ณัฎฐพัชร์-มหาหิน 1 เดือน สำหรับความรัก 2 ปี แห่งการลงทัณฑ์

7 March, 2017 - 23:39 -- gadfly

อีกไม่กี่วันก็จะครบสองปีแล้วที่ "ณัฏฐพัชร์  อ่อนมิ่ง" ผู้ต้องขังหญิงในคดีปาระเบิดศาลอาญาต้องถูกจำกัดเสรีภาพอยู่ในทัณฑสถานหญิงกรุงเทพ 

ผมยังนึกถึงวันแรกที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเธอที่เรือนจำได้ 

"อ้ายๆ ถ้าได้เมื่อบ้าน ซื้อหอยจูบให้หนูซักสองโลแหน่ " เธอรีบกล่าวกับผมเมื่อผมได้แนะนำตัว บอกเล่าแลกเปลี่ยนประวัติพื้นเพ 

ผมเริ่มลำบากใจ และเดาว่าเธออาจชอบกินอ่อมหอยจูบ(หอยขม)ใส่ผักอีเลิด(ใบชะพลู) ความจริงมันหาไม่ยากในเมืองที่มีคนอีสานอาศัยอยู่เกินครึ่ง ลำบากก็แต่ว่าผมจะส่งอาหารเลิศรสข้ามกำแพงสูงไปให้เธอได้อย่างไร

ผมออกตัวว่าผมไม่ได้กลับบ้านที่อีสานบ่อยนัก เธออาจเห็นสีหน้าสงสัยผสมกับความลำบากใจของผม เธอจึงขยายความว่า เธอต้องการทำบุญ อยากปล่อยหอยขม เธอคิดว่ามันจะทำให้ชีวิตดีขึ้น. แต่หลังจากที่เธอถูกจับกุมเมื่อ 16 มีนาคม 2558 ไม่มีญาติพี่น้องมิตรสหายมาเยี่ยมให้เธอไหว้วานในสิ่งที่เธอปรารถนาได้เลย

ณัฏฐพัชร์  เล่าให้ผมฟังว่าเธอเกิดที่ อ. ม่วงสามสิบ อุบลราชธานี ตามหลักฐานการจับกุม ระบุว่าเธออายุ 57 ปี แต่เธอบอกว่าเธออายุเพียง 47 ปีเท่านั้น เธออธิบายว่า ตอนที่เธอจบ ป. 4 เธอต้องการเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เธอจึงขอใช้บัตรประจำตัวประชาชนพี่สาวที่มีอายุมากกว่าเธอสิบปี แล้วเธอก็ใช้ไอดีนี้เรื่อยมมา เธออยู่กินเป็นสามีภรรยากับ มหาหิน

ก่อนถูกจับกุม ณัฎฐพัชร์ อ่อนมิ่ง ทำงานอยู่ 4 chanel โดยทำหน้าที่นั่งเป็นเพื่อนกับดีเจผู้จัดรายการตลอดช่วงเวลาที่มีการจัดโดย นิคม บุญวิเศษ เป็นนายทุน ทำงานผ่านไปสามเดือน นายจ้างจึงตกลงจ้างเธอเป็นเงิน 15,000 บาท/เดือน. เธอบอกว่า บุคลิกเธอเป็นคนแข็ง ไม่กลัวใคร เจ้าของสถานีจึงตกลงว่าจ้าง

ในวันเกิดเหตุ ใหญ่ พัทยา ซึ่งเป็นคนที่เธอระบุว่าเป็นเหตุแห่งปัญหา ได้มาหา องค์ดำ และมหาหิน  ใหญ่เข้ามาคุยกับ องค์ดำ และมหาหิน โดยที่เธอได้เดินลงไปข้างล่างอพาร์ทเมนต์ที่เธอพัก เธอเดินกลับขึ้นมาเมื่อชายทั้งสามคนคุยกันเป็นที่เรียบร้อย มหาหินสามีของเธอบอกว่าจะออกไปทำงาน องค์ดำยังขอยืมเงินเธด้วย เธอได้ให้ไปประมาณ สองร้อยกว่าบาท เธอบอกว่าอยู่ด้วยกันองค์ดำยืมเงินเธอใช้เป็นประจำ

ยังคงเหลือแต่ใหญ่พัทยาที่ยังนั่งอยู่ในห้องของเธอกับ ธัชพรรณ ปกครอง ภรรยาของ องค์ดำ  หลังเกิดเหตุ ที่ศาลอาญา ใหญ่ พัทยา ได้แจ้งกับเธอว่า สามีของเธอกำลังถูกไล่ล่า และต้องการพาเธอและ ธัชพรรณภรรยาของ องค์ดำหลบหนี

เธอบอกว่าเธอไม่ชอบและไม่ไว้ใจใหญ่พัทยาจึงได้ขอแยกทางและเธอกับธัชพรรณภรรยาขององค์ดำไปพักที่บ้านของแม่ของภรรยาองค์ดำ

เธอกับธัชพรรณ หญิงวัยยี่สิบที่อุ้มท้อง 5 เดือน ถูก จนท. ตำรวจทหารจำนวนมากบุกเข้าทำการจับกุมตัวในช่วงเวลา ตีสาม ของวันรุ่งขึ้น

ผมถามเธอว่าทำไมถึงไม่หนี เธอบอกว่า จนท. ตร.  ที่ทำการสอบสวนเธอก็ถามเธออย่างนี้ ซึ่งเธอก็ตอบว่า

"ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ก็เลยไม่ได้หนี. แต่ถ้ารู้ว่าไม่หนีแล้วต้องถูกจับมาติดคุกอยู่อย่างนี้ ก็คงจะหนีไปนานแล้ว"

ถามถึง มหาหิน ชายวัย 35 ปี  สามีของเธอ ชายชื่อโหดที่โดนคดีโหด  ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เธอเล่าว่า สามีของเธอไม่ได้เป็นคนโหดร้ายแต่เป็นคนซื่อๆ บวชเรียนมานานถึงห้าปี ชอบอ่านหนังสือติดตามการเมือง สิ่งที่เธอบอกเล่าตรงกับปากคำของนกแดง นักกิจกรรมเสื้อแดง ที่เคยบอกผมว่ามหาหิน ไม่ใช่คนโหดร้าย

"มันซื่อๆบื้อๆ  มันไปอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ เคยพักอยู่ด้วยกันกับนก ไม่มีอะไรกิน มันก็ไปหาเก็บผักเก็บหญ้า จับปลามากินพอไม่ให้อดตาย"

ณัฎฐพัชร์ เล่าให้ฟังต่อว่า มหาหิน สามีของเธอโดนจับ แล้วก็โดนซ้อมจนฟันหัก. เมื่อผมถามเธอว่าเธอโดนทำร้ายร่างกายหรือไม่ เธอบอกว่าในระหว่างการสอบสวน เธอโดนเอาหลอดไฟที่ให้ความร้อนถึงสี่หลอดส่องรอบตัวเธอ เธอโดนสอบในลักษณะนี้รวมทั้งสิ้นสี่วัน

ปัจจุบันสายตาของเธอเริ่มพร่า เริ่มมองอะไรไม่ชัด เธอบอกว่าเป็นผลมาจากการสอบสวนที่ยาวนานในครั้งนั้น 

ผมถามว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงสนใจเธอ เธอบอกว่า เป็นเพราะเธอมีนามบัตรที่ พลเอก ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เซ็นสลักหลังไว้ให้ ทหารจึงเข้าใจและต้องการโยงเธอให้ถึงตัวของ ชัยสิทธิ์. เธอฝากบอกผมออกมาถึงคนข้างนอกว่า เธอไม่ได้ให้การซัดทอดใครเลย เพราะเธอก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรมากมาย กับพลเอกชัยสิทธิ เธอเคยเอาสมุนไพรบำรุงสุขภาพเข้าไปส่งให้ในบ้านเท่านั้น

เธอบ่นว่าการมีชื่อของเธออยู่ในกลุ่มไลน์กลุ่มต่างๆก็เป็นเพราะมหาหินแอดเธอเข้ากลุ่มไป กลุ่มไหนที่มหาหินอยู่ มหาหินก็จะลากเอาเธอเข้าไปอยู่ในกลุ่มด้วย เธอบอกว่ามหาหินอยากให้เธอได้อ่านเพื่อมีส่วนในการรับรู้

ผมถามว่าเธออยู่กินกับมหาหินนานรึยัง? เธอบอกว่า เธออยู่กินกับมหาหินตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558  ผมถามย้ำด้วยความแปลกใจ (แอบคิดในใจไปด้วยว่า จะมีผู้ชายคนไหนจำวันเวลาอะไรพวกนี้ได้บ้างวะ) เธอยืนยันว่า เป็นวันปีนั้นจริง มันเป็นวันที่เธอกับมหาหินเดินทางมาร่วมกิจกรรมเรื่องขายอาหารสุขภาพที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่ จนท. ขยายผลโดยระบุว่าเป็นวันที่ประชุมเตรียมการและได้ทำการจับกุมชาญวิทย์ สรรเสริญ และพวกไปอีกจำนวน 5 คน

เธอบ่นว่าถ้าเธอกับมหาหินไม่กลับลงมากรุงเทพอีก ชะตากรรมของเธอและเขาก็คงจะไม่เป็นเช่นนี้

ตลกร้ายก็คือ นับจากวันที่เธออยู่กินกับมหาหินจนถึงวันที่เกิดเหตุการณ์รวมแล้วแค่หนึ่งเดือนกับอีกไม่กี่วัน  นี่แม่งเป็นแค่ฮันนี่มูนเท่านั้นเอง เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่แสนสั้น เมื่อเทียบกับความมืดมนในชีวิตที่ตามมามากมายและดูเหมือนจะไม่มีจุดจบ

ผมถามเธอต่อเรื่องครอบครัว เธอบอกว่า เธอเคยแต่งงานมีลูกแล้ว ตอนนี้ลูกชายเธออายุ21ปี เรียนจบแล้ว อยู่ที่หินกอง สระบุรี. เธอแยกทางกับสามีเธอเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกับทั้งสามีและลูกชายของเธออีก. เธอจำเบอร์โทรของใครไม่ได้เลย เบอร์ของทุกคนถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์ที่ จนท. ยึดไป เธอมีน้องสาวชื่อ พัชรินทร์ อ่อนมิ่ง พักอยู่ เอกชัย32 บางบอน มีสามีเป็นตำรวจ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ นิคม บุญวิเศษ นายจ้างของเธอเองก็ต้องหลบออกนอกประเทศ เนื่องจากเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับการชุมนุมที่อักษะ 

เธอเล่าว่าช่วงแรกที่เธอถูกจับกุม นักข่าวคนหนึ่งเล่าว่า น้องสาวของเธอมาหาแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้พบบ นักข่าวคนนั้นบอกเธอว่าน้องสาวของเธอร้องไห้

ถามเรื่องความเป็นอยู่ในเรือนจำ เธอเล่าให้ฟังว่าเธอไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากเลยนับตั้งแต่วันที่เธอถูกนำเข้ามาขังไว้ในนี้ ค่าใช้จ่ายภายในเรือนจำ เธอต้องใช้วิธีรับจ้างนวดให้กับผู้ต้องขังด้วยกัน ผมถามว่ารายได้ดีไหม บรรยากาศพูดคุยแบบปกติเปลี่ยนไป เธอเริ่มร้องไห้ เธอบอกว่านวดครั้งละยี่สิบบาท เธอนวดได้แค่วันละสองครั้งเนื่องจากว่าเธอเมื่อยและเจ็บมือมาก สรุปคือเธอมีรายได้วันละสี่สิบบาทเท่านั้นในเรือนจำ

ก่อนที่การพูดคุยของเราจะยุติ เธอถามผมว่า สภาพการข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง ใกล้จะได้เลือกตั้งหรือยัง ผมตอบเธอไปตามตรงว่าดูจากสถานการณ์แล้ว น่าจะยังไม่มีความหวัง ผมเห็นตาของเธอหลุบลง

เธออาจผิดหวังเพราะว่ายังไม่เห็นทางที่บ้านเมืองของเธอจะกลับคืนสู่ระบบประชาธิปไตยได้เมื่อไหร่ หรืออาจเป็นเพราะเธอคาดหวังว่าน่าจะมีความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมมากกว่านี้ หากบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

หมดเวลา สัญญาณโทรศัพท์ที่เราใช้สื่อสารกันโดนตัด ผมลุกขึ้นยืน หันหน้าออกจากห้องไม่ยอมที่จะหันกลับไปมองหน้าของเธออีก ในความทรงจำ ผมมีภาพผ่านลูกกรง ภาพผ่านกระจกหนาที่กั้นมนุษย์ออกจากกัน ที่กีดกั้นเสรีภาพออกจากมนุษย์มาอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วนแล้ว

เราแยกจากกัน เธอต้องกลับเข้าไปเผชิญกับโลกภายใน ส่วนผมต้องออกมาเผชิญกับโลกภายนอก ที่จริงแล้วมันอาจโหดร้ายไม่ต่างกัน



ปล.
1. ผมทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ผมซื้อหอยขมมาปล่อยให้เธอหลายกิโลแล้ว แต่โชคชะตาของเธอก็ยังเลวร้ายเหมือนเดิม

2. ทราบจากทนายความท่านหนึ่งว่า คดีของเขาและเธอผู้ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำเป็นไปอย่างล่าช้า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ซึ่งมีทั้งสิ้น 87 ปาก ซึ่งเวลาผ่านมาเกือบสองปีแล้ว แต่สามารถสืบพยานโจทก็ได้เพียง  5 ปาก เท่านั้น ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะใช้เวลาอีกน่าเท่าไหร่จึงจะสืบพยานแล้วเสร็จ  



ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

คุยกับแม่สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ต้องหาสูงวัย คดีปาระเบิดลานจอดรถศาลอาญา

ให้ประกันสาวท้อง 7 เดือน คดีปาระเบิดศาลอาญา

คดีปาระเบิดศาลอาญา

แค่หมุดคณะราษฎร จะอะไรกันนักกันหนา...?

18 April, 2017 - 11:50 -- gadfly


กรณีหมุดคณะราษฎรที่ผ่านมาผมโพสต์เฟซบุ๊กเล่นๆ แบบฮาๆ แต่ก็เริ่มรู้สึกว่ามันอาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน