บันทึกจากห้องเยี่ยมฯ บทที่ 1 : การพบกันครั้งแรก


น่าจะราวๆกลางเดือนกันยาปีที่แล้ว รุ่นพี่นักกิจกรรมคนนึงได้ชวนผมเป็นอาสาสมัครเยี่ยมนักโทษการเมือง ผมฟังแล้วสนใจก็เลยตอบตกลงไป
หลังจากหารือกันอยู่พักใหญ่ เราก็ตกลงที่จะให้ผมรับผิดชอบเคสคุณจันทนา วรากรสกุลกิจ หรือซี ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองอาวุธสงคราม โดยศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อเดือนกันยายน 2558 ให้จำคุก 27 ปี 9 เดือน (
ดูรายละเอียดที่นี่)

ผมไม่รู้จักแกมาก่อน จำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงตัดสินใจรับเคสแก ที่จำได้ก็คือคิดว่าเอาคนที่ญาติไม่ค่อยสะดวกมาเยี่ยมมาก่อนก็แล้วกัน

พอรู้ว่าจะเยี่ยมใคร หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการทำเรื่องเยี่ยม 
คือมันไม่ใช่ว่าใครนึกจะไปเยี่ยมก็ได้หรือไปทำเรื่องเอาเดี๋ยวนั้นแล้วจะได้เยี่ยมเลยนะครับ

ตามที่ผมเข้าใจก็คือเรือนจำหญิงเขามีกฎอยู่ว่าผู้ต้องขังแต่ละคนสามารถแจ้งชื่อคนที่จะมาเยี่ยมได้แค่ 10 คนเท่านั้น และขั้นตอนการเพิ่มชื่อหรือเปลี่ยนชื่อคนเยี่ยมก็อย่างน้อยๆใช้เวลาเป็นเดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น
อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะว่ากฎนี้มันมีขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไรนอกจากสร้างความลำบากให้กับผู้ต้องขังและญาติหรือเพื่อน 

คือคนเราโดยส่วนใหญ่มีญาติหรือเพื่อนเกิน 10 คนอยู่แล้ว ต่อให้จำนวนคนที่นับเราเป็นญาติหรือเป็นเพื่อนน้อยลงหลังจากมีสถานะเป็นผู้ต้องขังก็เหอะ
หรือว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำมีน้อยกว่านี้?

แล้วเท่าที่ทราบมาเรือนจำชายไม่มีกฎบ้าๆอันนี้นะ เลยยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ว่ามีกฎแบบนี้มาทำไม เหตุผลคืออะไร

ในการทำเรื่องเยี่ยม เนื่องจากผมกับแกไม่รู้จักกันมาก่อนผมเลยต้องให้คนอื่นที่รู้จักกับแกเขียนจดหมายไปบอกแกก่อน จากนั้นราวกลางเดือนพฤศจิกา ผมถึงได้เอาสำเนาบัตรประชาชนไปฝากให้แกเพื่อใช้ทำเรื่องให้ผมมีสิทธิ์เข้าเยี่ยม กว่าเรื่องจะเรียบร้อยก็ปาเข้าไปกลางเดือนธันวาซึ่งก็พอดีกับที่ผมต้องไปทำงานต่างจังหวัดเลยทำให้ยังไม่ได้เยี่ยม  (อันนี้เข้าใจว่าเร็วแล้วนะครับ ใช้เวลา 1 เดือนเป๊ะๆ)

23 มกรา คือวันแรกที่ผมได้ไปเยี่ยมแก
และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำคนเดียว ก็เงอะๆงะๆพอสมควร 
แถมยังเจอเจ้าหน้าที่ตรงล็อคเกอร์กวนตีนใส่เอาอีกต่างหาก

ที่ขลุกขลักที่สุดก็คือผมไม่ได้เอากระดาษปากกาเข้าไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าเขาให้เอาเข้าไปได้
เรื่องที่จะไปบอกหรือถามก็ใช้วิธีจำเอา เรื่องที่แกเล่าหรือตอบกลับมาก็ต้องจำมาอีกเหมือนกัน ซึ่งผมบังเอิญเป็นคนที่ความจำไม่ดีเท่าไหร่ซะด้วย แถมยังมีศัพท์เทคนิคอีกต่างหาก

แต่เรื่องนึงที่จำได้และอยากจะเล่าก็คือ แกมีปัญหาสุขภาพ มีอาการปวดท้อง ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร ถ้าจำไม่ผิดหมอนัดตรวจเมื่อวาน (6 ก.พ.)
ซึ่งก็หวังว่าแกจะไม่เป็นโรคอะไรร้ายแรง

ส่วนเรื่องที่ลืมถาม หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องเขียนบล็อคนี่แหละ
อันนี้ผมตั้งใจแต่แรกอยู่แล้วว่าอยากจะเขียน ด้วยเหตุผลทั้งในแง่ของการที่อยากจะบันทึกสิ่งที่ได้ไปเจอหรือได้ยินมา รวมถึงเพื่อเล่าสู่กันฟังสำหรับคนที่สนใจ
นอกจากนั้นก็เผื่อว่าตัวพี่ซีเองแกจะมีอะไรที่อยากจะสื่อสารกับสังคมข้างนอกด้วย

จนตอนไปเยี่ยมครั้งที่ 2 ผมถึงได้ถามแก 
และแน่นอน แกโอเค ถึงได้มีบล็อคนี้เกิดขึ้นมา

2 ก.พ. ผมไปเยี่ยมแกเป็นครั้งที่ 2
คราวนี้ไม่มีเรื่องขลุกขลักอะไรแล้ว แล้วคราวนี้ผมก็เตรียมปากกากระดาษไปพร้อมด้วย
ส่วนเจ้าหน้าที่คนที่เคยทำท่ากวนตีนก็ยังกวนตีนเหมือนเดิม เพียงแต่คราวนี้ผมเริ่มสงสัยว่าเขาอาจจะแค่สมองช้า ไม่ได้มีเจตนากวนตีนก็ได้ ซึ่งอันนี้ก็ต้องดูกันต่อไป

กลับมาเรื่องพี่ซี เรื่องนึงที่แกฝากกลับมาก็คือ ตอนนี้ราคาสินค้าข้างในขึ้นราคาเกือบทุกอย่าง 
และแกบอกว่าสินค้าที่ราคาขึ้นเยอะสุดก็คือลูกชิ้นสาหร่าย ขึ้นมา 20 บาท จาก 130 เป็น 150 
คือขึ้นทีเดียว 15% กว่าๆเลย 

ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับว่าราคาขนาดนี้ถุงนึงมันมีกี่ลูกหรือน้ำหนักเท่าไหร่
แต่ก็ตกลงกันว่าเดี๋ยวแกจะไปเช็คข้อมูลตรงนี้อีกที รวมถึงราคาสินค้าอื่นๆด้วย เพื่อจะได้เอามาเทียบกับราคาข้างนอก

ผมเข้าใจผู้ต้องขังมีทางเลือกในการซื้อของไม่น่าจะมาก การขึ้นราคาของพวกนี้ยังไงก็กระทบกับผู้ต้องขังโดยตรง แล้วผู้ต้องขังนี่แทบไม่มีรายได้นะครับ งานที่ทำที่ออกมาเป็นสินค้าต่างๆของราชทัณฑ์นี่เข้าใจว่าก็จ่ายเป็นค่าแรงให้ผู้ต้องขังน้อยมากๆจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นผู้ต้องขังที่ครอบครัวมีฐานะยากจนได้รับความเดือดร้อนแน่ๆ

พูดถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงคนที่เชียร์โทษประหารที่ชอบบอกว่าขังผู้ต้องขังไปก็เปลืองข้าวเปลืองน้ำ อันนี้อยากจะบอกว่าผู้ต้องขังเขาก็ไม่ได้กินอยู่ฟรีๆนะครับ เขาต้องทำงานให้ราชทัณฑ์ แล้วค่าตอบแทนต่ำมากซะด้วย
(TCIJ เพิ่งลงบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ คำที่น่าสนใจสำหรับผม เช่น "แรงงานทาส", "โรงงานนรก"
คลิกอ่านได้ที่นี่)

ตอนผมถามพี่ซีเรื่องรายได้ (ซึ่งแทบไม่มี) จากงานที่ได้ทำไป แกตอบมาประมาณว่า "ก็ไม่คิดอะไรมาก ถือว่าเป็นค่าข้าวค่าน้ำให้หลวงแค่นั้นเอง"