ชีวิตและความรักของโชแปง

    ฟังเพลงของเขามามากต่อมากแล้วเรามาทายกันดีกว่าว่าหน้าตาของเขาน่าจะเป็นอย่างไร สูงผอม บอบบาง ขี้โรค อารมณ์อ่อนไหวง่ายและหน้าตาเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่ไม่คลาย ?  และเมื่อเห็นภาพของโชแปงซึ่งเป็นภาพถ่ายของเขาเพียงภาพเดียว (ไม่นับภาพวาดอีกหลายๆ ภาพ และภาพยนตร์ที่อิงกับชีวิตของเขา) ก็คงจะเดาได้ว่าข้อสันนิฐานข้างบนล้วนแต่เป็นความจริงทั้งนั้น

 

                                                     

                                                       ภาพจาก  chopinwithcherries.blogspot.com

        โชแปง คีตกวีผู้เป็นเอตทัคคะด้านเปียโนมีชื่อเต็มๆ เป็นภาษาโปแลนด์ว่า Fryderyk Franciszek Chopin (แต่ต่อมาเมื่อย้ายไปอยู่ที่ฝรั่งเศสก็เปลี่ยนเป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสคือ Frédéric-François Chopin แต่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Frederic Chopinหรือ ฟริเดริก โชแปง) เขาเกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ปี 1810 ณเมือง เซลาโซวา โวลา ซึ่งอยู่ตอนกลางของโปแลนด์ บิดาเป็นคนฝรั่งเศสที่เปลี่ยนสัญชาติมาเป็นคนโปแลนด์ ทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่วอร์ซอว์ ลีเซอุม ส่วนแม่เคยเป็นสาวใช้มาก่อน

       เขามีลักษณะเหมือนกับโมซาร์ทนั่นคือมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์ อายุเพียง 7 ขวบก็สามารถแต่งเพลงแบบ Polonaise        (คล้ายกับเพลงเต้นรำของโปแลนด์แต่จังหวะช้ากว่าเพียงเล็กน้อย) ได้ถึง 2 เพลง จนได้รับความสนใจจากสังคมชั้นสูงของโปแลนด์เป็นอย่างมาก (แต่กว่าผลงานจะถูกตีพิมพ์จริงๆ เขาก็อายุปาไป 15 ปี) บุคคลที่มีผลต่อชีวิตของโชแปงคือ ศาสตราจารย์และนักไวโอลินนามกระเดื่องคือ วิลเฮล์ม วูร์เฟล ซึ่งให้บทเรียนในการเล่นออร์แกนและเปียโนอันจะส่งผลต่อฝีมือของโชแปงในอนาคตอย่างมหาศาล ต่อมาโชแปงก็เข้าเรียนที่โรงเรียนวอร์ซอว์ลีเซอุม ที่บิดาเขาสอนอยู่ ณ ที่นั่นเขามักจะใช้เวลาปิดเทอมภาคฤดูร้อนไปพักผ่อนที่บ้านตากอากาศซึ่งเป็นของบิดาและมารดาเพื่อนตามชนบท และได้มีโอกาสซาบซึ้งกับดนตรีพื้นบ้านของโปแลนด์ ซึ่งเขาได้ประยุกต์กับดนตรีของเขาในภายหลัง

       โชแปงเดินทางไปกรุงเวียนนาในปี 1829 เพื่อแสดงดนตรีและได้เสียงตอบรับอย่างดี เป็นเรื่องที่ควรรู้ว่าในช่วงเวลานั้น เกิดการจลาจลของชาวโปแลนด์เพื่อยุติการตกเป็นเบี้ยล่างของรัสเซียอันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามรัสเซียกับโปแลนด์ที่กินเวลาหลายๆ เดือน ซึ่งสุดท้ายลงเอยโดยกองทัพรัสเซียบุกเข้ายึดกรุงวอร์ซอร์ เพื่อนๆ เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อร่วมกับกองทัพ ส่วนโชแปงได้รับการรบเร้าให้อยู่ต่อไปเพื่อศึกษาและแสดงดนตรี ถึงแม้เขาจะวิตกกังวลต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตนอย่างมาก

       8  เดือนต่อมาเขาได้กลับไปเปิดการแสดงที่กรุงวอร์ซอร์ บ้านเกิดด้วยเพลง piano Concerto in F Minor ในปี 1831  อาจเพราะทนความเย้ายวนของเมืองหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีและดนตรีไม่ไหว โชแปงเดินทางไปตั้งรกรากอย่างถาวรอยู่ที่ปารีส (หนังสือบางเล่มบอกว่าเขาคิดจะเดินทางต่อไปอิตาลี แต่เห็นว่าอิตาลีไม่ถูกกับออสเตรีย เลยเปลี่ยนการเดินทางไปฝรั่งเศสแทน) คีตกวีหนุ่มหาเลี้ยงชีพโดยการสอนดนตรี เล่นดนตรีตามบ้านของผู้มีอันจะกิน ถึงแม้เขาจะชอบการแสดงดนตรีเพียงอย่างเดียว

     ณ ที่นั่นเขากลายเป็นนักดนตรีมีชื่อเสียงและมีเพื่อนที่มีชื่อเสียงเหมือนกันหลายคนไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลงอุปรากรคือวิเซนโซ เบลลินีเจ้าของอุปรากรเรื่อง Norma  โรเบิร์ต ชูมานน์และฟรานซ์ ลิซต์ ซึ่งก็เก่งกาจในด้านเปียโนเหมือนกับโชแปง รวมไปถึงจิตรกรนามอุโฆษคือยูจีน เดลาครัวซ์ ชีวิตของเขาช่วงนี้ดูเหมือนจะเหมือนทางที่โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบ แต่ความจริงแล้วเขาพบว่าตัวเองป่วยเป็นวัณโรค (สำหรับยุคนั้นร้ายแรงมาก เรื้อรังและไม่หายและเสี่ยงต่อความตาย) ซึ่งเขาต้องต่อสู้กับมันจนวันสุดท้ายของชีวิต

     ปี 1836 โชแปง หมั้นลับๆ กับสาวน้อยอายุเพียง 17 ปีนามว่ามาเรีย วอดซินสกี แต่แล้วก็ต้องเลิกลากันไป วันหนึ่งในงานเลี้ยงที่จัดโดยภรรยาน้อยของลิซท์ โชแปงได้รู้จักกับจอร์จ แซนด์ นักเขียนสตรีที่นอกจากงานเขียนของเธอที่สร้างความฮือฮาแล้วยังเป็นรสนิยมที่ชอบแต่งชุดผู้ชาย แต่เธอหาใช่พวกรักร่วมเพศไม่เพราะก่อนหน้านี้มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับนักเขียนชายชื่อดังหลายคนของฝรั่งเศส

    โชแปงและแซนด์มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งถึง 11 ปีก่อนจะเลิกรากันไป เพราะแซนด์อ้างว่าโชแปงตกหลุมรักกับลูกสาวของเธอ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเขาทนกับการปฏิบัติอันเลวร้ายที่เธอมีต่อลูกสาวไม่ได้ กระนั้นในจดหมายของแซนด์ เธอกล่าวเป็นนัยๆว่าโชแปงเป็นพวกกามตายด้าน คือไม่ได้คิดจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงเลย เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนทั้งคู่คือการเดินทางไปพำนักที่มาฮอร์กา เกาะของสเปนแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในสภาวะที่กันดาร ไร้เครื่องอำนวยความสะดวกที่พวกเขาเคยมีอยู่ในปารีส ทั้งหนาวและสกปรกอันส่งผลให้สุขภาพของโชแปงย่ำแย่ลงถนัดตา ในที่สุดเขาก็ต้องถูกส่งกลับไปกรุงปารีส กระนั้นสุขภาพของเขาก็ไม่เคยฟื้นตัวอีกเลย

        โชแปงเสียชีวิตลงในปี 1849  สิริอายุเพียง 39 ปี ศพของเขาถูกฝังในสุสานแปร์ ลาเชสในกรุงปารีส ในงานมีการบรรเลงเพลงสวดศพหรือ Requiemของโมซาร์ทและมีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน แต่ก่อนตาย คีตกวีหนุ่มได้เขียนพินัยกรรมให้น้องสาวของเขานำเอาหัวใจจริง ๆ ของตนไปฝังไว้ที่กรุงวอร์ซอร์บ้านเกิดของตน

          ผลงานของโชแปงเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนไทยเพราะว่าเวลาซ้อมเปียโน มักจะใช้เพลงของเขาประเภทต่างๆเช่น Impromtu, Mazurka , Nocturnes Waltzes, Polonaise นอกจากนี้ยังมี Preludes Opus. 28 ทั้ง 24 ตอน (หนึ่งในนั้นมีตอนที่แสนไพเราะคือ หยาดฝนหรือ Raindrop) และ Etudes ที่ขาดเสียไม่ได้คือ Piano Concerto สองบท กับ Piano Trio และอื่นๆ อีกมากมาย

 

                                                                

                                                                           ภาพจาก devxstudiv.org

 

 

 

หวนคำนึงถึงคณะราษฎร (บทความภาษาอังกฤษ)

I remember reading the interview by the last promoter of คณะราษฏร (People's Party or PP) from the Sarakandee magazine ,probably a decade ago.At that time he was ageing , frail ,but still p

ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 3

เห็นกระแสแปนิคเมื่อหลายวันก่อน ทำให้นึกได้ว่าชาวโลกมีการคาดหมายหรือหวาดกลัวมานานแล้วว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มได้ตั้งแต่ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ นั่นคือการกลายเป็นศัตรูระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันแบบหลวมๆ ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ การสิ้นสุดของสงครามได้ทำให้ฝ่า