลเลี่ยม คริสตอล คนหลังนั้นยังได้เข้าเรียนกับอลัน บลูม
 
ไม่ว่าตอนทำงานหรือไม่ได้ทำในรัฐบาลด้วยกัน ริชาร์ด เพิร์ลจะพบกับพอล โวลโฟวิตซ์ เมื่อพวกเขาทำงานให้กับเคนเนท อเดลแมน นักวิพากษ์นโยบายการผ่อนปรนกับคอมมิวนิสต์ หรือ ชาร์ลส์ แฟร์แบงค์ส์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในเรื่องของกลยุทธนั้น อาจารย์ของพวกเขาคืออัลเบิร์ต โวห์ลสเตเตอร์ นักวิจัยที่สถาบันแรนด์ คอร์ปอเรชั่น ที่ปรึกษาของเพนตากอน และยังเป็นนักชิมอาหารตัวฉกาจ โวห์ลสเตเตอร์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบิดาแห่งลัทธิอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกา
 
 หรือจะให้ถูกต้องกว่านั้น เขาเป็นผู้พยายามอย่างยิ่งในช่วงต้นๆ ในการรื้อลัทธิเก่า ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการหยุดยั้งการใช้ระเบิดนิวเคลียร์นั้นคือ แม็ด (MAD) หรือ Mutual-assured Destruction (การทำลายล้างซึ่งกันและกันอย่างสิ้นเชิง)มาพัฒนาใหม่ ทฤษฎีนั้นคือทั้งสองค่ายมีศักยภาพในการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กันและกัน ผู้นำของพวกเขาจะพิจารณาอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะสั่งให้มีการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ไม่มีประมุขของรัฐที่ยังสติดี หรือประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ที่จะต้องการให้มีการฆ่าตัวตายคู่ 
 
(มีต่อ)
 
 
 
 
 
 
 
ภาพจาก  2.wp.com/mycatbirdseat.com
 
 

ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 3

เห็นกระแสแปนิคเมื่อหลายวันก่อน ทำให้นึกได้ว่าชาวโลกมีการคาดหมายหรือหวาดกลัวมานานแล้วว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มได้ตั้งแต่ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ นั่นคือการกลายเป็นศัตรูระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันแบบหลวมๆ ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ การสิ้นสุดของสงครามได้ทำให้ฝ่า

เกาหลีเหนือเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่

นตำราเรียนมักบอกว่าหลังสิ้นสุดสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 มีประเทศที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์เหลืออยู่เพียง 5 ประเทศคือจีน เวียดนาม ลาว คิวบาว และเกาหลีเหนือ (ตลกดีมีคนที

ปฏิวัติวัฒนธรรม : มุมมืดในประวัติศาสตร์จีน

  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาป็นวันครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลจีนไปพร้อมกับการประท้วงของชาวฮ่องกงซึ่งมุ่งมั่นท้าทายรัฐบาลเบ่