omaijattava's picture

<p>&nbsp;</p> <p style="margin-bottom: 0cm"><strong><span>เดินเล่นในเรื่อง</span></strong></p> <p style="margin-bottom: 0cm">&nbsp;</p> <p style="margin-bottom: 0cm"><span>อยากให้คนอ่านรู้สึกเหมือนเดินเล่นอยู่ในเรื่อง แม้บางครั้งเรื่องอาจไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และไม่อาจมองหรืออ่านเล่น ๆ </span></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><span>ด้วยความรู้สึกว่าเรื่องที่ไม่ใช่เล่น ๆ นั้น หากเรามองในอารมณ์เดินเล่น เราอาจได้มุมมองที่ต่างออกไป ด้วยสมมุติฐานว่า เรื่องเดียวกัน มองให้ดีก็ได้ มองให้ร้ายก็ได้ </span></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><span>เหมือนคนใส่แว่น ถ้าแว่นตาเลอะโลกที่มองเห็นก็เป็นภาพเลอะ ๆ </span></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><span>ถ้าแว่นใสสะอาด อาจมีส่วนทำให้ภาพตรงหน้าสดใสขึ้นมาได้บ้าง </span></p> <p style="text-indent: 1.27cm; margin-bottom: 0cm; margin-left: 1.27cm">&nbsp;</p> <p style="margin-bottom: 0cm"><span>เพื่อให้คนอ่านเพลิดเพลินกับการเดินเล่นในเรื่อง จึงมีภาพเป็นเพื่อนเดินเล่นด้วยค่ะ</span></p> <p style="text-indent: 1.27cm; margin-bottom: 0cm; margin-left: 1.27cm">&nbsp;</p> <p style="margin-bottom: 0cm">&nbsp;</p> <p style="margin-bottom: 0cm"> <p style="margin-bottom: 0cm">&nbsp;</p> </p> <p style="margin-bottom: 0cm">&nbsp;</p> <p style="margin-bottom: 0cm">&nbsp;</p>

บล็อกของ omaijattava

แฮรี่ พ็อตเตอร์

0

ในที่สุดก็มาถึงวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าฉันติดตามหนังสือเล่มนี้มาถึงเจ็ดปี จำได้ว่าวันแรกที่อ่าน รู้สึกอิ่มเอม มีความสุข ไม่อยากไปไหน อยากอยู่ในโลกของคนขี่ไม้กวาด เสกคาถา ในโลกที่ตอบสนองจินตนาการที่ขาดหายไปในวัยเด็ก

คุยกับเพื่อน ๆ ที่ติดแฮรี่ พ็อตเตอร์ ว่าอ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ฟังนิทานก่อนนอนในวัยเด็ก ความที่หนังสือเล่มหนาทำให้อ่านวันเดียวไม่จบ และความที่เนื้อหาเหมือนขนมอร่อยที่มีจำนวนจำกัด จึงอยากค่อย ๆ ละเลียดกินทีละน้อย  อ่านแล้วไม่อยากให้จบ อยากกลับบ้านไปนอนห่มผ้าอ่านต่อ เป็นแบบนี้มาเจ็ดปี!

ปีนี้อ่านจบลงในวันเดียว แล้วรีบโทรไปบอกเพื่อนว่า มันส์เป็นบ้าเลย สู้กันทั้งเรื่อง เพื่อนบอกว่าไม่ต้องเล่า แต่มีพี่บางคนบอกให้เราเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วบอกว่า ม่วนดี!

ฉันชอบแก่นเรื่องง่ายดาย ที่พระเอกเกิดจากความรัก เป็นเด็กชายผู้รอดชีวิตมาด้วยความรักของแม่ ที่เวทมนต์อันโหดร้ายไม่อาจกล้ำกรายได้  ขณะที่ตัวร้ายไม่เคยถูกรัก  หนังสือแสดงให้เห็นว่าความรักของแม่ และรวมถึงความรักในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญ มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ และมนุษย์หรือพ่อมดก็แพ้ชนะกันด้วยพลังแห่งรักอันเป็นฐานสำคัญในหัวใจ อาวุธ เวทมนต์ พลังฝีมือ ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรม เป็นเครื่องมือในการดำรงกาย หากความรักต่างหากคือ เนื้อหาที่แท้จริงของชีวิต

2

ความเป็นแม่หรือเปล่าไม่รู้ ที่ทำให้เธอเข้าถึงจินตนาการของเด็ก ๆ และเป็นจินตนาการที่ผู้ใหญ่ก็เสพได้อย่างเช่นกัน

อ่านจบแล้ว...

สุดยอดกระบวนวิชาของแฮรี่ พ็อตเตอร์ ดูคล้าย ๆ กับโกว้เล้ง คือ “กระบี่อยู่ที่ใจ”

แต่ใจที่จะบรรจุกระบี่ได้ ต้องผ่านการเทรนมาจากพ่อแม่ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ รัก และมีเหตุผล มีวุฒิภาวะอย่างเพียงพอ ที่จะส่งลูกเข้ามาใช้กระบี่ในทางที่ถูกที่ควรได้  เพราะจอมมารในโลกของความเป็นจริงนั้น บางครั้งอาจอยู่ในรูปของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ร้านโชว์ไม่ห่วยที่ผุดขึ้นรอบบ้าน ความเจริญทางวัตถุที่ลดทอนอำนาจการต่อต้านในหัวใจ เด็กควรจะรู้เท่าทันว่าสิ่งใดคือเวทมนต์ที่กำลังดูดกลืนวิญญาณของตน และชักกระบี่ออกมาต่อสู้กับมันให้ได้

และจอมมาร บางครั้งก็อยู่ในรูปแบบของคนที่เราไม่อาจเอ่ยชื่อได้ อยู่ในภาวะคลุมเครือ สังคมอับทึบ มีรังสีของการบังคับควบคุมและดูดกลืนความสุข ดื่มกินความสิ้นหวังเป็นอาหาร ยิ่งผู้คนสิ้นหวังเท่าไร จนหมดไปจากสังคมได้ จอมมารดูจะยิ่งอิ่มเอมมากเท่านั้น

สังคมที่สิ้นหวัง...
ฟังดูคุ้น ๆ นะ

 

หรือไม่ใช่แค่กระทงที่หลงทาง

เทศกาลโคมลอยผ่านไปอย่างท้าทายภาวะโลกร้อนที่คนทั้งโลกต่างพากันหวั่นวิตกอยู่ในขณะนี้ ประเพณียี่เป็ง หรือลอยกระทงของคนไทยเพิ่งผ่านไป...

เมืองเชียงใหม่มีโคมลอยเป็นเอกลักษณ์  และเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของประเพณีนี้ จนคนทั่วประเทศนำการปล่อยโคมไปใช้ในงานต่าง ๆ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ภาพโคมนับร้อยนับพันที่ปล่อยขึ้นฟ้า แสงไฟระยิบระยับ เป็นความงามอันต้องตาต้องใจผู้คน เป็นภาพประทับใจนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นจุดขาย  ปีนี้มีการปล่อยโคมที่ข่วงประตูท่าแพ กลางเมืองเชียงใหม่ พันห้าร้อยลูกเพื่อถวายพ่อหลวง  ยังไม่นับการปล่อยทุกปีที่แม่โจ้ และตามถนนหนทางต่าง ๆ แม้แต่ถนนนิมมานเหมินท์

จากวิถีชีวิตของชาวบ้านกลายเป็นวิถีชีวิตของการท่องเที่ยว  ปีที่แล้วฉันขายโคมลอยได้เงินมามากอย่างไม่น่าเชื่อ และพบว่าหลังจากนั้นไม่นาน เมืองเชียงใหม่ตกอยู่ในภาวะหมอกควันพิษ จาการเผาไหม้สิ่งต่าง ๆ ที่ตามมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งควันเหล่านั้นมาจากโคมลอยด้วย เนื่องจากพื้นที่เชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะ ควันลอยขึ้นไปยังไม่ทันพ้นเมือง ก็โดนมวลอากาศเย็นกดทับลงมา ควันพิษจึงลอยไปไหนไม่ได้

เดิมชาวเหนือปล่อยโคมลอยเพื่อนมัสการพระธาตุจุฬามณีบนสรวงสวรรค์  ลอยกระทงเพื่อบูชาพระแม่คงคา บนพื้นที่ที่ไม่มีแม่น้ำจึงมีปล่อยโคมลอยแทน  การปล่อยโคมของชาวบ้านนั้น เพื่อนชาวเหนือเล่าว่า เขาจะแบ่งเขตในหมู่บ้าน แต่ละเขตจะร่วมมือร่วมใจกันทำโคมขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วร่วมกันปล่อยโคมบูชาฟ้า  

ไม่ได้ปล่อยเป็นบ้าเป็นหลังบูชาการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้  ปีนี้ฉันไม่ซื้อโคมมาขาย เพราะตระหนักถึงภาวะโลกร้อน ที่ควรเป็นภาวะแห่งโลก และทุกคนควรตระหนักอย่างยิ่ง แต่จุดขายทางการท่องเที่ยวก็ยังชนะเหมือนเดิม

ถ้าเรารักโลก โลกก็รักเรา  การปล่อยโคมลอยปีนี้มีสัญญาณเตือนจากฟ้ามาถึงผู้บริหารเมือง เมื่อนายกเทศมนตรีสาวปล่อยโคมลอยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจากการจัดขึ้นเพื่อให้เป็นจุดเด่นในพิธีกรรมทางการท่องเที่ยว ภาพข่าวที่ควรจะสวยสดงดงาม เป็นการเปิดฤดูการท่องเที่ยวไฮซีซันปีนี้  จึงกลายเป็นภาพขึด (อัปมงคล) เมื่อโคมยักษ์นั้นลอยขึ้นไปไม่ถึงไหนก็ร่วงตกลงมาโดนยอดเจดีย์ขาว เจดีย์คู่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่หน้าเทศบาลหักลงมา สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับชาวบ้านยิ่งนัก

หรือนี่คือเสียงเตือนจากผีบ้านผีเมือง จากฟ้า ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณควรจะหันกลับมามองความเป็นจริงตรงหน้า  มองชาวบ้านที่หลับตาลงอย่างหวาดกลัวกับเทศกาลยี่เป็ง กลัวว่าโคมลอยจะตกลงหลังคาบ้าน (เฉพาะวันที่ 24 พ.ย.50 ไฟไหม้จากเหตุโคมลอย 17 จุด ในเมืองเชียงใหม่) ไฟไหม้บ้านทีก็ไม่รู้จะจับมือใครดม ทั้งที่เป็นอาญาแผ่นดิน ไม่นับเสียงประทัดใหญ่น้อยที่ดังจนกลายเป็นเชียงใหม่ในสงคราม หมาแมวนอนสะดุ้งกันทุกคืน

ประเพณีบูชาฟ้า บูชาน้ำอันงดงามของชาวเหนือหายไปไหนหมด

ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องปิดเสียงการท่องเที่ยวลงบ้าง และหันมามองดูโลกแห่งความเป็นจริงที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้.

ภาพประกอบ  ดูในนี้ค่ะ http://www.cm108.com/news2web/yeepeng.php

ลมหนาวมาแล้วมาแอ่วเจียงใหม่

วันนี้อากาศเย็น ปลายเดือนพฤศจิกายน 2550 เมืองเชียงใหม่เริ่มคึกคัก แต่ก็ยังดูเหงากว่าปีที่แล้ว ซึ่งงานพืชสวนโลกสร้างปรากฏการณ์คนไหลมาให้กับเมืองจนถนนทรุด เป็นฟองสบู่ฟองใหญ่ที่ดึงนักลงทุนท้องถิ่นรายย่อยให้เข้าไปลงทุนกับตัวล่อคือนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้ามาในเมือง

สะท้อนความอ่อนด้อยของประชาชน การขาดการศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ ทำให้หลงคำโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนบริเวณหน้าสถานที่จัดงาน ขณะที่ปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสถานที่ ราคาค่าเข้าชม ทำให้เป็นตัวแบ่งระดับฐานะของนักท่องเที่ยว คือต้องมีเงินเท่านั้นจึงจะเข้าชมได้ ตั้งแต่เงินค่ารถมา ค่าเข้าชม และสถานที่อันกว้างใหญ่ไพศาลทำให้คนเข้าชมเหนื่อยหมดแรง เกินกว่าจะออกมาเดินช็อปปิ้งได้ เพราะแค่ทางเดินออกจากประตูก็เล่นเอาขาลาก และขาที่ลากมาขึ้นรถนั้นก็ผ่านร้านของที่ระลึกอันละลานตา พอถึงรถก็หมดแรงพอดี

ร้านอาหารไกลปืนเที่ยงแต่มีแรงดึงดูดพอ ก็รับนักท่องเที่ยวกันไม่หวาดไม่ไหว คนต่างถิ่นมาเชียงใหม่ก็ต้องการมาดู มาชม มาดื่มกิน และสูดกลิ่นความเป็นเชียงใหม่ วัฒนธรรมเชียงใหม่

ปีนี้เมืองเชียงใหม่ไม่มีแรงดึงดูดพอสำหรับนักท่องเที่ยว สวนราชพฤกษ์เปิดให้บริการอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไร้งบพีอาร์ มีผู้ว่าไปตัดเค้กวันเกิดพืชสวนโลก ขณะเพื่อน ๆ ยังชวนกันไปลอยกระทงที่บ้านแม่เหียะใน หมู่บ้านตกสำรวจในเขต อ.เมือง ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

เปิดสวนคราวนี้ป้านวล ป้าข้างบ้านไปเที่ยวก่อนเพื่อน บอกว่าขึ้นรถเมล์สาย 3 ที่หน้าปากซอย 15 บาท เอาน้ำใส่กระติกไปกิน ค่าเข้าชมไม่เสีย แต่เสียค่ารถนำชมสวน 20 บาท ป้านวลบอกก็ม่วนดี รู้สึกว่ามีที่สวย ๆ มีต้นไม้ที่เขียวแล้ว เพราะได้น้ำมาฝนหนึ่ง ชาวบ้านไปเที่ยวกันเยอะ เพราะรู้สึกว่าเป็นที่ของเราแล้ว

ยี่เป็ง หรือลอยกระทงรออยู่ในวันนี้วันพรุ่ง ดูจากยอดการจองโต๊ะ พบว่าคนมากระจุกอยู่ที่วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน มากที่สุด เนื่องจากเป็นวันเสาร์ และวันลอยกระทงไม่ใช่วันหยุดราชการ ตรงวันเสาร์ให้ก็ดีเท่าไรแล้ว ประกอบกับตรงกับวันประสาทปริญญาบัตรของบัณฑิตมหาวิทยาลัยพายัพ ผู้คนจำนวนมากแย่งจองโต๊ะอาหารตามร้านริมแม่น้ำ

แต่แปลกที่ปีนี้ฉันไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศนี้สักเท่าไร อาจเพราะเหนื่อยมาทั้งปี จำได้ว่าลอยกระทงปีที่แล้วเม็ดเงินสะพัดระดับนักร้องออกเทปเปล่าก็ขายได้ ฉันทำรายได้จากการขายไฟเย็นและโคมลอยจำนวนมาก ทำงานสามเดือนมีเงินใช้หกเดือน

จริง ๆ แล้วฉันอยากให้เมืองเชียงใหม่เป็นเหมือนเมืองท่องเที่ยวในต่างประเทศ คือทำงานเฉพาะฤดูการท่องเที่ยว หรือ High Season เมื่อหมดฤดูกาล เข้าหน้าฝน เราก็หยุด เพราะคนก็ไม่มี และเรายังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หากใครค้าขายไม่เป็น หามาได้แล้วไม่เก็บไว้ใช้ยามหมดฤดูก็เป็นอันจบ ฤดูกาลอันเงียบเหงากำลังจะผ่านไป ความสดชื่นมาพร้อมกับลมหนาว เศรษฐกิจเริ่มหมุนเวียนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีจริต ผู้คนในเมืองเป็นพร็อบให้กับเมืองอย่างเป็นธรรมชาติ และโดยไม่มีสคริป ดู ๆ ไปบางทีก็เบื่อ

แต่บางทีเห็นดอกไม้บานยามเช้า ก็รู้สึกว่าเชียงใหม่ยังมีความน่ารักอยู่นะ.

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

มองโลกสีน้ำเงิน

หากใครถามว่าผ่านโลกมากี่ปี คำตอบเป็นจำนวนปีที่มากขึ้นนั้น อาจบอกว่าเห็นโลกมาก็มาก แต่การเห็นโลกผ่านเน็ตในวันนี้มีความหมายต่อจิตใจฉันยิ่งนัก  เมื่อเปิดไปพบกับข่าวชิ้นหนึ่ง ที่องค์การอวกาศของญี่ปุ่น ถ่ายภาพโลกจากดวงจันทร์ ผ่านกล้องโทรทัศน์ความละเอียดสูง

เคยแต่อ่านว่าโลกใบนี้เป็นดวงดาวสีน้ำเงิน นึกยังไงก็นึกไม่ออก คงเหมือนดวงจันทร์สีเหลือง แต่โลกเป็นสีน้ำเงินกระนั้นหรือ แล้วภาพจะเป็นยังไงหนอ เป็นลูกกลมหมุนวนไปมา มีสีฟ้า ๆ กลางห้วงอวกาศอย่างนั้นหรือ

1

ที่โลกในใจ...

การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง คิดวนเวียนอยู่ในชามอ่าง เรื่องแล้วเรื่องเล่า คิดจนเมาโลกของตัวเอง พาลคิดว่าศูนย์กลางของจักรวาลนี้อยู่ที่เหตุการณ์ตรงหน้า คิดได้เช่นนี้แล้วทางออกของชีวิตก็จะวนเวียนอยู่ในอ่างออกไปไหนไม่พ้น

เมื่อเจอปัญหาฉันมักหนีมาอยู่กับตัวเองก่อน ครุ่นคิดกับมัน ถึงเหตุผล ถึงทางออก แล้วจึงออกไปเผชิญกับทางเลือก และหนทางต่าง ๆ เปิดดวงตา เปิดดวงใจ  พยายามกระโจนออกจากอ่างแคบ ๆ ใบนั้น ออกมาเดินดูรอบ ๆ อ่าง ยิ่งเดินออกมาไกลก็ยิ่งมองเห็นภาพที่เปลี่ยนไป

โลกที่กำลังจะล่มสลายอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกว่าถูกกระทำ หรืออะไรก็แล้วแต่ กลายเป็นภาพจิ๋วกระจ้อยร่อย เหมือนมองภาพโลกสีน้ำเงินใบนี้จากดวงจันทร์ ยิ่งดูก็ยิ่งยิ้มอิ่มใจ เมื่อพยายามมองหาตัวเอง หามวลมนุษย์ในโลกใบนี้ ว่าเวียนว่ายตายเกิดอยู่บนดาวดวงสวยใบนี้  รักกัน ทะเลาะกัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น กินบ้านกินเมือง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนดาวสีน้ำเงินดวงนี้

ฉันมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากลูกกลมสวย ๆ ส่วนมนุษย์นั้นเป็นแค่ฝุ่นผงในจักรวาลเท่านั้นเอง

2

กลับอยู่อยู่บนโลกตรงหน้า...

“คุณเขียนติดฝากบ้านไว้ได้เลย ว่าบ้านนี้เมืองนี้มันจะต้องหายนะ”

“คุณรู้ไหมทำไมงานสิ่งพิมพ์ในเชียงใหม่ถึงแย่ เพราะคนที่นี่อยู่ในสังคมเกษตรกรรม ซึ่งคิดถึงแต่เรื่องปริมาณ ไม่ได้คิดแบบสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งคิดคุณภาพเป็นหลัก”

“...เค้าเป็นแบบนี้เพราะไปหลงรักกระเทยเฒ่า เป็นกระเทยเฒ่าแล้วยังทำตัวเป็นขุนนาง”

“ผมมีบุญคุณกับเค้า พี่รู้ไหม ผมช่วยประหยัดเงิน เค้าเลว เค้าเชื่อไม่ได้ เมื่อก่อนเค้าเป็นนางฟ้า ตอนนี้เป็นปีศาจสำหรับผม...กูเกลียดมึง ผมจะทำให้หมดอนาคตเลยคอยดู”

“เงินผมหายไปจากบัญชีแสนนึงพี่ ธนาคารเค้าเช็คแล้ว บอกว่ามีคนกดออกไปที่ตู้เอทีเอ็มที่ปราณบุรี ผมอยู่เชียงใหม่ บัตรก็อยู่กับผม เขาบอกรหัสถูกต้อง ธนาคารเสียใจ แต่ผมเสียเงินเก็บมาทั้งชีวิตจะเอาไปสร้างบ้านให้พ่อแม่”

“ยึดทรัพย์'โอ๊ค-เอม'หลังไม่จ่ายภาษี-เบี้ยปรับ 1.2 หมื่น”

“ดีนะเสื้อสีชมพูสวยดี ใส่แล้วประหยัดพลังงาน ช่วยโลกร้อน....ช่วยไงเหรอป้า.....ก็ใส่เสื้อเหลือง เสื้อชมพู เสื้อเขียว ไม่ต้องคิดมากใส่อยู่แค่นี้ ประหยัดเงินดี”

“สถิติเด็กและผู้หญิงถูกทำร้ายวันละ 34 คน ในปี 2550”

“คุณรู้ไหมทำไมบ้านเมืองนี้จะหายนะ....ก็เพราะมีคนอย่างคุณที่พูดได้แต่ไม่ยอมพูด...ก็คนอย่างผมไม่มีศักยภาพ...”

!!!

3

 

หมายเหตุ : ภาพจาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000135133

ตกลงเชื่อหมอดูก็ได้

ไม่อยากเชื่อว่าชีวิตนี้จะพูดคำนี้ออกมาได้ ฉันเป็นคนที่เชื่อในตัวเอง เชื่อในการกระทำและผลของการกระทำ เชื่อในกรรม เชื่อในกฎฟิสิกส์ข้อหนึ่งที่ว่า แรงตกกระทบเท่าไร แรงสะท้อนขึ้นเท่านั้น  เชื่อได้ดังนี้แล้ว ฉันจึงไม่พยายามสร้างการกระทำที่ไปตกกระทบคนอื่น เพื่อให้มันสะท้อนกลับมาหาฉัน  พูดอย่างพุทธศาสนิกชนก็คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

พูดแบบชาวบ้านก็คือบาปไม่แพ้บุญ  ฉันไม่ค่อยชอบทำบุญกับพระเท่าไรนัก เหตุเพราะไม่ชอบพิธีกรรม แต่มักให้คนที่ขาดแคลนมากกว่า เช่น คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าบอกว่า ไม่มีเงินสักบาท เธอมองดูเพื่อน ๆ รับซองเงินเดือน ขณะของเธอนั้นเบิกล่วงหน้ามาหมดแล้ว เธอบอกฉันเหมือนบอกต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่มีแววตาขอความเห็นใจ แต่เป็นแววตาของใครสักคนหนึ่งที่ต้องการบอกใครก็ได้ว่า ขณะนี้ฉันไม่มีสักบาทสำหรับวันพรุ่งนี้ ฉันควักกระเป๋าสตางค์ออกมา เหลืออยู่สามร้อย แบ่งให้เธอไปหนึ่งร้อยบาท เธอน้ำตาคลอ และอึ้งไป ถามฉันว่าให้ทำไม ฉันบอกว่าไม่เป็นไร แบ่งกัน เดี๋ยวมันก็มาอีก

ความที่เชื่อว่าทำสิ่งใดแล้ว ก็จะได้สิ่งนั้นตอบ ทำให้ฉันไม่สนใจเรื่องเวทมนต์ คาถา ไสยศาสตร์ และหมอดูมากนัก แม้ว่าศาสตราจารย์ท่านหนึ่งบอกฉันว่าใด ๆ ในโลกนี้ล้วนเป็นสิ่งแค่ตาเห็น แต่สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ยังมีอีกมากที่มนุษย์ยังไม่รู้ ท่านบอกว่าสิ่งที่มนุษย์เห็น และไปถึงนั้น ท่านให้แค่ 50 %  ส่วนอีก 50 นั้นเรายังศึกษาไปไม่ถึง นักวิทยาศาสตร์เรียกว่าเมตาฟิสิกส์  คนธรรมดาอาจเรียกว่าไสยศาสตร์ สิ่งลึกลับ หรืออะไรก็แล้วแต่

อืมม....

ผ่านมาหลายปี เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงมหัศจรรย์ของน้ำมนต์ ที่มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งศึกษาผลึกของน้ำในสภาวะต่าง ๆ น้ำที่ติดคำว่า ฉันจะฆ่าคุณ ไว้ที่ข้างแก้ว ผลึกของน้ำมีลักษณะน่ากลัว น้ำที่ฟังเพลงคลาสสิคมีผลึกสวยงาม น้ำที่ฟังเสียงสวดมนต์ผลึกงามวิจิตร ความรู้เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงน้ำในซุเปอร์มาร์เก็ตที่เปิดเพลงคลาสสิค กับน้ำในห้างที่เปิดเพลงร็อคเสียงดัง  จะส่งผลต่อร่างกายเราไหมหนอ

ช่วงนี้อ่านดวง “แม่นไหมไม่ทราบ” คอลัมน์ข้าง ๆ บ่อย ๆ บอกตัวเองว่าดวงไม่มีอิทธิพลต่อชีวิตฉัน แม่นหรือไม่แม่น ฉันทราบว่าไม่เป็นไร แม่นก็ไม่เป็นไร ไม่แม่นก็ไม่เป็นไร ถ้าชีวิตจะดีบ้างไม่ดีบ้าง ฉันไม่มีปัญหา จนเมื่อน้องสาวสุดเลิฟที่เขียนถึงคราวที่แล้วประสบปัญหาชีวิต  ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากให้กำลังใจ และเพิ่มพลังใจให้เธอด้วยวิธีการต่าง ๆ  ถึงกับชวนเธอและคุณแม่มาดูดวงกับหมอเกต์  เนื่องจากเราไม่อาจรู้ว่าคนที่มีปัญหากับน้องนั้น เขาคิดยังไง  เราไม่รู้อะไรเลยนอกจากการคาดเดา

หมอดูคือทางออกสุดท้าย ที่อาจเป็นเมตาฟิสิกส์ และเป็นคำตอบในสิ่งที่เราไม่รู้  เมื่ออ่านคำทำนายจากราศีเกิดของคู่กรณีของน้อง ทำให้เรารู้ว่าชะตาของเขาช่วงนี้เป็นอย่างไร เขาขึ้นตรงไหน และตกตรงไหน เหมือนรู้เขารู้เรา รบชนะฉันใด เมื่อคาดเดาเองไม่น่าเชื่อถือ หมอดูนี่แหละ ช่วยเรารบได้

ในภาวะวุ่นวายทางอารมณ์นั้น การอ่านดวงของคนที่เราไม่รู้ คือความสบายใจอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อดวงของเขาไม่ดี อ่านเทียบกับเราแล้วยังไงเราก็ไม่เจอเรื่องใหญ่ อ่านแล้วสบายใจ ตื่นเช้ามาวันหนึ่ง ฉันจึงตกลงใจว่าสำหรับเรื่องนี้ ฉันไม่คิดอะไรแล้ว ฉันเชื่อหมอดูก็ได้  สบายใจดี

มีรูปผลึกน้ำมาฝากค่ะ
ภาพจาก http://peeyong.exteen.com/20060508/entry

picture
ผลึกน้ำก่อนทำน้ำมนต์

picture
ผ่านการสวดมนต์

picture
ผ่านการฟังเพลงร็อคอย่างรุนแรง นี่ขนาดน้ำนะเนี่ย แล้วน้ำในหัวใจจะขนาดไหน

picture
ฟังเพลงคาวาชิโฟล์คแดนซ์ เห็นรูปนี้แล้วอยากฟังคาวาชิโฟล์คแดนซ์บ้างอ่ะ

picture
มีคำว่าคุณทำร้ายฉัน ฉันจะฆ่าคุณอยู่ข้างขวด

picture
มีคำว่าขอบคุณข้างขวด

picture
มีคำว่า รัก อยู่ข้างขวด

picture
รูปแรกเขียนคำว่า “ไอ้บ้า” ภาษาญี่ปุ่นไว้ข้างขวด
รูปสอง เขียนคำว่า “ไอ้บ้า” เป็นภาษาอังกฤษ ไว้ข้างขวด
รูปสามและสี่ ผลึกน้ำที่ติดคำว่า “อดอฟ ฮิตเลอร์” ไว้ข้างขวด

picture
ผลึกน้ำจากบ่อน้ำพุ  Saijo ประเทศญี่ปุ่น

picture
เกล็ดน้ำแข็งจาก Antarctic

picture
ผลึกน้ำจากแม่น้ำ Yodo ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไหลผ่านเมืองใหญ่หลายเมือง

picture
รูปซ้าย ที่ข้างขวดติดคำว่า "Angel" ส่วนรูปขวา ติดคำว่า "Demon”

picture
เขียนชื่อแม่ชี Teresa ที่ข้างขวด

จะอยู่ด้วยความกลัว หรือความรัก

ฉันเป็นคนขี้ขลาด ขี้กลัว จึงสร้างเกราะกำบังด้วยภาพของผู้หญิงปากไวใจหมาไว้ป้องกันตัวเอง เพราะรู้ว่าลึกลงไปที่กลางใจนั้น ฉันกลัวเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติ

ฉันค้นพบเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อคราวที่คนกลุ่มหนึ่งนำพี่ของฉันไปกักตัวไว้ และฉันบังเอิญต้องติดตามไปด้วย  เพื่อความปลอดภัย เขาว่างั้น ขณะอยู่ในรถรักษาความปลอดภัยนั้น เสียงโทรศัพท์ประสานงานไปมา สติเริ่มมาแทนที่ความกลัว ปัญญาเริ่มวิ่งพล่าน กำโทรศัพท์แน่น ในความมืดฉันแอบโทรออกจากในรถหาเพื่อนร่วมบ้านซึ่งกำลังรอฉันอยู่ ฉันป้องปากกระซิบเบาที่สุดขณะเสียงที่ดังขึ้นข้างหน้า บอกเพื่อนว่า “ฟัง” แล้วซ่อนโทรศัพท์ลงต่ำ ไม่ให้แสงไฟหน้าจอลอดออกมาได้

อย่างน้อย ณ เวลานั้นก็มีคนรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

ฉันกลัวความปลอดภัยแบบนี้ หนาวเยือกเข้าไปในจิตใจเมื่อคิดว่าเสร็จศึกแล้วเขาจะเป็นฝ่ายแพ้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากผู้ชนะค้นพบว่าเราอยู่ในสถานที่ของผู้แพ้

ฉันกลัวเมื่อรถถูกทุบกระจก คนทุบรถถืออิฐจังก้าเขวี้ยงเข้าไปที่หน้ารถ ชี้หน้าด่าว่าฉันจอดรถกีดขวางหน้าบ้านเขา ทำให้เขาเลี้ยวเข้าบ้านไม่ได้ เขาเมา ทำให้ทุกอย่างดูน่ากลัวมากขึ้น จำได้ว่าเดินไปบอกพี่ว่า รถโดนทุบ พี่หันมามองเฉยแล้วบอกว่า ก็แจ้งความสิ เรียกตำรวจมา แล้วหันไปคุยกับลูกค้าต่อ ฉันอึ้ง งง แล้วทำตามอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เป็นเรื่องของกฎหมาย  สถานีตำรวจยามดึก การเจรจาต่อรองของคนที่ก้าวร้าวรุนแรงต่อฉันสักครู่  เขายืนกุมเป้าอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจอย่างหวาดกลัว แล้วปล่อยให้ภรรยาตัวเองมาต่อรองค่าเสียหายกับฉัน

ฉันกลัวการทำร้ายร่างกาย กลัวเจ็บ กลัวการบังคับ ข่มขู่ ทำให้เจ็บ ทำให้อาย ที่สำคัญคือกลัวการสูญสิ้นอิสรภาพ  นั่นนำพาให้ต้องหลีกเลี่ยงการทำสิ่งผิดกฎหมายทั้งปวง เริ่มตั้งแต่ขี่มอเตอร์ไซด์ต้องใส่หมวกกันน็อค

ความกลัวหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนอารมณ์อื่น ๆ ที่ตามมาเมื่อตั้งสติได้แล้ว สมาธิ และปัญญากลับมาแล้ว ฉันเริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางของเหตุผล กฎเกณฑ์  และกฎหมาย

ในหนังสือสนทนากับพระเจ้า แปลโดย รวิวาร มีตอนหนึ่งถามฉันว่า เธอจะอยู่ด้วยความรักหรือความกลัว คำเดียวแต่ชี้นำความคิด และวิถีชีวิตอีกยาวไกล มันบอกหนทางภายภาคหน้า เส้นทางของหัวใจ แน่นอนฉันย่อมเลือกการอยู่ด้วยความรัก ฉันรักการถ่ายภาพ รักโลก ทำให้สายตาของฉันมองเห็นสิ่งที่ฉันอยากเห็น 

ผู้ปกครองบ้านเมืองบอกว่าบริหารบ้านเมืองด้วยความรัก  รักชาติ รักประชาชน รักพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่การกระทำหลายอย่างบ่งบอกว่าออกมาจากความกลัว  เช่น กลัวความยากจน จึงต้องสร้างความร่ำรวย แล้วบอกว่าจะแก้ปัญหาความยากจนซึ่งไม่แน่นักว่าแก้ให้ใคร

ข้าราชการหลายคนจำนองบ้านและที่ดินนำเงินไปซุกไว้ใต้โต๊ะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพื่อให้ได้มาซึ่งระดับขั้นและตำแหน่งที่สูงขึ้น  ด้วยเหตุผลว่า มันเป็นระบบถ้าเราไม่ทำคนอื่นก็ทำ ลูกน้องก็ทำ และสักวันหนึ่งลูกน้องก็จะแซงหน้าตนขึ้นไป เงินหนึ่งล้านบาทสำหรับผู้นำในระดับเล็ก ๆ ของสังคม เงินหลักแสนในระดับเล็กลงมา “ปีเดียวก็คืนทุน”  หรือ “น้ำท่วมครั้งเดียวก็คืนทุน” 

น้องคนหนึ่งถูกคุกคามจากคนที่เคยร่วมงานด้วย  ประสบการณ์และวัยทำให้เธอหวั่นไหว แม้หัวใจเธอบอกว่าไม่กลัว แต่เมื่อพบข้อความที่เต็มไปด้วยเหี้ยห่าและสารพัดสัตว์ที่เขาส่งก็อดเครียดไม่ได้ 

ความกลัวเหมือนยาลดกำลังใจ ขณะความรักเหมือนยาให้กำลังใจ

ในเวลาวิกฤติของเพื่อนมิตร ฉันไม่รีรอที่จะเอ่ยคำว่า ฉันเป็นห่วง และให้กำลังใจ เพราะไม่มีสิ่งใดจริงแท้และทรงพลังมากเท่ากับกำลังจากหัวใจของตัวเอง แต่การให้กำลังใจจากคนรอบข้าง บางเวลาก็เหมือนจุดประกายถ่านที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโพลงขึ้นมาสู้กับปัญหาได้เช่นกัน

ฉันบอกน้องไปว่าอย่ากลัว ถ้าเรากลัว สิ่งแรกที่จะทำร้ายเราคือความกลัว  ถ้าเธอกลัวคนรอบข้าง พ่อ แม่ พี่ ก็จะกลัวกับเธอ โชคดีที่พ่อและแม่ของเธอมีวุฒิภาวะและมีหัวใจที่เข้มแข็งอยู่ข้างกายลูกตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาวิกฤติอย่างน้อยหัวใจที่อบอุ่นก็นำพาเส้นทางที่อบอุ่นมาให้
ฉันให้น้องดูตัวแม่ของเธอซึ่งมีชีวิตอยู่ด้วยความรัก  เธอรักโลก รักผู้คน รักธรรมชาติ  ทำให้การกระทำที่ออกมานั้นออกมาด้วยความรัก แม้แต่การแสดงออกทางการเมืองก็ยังออกมาจากความรักบ้านเมือง ไม่ใช่ความกลัวว่าผู้ปกครองจะโกงกิน เมื่อรักโลก โลกก็รักเรา สิ่งที่แม่ของเธอกลัวคืออะไรรู้ไหม ฉันถามน้อง เธอไม่รู้

สิ่งที่แม่กลัวที่สุดก็คือความกลัวของเธอ

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันกลั่นออกมาจากหัวใจ และทำให้เธอ “พลันคิดได้” ก้าวเดินออกจากเส้นทางเดิมด้วยหัวใจที่แข็งแรงมากขึ้น
 

1

2

3

4

5

6

เดินเล่นใน (มุมหนึ่งของ) โลก

เริ่มต้นฤดูกาลใหม่รับลมหนาวด้วยความรู้สึกถึงวันอันล่วงเลยผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรกับร่างกาย  หนึ่งปีที่หมกมุ่นอยู่กับงาน ห่างหายกับการยืดเส้นยืดสายออกกำลังกาย  มีโยคะบ้างบางครั้งแล้วก็มาเจออุบัติเหตุทำให้ต้องหยุดอยู่กับที่ ลากยาวมาจึงถึงวันนี้กับอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ โรคประจำตัวของคนนั่งหน้าคอม และขับรถจี๊บแคริบเบียนที่เกียร์แข็งจนเส้นเอ็นที่แขนเคล็ดไปหมด

กลิ่นดอกปีบหอมอบอวลไปทั้งเมือง  ลมหนาวไม่มากเริ่มพัดมาเยือน ได้เวลาออกไปดูโลกยามเช้าเสียที  วันนี้ตื่นแต่ตีห้า เตรียมตัวออกจากบ้าน บอกเพื่อนร่วมบ้านว่าจะไปด้วยรถมอเตอร์ไซด์  จุดมุ่งหมายคือห้วยตึงเฒ่า ที่เก่าเวลาเดิม นัดพี่ไว้ที่นั่น  ตีห้าครึ่งฟ้ายังมืด นึกถึงที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีแก๊งจี้มอเตอร์ไซด์ตอนตีห้ากลางเมือง โดยการประกบรถที่กำลังขี่ แล้วถีบจนรถล้มจากนั้นก็นำรถไป 

ความมืดทำให้เรื่องน่ากลัวผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะมืดทางโลกหรือทางใจ

ฉันตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซด์ออกจากบ้าน อากาศยามเช้าตรู่ของเมืองเชียงใหม่สดชื่นจริง ๆ ลมต้านรถนั้นหนาวมากขึ้นเมื่อใกล้ห้วยตึงเฒ่า เพราะต้องออกนอกเมืองไปอีกนิด ตลอดเส้นทางหอมกลิ่นดอกไม้หลายหลายชนิด จนอดไม่ได้ที่จะเหลียวหากลิ่น โดยเฉพาะกลิ่นดอกปีบที่กำลังบานสะพรั่งทั่วเมือง เป็นกลิ่นหลักของเช้าวันนี้

ถึงห้วยตึงเฒ่า เริ่มออกเดินกับพี่ซึ่งมาถึงนานแล้ว ทำให้ฉันอดยืดเส้นอุ่นร่างกายก่อน ขณะเดินจึงคันขาจนร่างกายเริ่มอุ่นขึ้น

ต้นไม้ ใบไม้  ดอกไม้ สองข้างทางบานสะพรั่ง  ดอกไม้ไร้ชื่อ ใบไม้รูปหัวใจเลื้อยเดินอยู่ทั่วไป มะขามป้อมต้นเดิมออกลูกได้ที่ แก่กำลังดี พี่บอก หลังจากปีนขึ้นไปเก็บใส่กระเป๋าแล้วเดินกินขณะเดิน ทำเสียงซึ้ดราวขี้เมาได้เหล้าขาวกับมะขามเปียก

วันนี้ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่กลางป่า มีต้นหญ้าชูช่ออยู่สองข้างทางราวโค้งคำนับให้กับดวงตะวันอย่างนอบน้อม

คนเดินทางบางครั้งไปเพื่อนค้นหา
บางคนค้นพบ
บางคนไปเพื่อเดินทางกลับ
บางคนหนีสิ่งหนึ่งเพื่อจะค้นพบว่าจริง ๆ แล้วกำลังหนีตัวเอง

ขณะขาก้าวไปข้างหน้า
ภายในกำลังก้าวไปข้างใน
ลึกลงไป...

1
ชีวิตต้องมีวันเริงระบำบ้าง

2
ดอกไม้ข้างทาง

3
ตะวันกำลังขึ้น

4
ชีวิตก็ต้องเจอหนามแหลมบ้าง

5
ดอกไม้บานยามเช้า

6
บางครั้งหนทางก็อีกยาวไกล

7
จึงมีเวลาหยุดพักดูต้นไม้ใบหญ้า
กาฝากชอบเกาะกินอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ พี่เปรยขึ้น ฉันมองตามแล้วบอกว่า แต่มันก็ให้ความงามนะ

8
ใบไม้รักต้นไม้

9
ดอกอะไรก็ไม่รู้ น่ารักมาก ดอกเล็ก ๆ ขึ้นเต็มไปหมด

10
ขาวพราวในเขียว

เบื่อลำน้ำเฮาไปแอ่วดอย

วันนี้พาไปเดินเล่นในดอยกับพญาช้างสารอันแสนน่ารัก ด้วยการทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวไปกับแพ็คเก็จทัวร์ของปางช้างแม่ตะมาน สนนราคา 1000 บาทสำหรับคนไทย และ 1500 บาทสำหรับชาวต่างชาติ

ออกจากเมืองเชียงใหม่แปดโมงครึ่ง ไปถึงที่นั่นราวเก้าโมงกว่า ๆ ไปเล่นกับช้างน้อยใหญ่ พาช้างไปอาบน้ำ ช้างเป็นสัตว์ขี้ร้อน แต่ช้างที่นี่ดูมีความสุข เพราะมีลำน้ำแม่ตะมานที่กว้างพอสมควรให้ช้างอาบน้ำทุกวัน ดูเหล่าช้างเล่นน้ำกันสนุกสนาน มีพ่นน้ำใส่คนที่ยืนเชียร์อยู่บนฝั่งด้วย ก่อนจะพากันขึ้นจากน้ำมาตีระฆัง เชิญธงชาติ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเป่าเม้าท์ออแกน เตะฟุตบอล นวดให้ควาญ และเดินสวนสนาม

ดูไปดูมาฉันเห็นช้างยิ้ม

ดูช้างโชว์เสร็จก็ถึงเวลาอันน่าตื่นเต้นเล็กน้อยสำหรับฉัน ที่ทำใจมาแล้ว เคยมาแล้วก็อดกลัวไม่ได้ ช่วงเวลาบนหลังช้างค่ะ พยายามนึกว่าคนขี่หลังเสือลงยากกว่าหลังช้าง ซึ่งแม้จะตัวใหญ่แต่ก็เดินช้า ๆ ทว่ามั่นคง ช้างที่ฉันนั่งชื่อบุญมี อายุ 40 ปี เป็นช้างพัง ฉันทักทายบุญมีเพราะอายุใกล้เคียงกัน ขี่ช้างต้องทำตัวโยกเยกไปตามจังหวะการเคลื่อนของช้าง เวลาลงเนินก็หวาดเสียวนิด ๆ แต่ก็มั่นใจในตีนช้าง

ช้างตัวใหญ่ แต่ใช้ทางเดินแคบ ๆ ไม่เหมือนคนตัวเล็กแต่สร้างถนนกินบ้านกินเมืองมากมาย

ควาญเล่าว่า ช้างเป็นสัตว์ขี้เหงา ต้องอยู่กับคน ความคิดว่าจะสร้างสถานที่แล้วนำช้างเป็นร้อยเชือกมารวมกันไว้โดยไม่มีควาญ แล้วสร้างกำแพงล้อม เหนือกำแพงเป็นร้านอาหารให้คนนั่งดื่มกินดูช้าง เป็นความคิดที่ไม่รู้จักช้าง

นั่งอยู่บนหลังช้างชมนกชมไม้อยู่ในป่า ขึ้นเขาลงห้วยด้วยทางของช้าง นึกถึงคนโบราณเวลาเขาเดินทางในป่าไปกันอย่างนี้นี่เอง จบจากทางช้างที่ห้างนาแห่งหนึ่ง ต่อด้วยเกวียนเทียมวัวอีกสักสิบนาที ผ่านกลางหมู่บ้าน กลับเข้าสู่ปางช้าง กินอาหารกลางวัน (อาหารธรรมดา ๆ แต่อร่อย) แวะชมแกลอรีภาพเขียนของช้างจากทั่วโลก จิบกาแฟยามบ่ายริมน้ำแม่ตะมาน ก่อนลงแพล่องไปตามลำน้ำแม่ตะมาน ไปขึ้นที่ท่าแพโดยมีรถมารอรับกลับเชียงใหม่

กลางสายน้ำยามบ่ายมีเพียงความเงียบสงบ เสียงลม เสียงน้ำไหล คลื่นน้ำ กิ่งไม้แห้ง ป่าเขียว นกสีฟ้าบินผ่านหน้า คนถ่อแพชี้ให้ดู

บางครั้งการมาคนเดียวก็ทำให้ได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยได้ยิน
...เสียงของตัวเอง

picture
ศิลปินช้าง

picture
ตบหัวแปะ ๆ

picture
อ้อมกอดที่แสนอบอุ่น

picture
นวดให้ควาญ

picture
ช้างเป่าเม้าท์ออแกน

picture
ช้างยิ้ม

picture
ช่วงเวลาอันแสนสุข

picture
เส้นทางช้าง

picture
ควาญช้างที่นี่ส่วนใหญ่เป็นช่างภาพด้วย แต่ควาญคนนี้เด็ดมาก กลับหลังหันถ่ายรูป แจ๋วจริง ๆ

picture
อยากมีเพื่อนแบบนี้บ้าง

picture
อุเหม่ เจ้าไก่น้อย วิ่งไปวิ่งมากลางดงตีนช้าง

เรื่องกล้วย ๆ

พาไปเดินเล่นข้างเครือกล้วยดีกว่า ที่ร้านจะมีกล้วยน้ำว้าเป็นเครือแขวนไว้หน้าร้านตรงประตูทางเข้า เดินเข้ามาจะเห็นกล้วยก่อนอื่น เจ้าของร้านเธอเห็นกล้วยลูกอวบอ้วนเป็นเครือดูงามนัก เธอก็เลยซื้อมาแขวนไว้ เผื่อให้แขกที่มา หรือเด็ก ๆ ในร้านได้กินกัน

กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้บ้าน ๆ ให้ความรู้สึกเป็นบ้าน เป็นความธรรมดา แต่เมื่อนำมาแขวนไว้หน้าร้านอาหารก็ไม่ค่อยจะธรรมดา คำถามเกิดขึ้นจนเบื่อจะตอบ และจนตอบเป็นความเคยชิน ว่ากล้วยมีไว้ให้กิน ไม่ได้ขาย พอมีไว้ให้กิน เราก็เว้นวรรคไว้โดยไม่บอกว่ากินแต่พออิ่ม พอคนเท่านั้น กินข้าวเสร็จเดินออกมาเจอกล้วยน้ำว้าล้างปากช่วยท้องเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีให้โดยไม่คิดอะไร

เรื่องไม่จบเท่านั้น วันเวลาผ่านไปสิบกว่าปี กล้วยน้ำว้าธรรมดา ๆ กลายเป็นกล้วยโชว์นิสัยของคน บางคนถามแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ว่ากล้วยนี้กินได้ หรือนำมาขาย เมื่อเราตอบว่ากินได้ เขาก็ปลิดไปหนึ่งลูกเดินกินกล้วยออกจากร้านไป เป็นภาพน่ารักดี บางคนกินสองลูก บางคนปลิดสามอุ้มกล้วยออกจากร้าน บางคนห้าลูก บางคนเด็ดเอาไปเป็นหวีก็มี

ทั้งนี้ทั้งนั้นเจตนาของคนต่อกล้วยล้วนแตกต่างกันไป บางคนอยากได้ไปฝากลูกที่บ้าน บางคนอยากได้เพราะเห็นเป็นของฟรี บางคนขออย่างสุภาพ บางคนเกรงใจอยากได้เป็นหวีก็ขอแบ่งซื้อ บางคนเหลียวซ้ายเหลียวขวาหอบกลับไป

บางวันลูกค้ากลุ่มใหญ่ซื้อของที่ระลึกจากฉันแล้วเดินไปรอรถ ระหว่างรอก็จับกลุ่มกินกล้วย ฉันได้ยินเสียงแว่ว ๆ จากเพื่อนของเธอว่ากล้วยนี่เค้าให้กินฟรี แล้วซีดีนี่เค้าไม่แจกเหรอ เธอรีบวิ่งกลับมาหาฉัน ถามว่ากินอาหารในร้านแล้ว ตรงนี้ยังต้องซื้ออีกเหรอ ซีดีนี่ไม่แถมเหรอ ฉันอึ้งเงยหน้า น้องจี๊ดวิ่งปรี๊ดขึ้นมาหาพี่อารมณ์ ชักสีหน้าสั่นศีรษะอย่างเร็วคิ้วขมวดตอบไปว่า "190 บาทเนี่ยนะ แถมเข้าไปยังไงคุณ"

หลายวันก่อนมีกล้วยสีดำแขวนไว้หน้าร้าน เจ้าของร้านเธอชอบสีดำ เธอภูมิใจเสนอกล้วยสีดำเครือนี้มาก แขกไปไทยมาล้วนแต่หยุดลูบคลำถามไถ่ว่ากล้วยอะไรหนอ เป็นกล้วยต้นที่บ้านและเธอตัดมาแขวนไว้เพราะความงามและสีสัน สั่งพนักงานต้อนรับไว้ว่าห้ามใครเด็ด เพราะกล้วยยังไม่สุก ยังกินไม่ได้ ขอแขวนไว้ชื่นชมก่อน สองวันผ่านไปกล้วยยังไม่สุก แต่หายไปหนึ่งลูก เธอเริ่มหงุดหงิดเหมือนมีใครมาเด็ดกระดุมเสื้อออกไปหนึ่งเม็ด หลายวันต่อมา กล้วยหายไปครึ่งเครือ เธอสั่งให้เด็กยกขึ้นบ้านด้วยความงุนงงว่า กล้วยยังไม่สุก กินไม่ได้แล้วคนเด็ดไปทำไม ฉันแนะนำเธอให้เขียนติดไว้ว่า "กล้วยมีพิษ"

ร้านอาหารที่มีกล้วยน้ำว้าให้แขกกินนั้น บางเวลาฉันก็รู้สึกเป็นกล้วยท้าทายทางธุรกิจ หลายคนเข้ามาเจอกล้วย ก็กินกล้วยก่อนลูกสองลูก แล้วจึงเข้าไปสั่งอาหารกิน มีกล้วยเข้าไปขวางทางอาหารในท้องแล้วจะสั่งอาหารกินได้น้อยลงหรือเปล่า หรือประชากรกล้วยเหล่านี้ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่าย เดือนหนึ่งจะว่าน้อยก็น้อย จะว่ามากก็มากขึ้นอยู่กับเดือนไหน เดือน low season ต้องตัดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แต่กล้วยยังอยู่ ดอกไม้สดยังมี พนักงานบางคนแอบบ่นเสียงดังว่า ร้านบอกให้ประหยัด แล้วดอกไม้นี่ซื้อมาทำไม เดือนนึงตั้งหลายพัน บางเดือนเป็นหมื่น

พนักงานที่ทำงานโดยไม่เคยซึมซับว่า อาหารที่เขาทำนั้นให้ชีวิต แต่ดอกไม้นั้นให้เหตุผลที่จะมีชีวิต เขาจึงต้องออกไปใช้ชีวิตในแบบของเขา ร้านที่ไม่มีดอกไม้ทำให้นักร้องไม่มีอารมณ์ร้องเพลง ร้านมีชีวิตเพราะไม่ได้เปิดซีดีให้แขกฟัง แต่มีดนตรีและเสียงเพลงที่ร้องสด ๆ มีอารมณ์ที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ บางวันนักร้องทำโทรศัพท์หาย คิดถึงข้อความหวานซึ้งที่ลูกชายส่งมาทิ้งไว้ให้อ่านยามเหงา เธอก็ร้องเพลงเศร้าแล้วร้องไห้เพราะคิดถึงโทรศัพท์!! จนแขกงงว่ามีใครเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมนักร้องร้องเพลงไปร้องไห้ไป

กล้วยก็เช่นกัน ฉันคิดว่ากล้วยไม่ใช่แค่กล้วย แต่เป็นอาหารสำหรับหัวใจบางห้องที่ต้องแบ่งปัน และมีความสุขเมื่อเห็นคนกินอิ่มแล้วกินกล้วยเดินออกไปจากบ้านของเรา บ้านที่คนซื้อไม่ชอบกินกล้วยน่ะ!

สันติ : ชื่อสันติชอบอ่านหนังสือปืน

กลับมาเดินเล่นในเรื่องคนต่อค่ะ กำลังสนุกกับการเล่าเรื่องคนรอบข้าง มีอีกคนหนึ่งที่อยู่กันมานาน ตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อเขาทำงานในบาร์น้ำ เมื่อพ่อลากลับบ้านที่ท่าสองยาง และจะไม่กลับมาอีก จึงส่งสันติมาทำงานต่อ  เหมือนเป็นวัฒนธรรมของคนทำงานในร้าน ถ้าใครคนใดคนหนึ่งลาพัก หรือลากลับบ้าน พวกเขาจะหาคนมาทำงานแทนในหน้าที่ของเขา เพราะการลาของพวกเขานั้นต้องใช้เวลาเดินทางนาน ๆ

อย่างสันตินั้น เป็นปกากญอ บ้านอยู่ในเขต อ.ท่าสองยาง จ.ตาก การเดินทางจากเชียงใหม่ไปท่าสองยางนั้น ต้องนั่งรถไปลงที่อ.แม่สะเรียง แล้วต่อมอเตอร์ไซด์ แล้วเดินอีกครึ่งวัน เมื่อกลับบ้านทีจึงต้องไปเป็นเดือน หรืออย่างน้อยก็ครึ่งเดือน มีครั้งหนึ่งแม่บ้านซึ่งอยู่บ้านเดียวกับสันติ ต้องรีบกลับมาในเชียงใหม่ เนื่องจากมีงานรออยู่  เธอมาถึงทันเวลาด้วยการขอเพื่อนบ้านขี่มอเตอร์ไซด์มาส่ง  เนื่องจากไม่ทันรถมาเชียงใหม่ เธออยู่บนหลังอานประมาณ 5 ชั่วโมง!

สันติต่อสายงานของพ่อ คือเข้าทำงานในบาร์น้ำ ดูแลทุกอย่างในบาร์ เมื่อมีเวลาว่าง สันติจะก้มหน้าก้มตาดูหนังสือที่ซื้อมา เมื่อแอบไปด้อม ๆ มอง ๆ ก็เห็นหนังสือสงคราม  ปืน เป็นต้น ถามดูสันติก็บอกว่าชอบ ชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ไม่รู้ทำไม ถามว่าเคยจับปืนไหน ดูหนังสือเยอะ ๆ แบบนี้ ชอบแบบนี้ เคยจับของจริงไหม สันติส่ายหน้า บอกว่าไม่เคย

สิ่งที่พบเห็นเป็นประจำภายในร้านคือ มักจะมีซากสิ่งของที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์วางอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายรูป วิทยุ โทรทัศน์เครื่องเล็ก ๆ เครื่องเล่นเทป  ที่บอกว่าเป็นซากก็เพราะมันใช้ไม่ได้  สิ่งของพวกนี้ล้วนเป็นของสันติ เขาชอบอะไรที่เป็นเทคโนโลยี และเมื่อได้เงินเดือน ก็จะเก็บหอมรอมริบ นำไปซื้อของพวกนี้มาเชยชม มาเล่น เล่นแล้วสันติก็อยากรู้ว่ามันทำได้ยังไง กล่องเล็ก ๆ นี้มีภาพออกมาได้อย่างไร  มีเสียงออกมาได้อย่างไร  แล้วเขาก็เริ่มต้นแกะ รื้อ แต่ประกอบเข้าไปไม่ได้ สุดท้ายก็เจ๊ง

ฉันเห็นภาพสันติซื้อของใหม่มาเล่นแล้วรื้อแกะจนชินตา แต่ก็ไม่มีใครห้าม เพราะดูสันติมีความสุขกับการค้นหาโลกของเทคโนโลยี ของเล่นของสันติก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

พักนี้ฉันเห็นสันตินั่งจ้องแคตตาล็อคโทรศัพท์มือถือตาเป็นมัน ดูเจ้ากระดาษใบเดิมมาเป็นเดือนอย่างไม่รู้เบื่อ จนฉันเข้าไปถามว่าจะเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่เหรอ เขาส่ายหน้าบอกว่าดูเฉย ๆ ฉันเลยอวดเครื่องใหม่ของฉันให้เขาดู เขาคว้าหมับ และบอกรุ่นได้ทันที แสดงว่าดูจนจำหน้าตาได้หมดทุกรุ่น  เพื่อนร่วมบาร์น้ำของสันติเคยเล่าแบบเบื่อ ๆ ว่า สันติพกคู่มือโทรศัพท์ติดกระเป๋า เอาไว้อ่านเวลาว่าง อ่านแล้วก็บอกเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ว่าโทรศัพท์ของเขาทำอะไรได้บ้าง เล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเขาอ่านคู่มือจนเยิน

สันติชอบอ่านหนังสือ มีหนังสืออะไรลงมากองไว้ สันติเก็บไปอ่านทุกอย่าง การอ่านทำให้เขารู้

เมื่อครั้งที่มีคนนำลูกระเบิดน้อยหน่ามาวางไว้ที่หน้าร้าน เนื่องจากเจ้าของร้านเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีคนบ้านเดียวกันนั้น คนแรกที่พบระเบิดก็คือสันติคนนี้แหละ สันตินอนที่ร้าน เมื่อตื่นเช้าเขาลุกขึ้นมาเปิดประตู หน้าต่าง  ตามกิจวัตรที่ทำทุกวัน สิ่งแรกที่เห็นเมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไปที่ทางเดินก็คือระเบิดลูกนั้น สันติรู้ได้ทันที ปิดหน้าต่างล็อคตามปกติ แล้วเดินเข้าไปปลุกเพื่อนที่นอนด้วยกัน เดินลัดเลาะออกไปทางแม่น้ำแล้วอ้อมออกไปโทรศัพท์บอกจี  แม่บ้านซึ่งอยู่บ้านเดียวกับเจ้าของร้าน

ฉันถามสันติว่ารู้เลยเหรอว่าเป็นระเบิดจริง สันติพยักหน้ามั่นใจ  แล้วสันติกลัวไหม เขาพยักหน้าอีกครั้ง บอกว่ากลัวสิ ฉันถามต่อว่าทำไมต้องเดินออกไปทางน้ำปิง เขาบอกว่าต้องอยู่ไกล ๆ ระเบิดไว้ เพราะไม่รู้ว่าเป็นระเบิดแบบใช้รีโมทหรือเปล่า 

สันติออกจากร้านไปทำงานโรงงานที่กรุงเทพอยู่หลายเดือน เจ้าของร้านก็ยินดี เธอบอกว่าคนหนุ่มน่ะ คงอยากไปดูโลก อยากรู้ว่าโลกข้างนอกเป็นยังไง กรุงเทพเป็นเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ของพวกเขา ต้องให้ไป ให้รู้  จำได้ว่าวันที่สันติเก็บของออกเดินทางนั้น เขาซื้อข้าวของเตรียมไว้กลับไปบ้านก่อนเข้ากรุงเทพ ของที่เขาซื้อไปนั้นคือ เครื่องปั่นไฟ โทรทัศน์เครื่องใหญ่  โทรศัพท์มือถือแบบถ่ายวีดีโอได้ซึ่งเขาซื้อมาถ่ายชีวิตในเมืองของเขากลับไปให้พ่อแม่ดู  สิบปีที่ทำงาน สันติเก็บเงินซื้อสิ่งเหล่านี้กลับบ้าน แล้วเข้ากรุง

วันที่เดินทาง เจ้าของร้านเธอใจหาย โทรศัพท์ไปหาสันติซึ่งเหมือนลูกชายคนหนึ่งของเธอ บอกสันติว่าถ้าจะกลับมาก็ให้มาได้ทุกเวลา
อดไม่ได้ เธอถามว่าถึงไหนแล้ว และสันติคิดถึงบ้านนี้ คิดถึงพี่ไหม

เขาตอบสั้น ๆ  “คิดถึงสิ”

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ omaijattava