Skip to main content

แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจนถึงปัจจุบัน อาจจะมีทั้งที่ถูกใจ-สะใจ และชวนให้ผิดหวัง-ระอา คละเคล้าปะปนกันไป (ส่วนจะหนักไปข้างใดนั้น คงขึ้นอยู่กับจุดยืนและความคาดหวังของแต่ละท่าน) แต่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า หลากหลายปรากฏการณ์เหล่านั้นไม่ได้เหนือความคาดหมาย หรือพลิกผันไปจากการประเมินของบรรดาคอการเมืองหลายๆ ท่านแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไม่เพียงการชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่ตามมาด้วยท่าทีคุมเชิงอันสุดแสน 'สง่างาม' ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และกลเกมการต่อรองของบรรดาพรรคการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนจะลงท้ายด้วยความ 'สมานฉันท์' ภายใต้การนำของพปช. และได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ชื่อ 'สมัคร สุนทรเวช' เท่านั้น

แต่ยังรวมถึงการ 'ต่อสาย' พูดคุยกันของบุคคลสำคัญบางคน ที่ตอกย้ำการประเมินของคอการเมืองจำนวนหนึ่ง (ซึ่งก่อนหน้านี้มีราคาเพียงแค่ 'ข่าวลือ') ถึงแนวโน้มของการ 'สมานฉันท์' ระหว่างกลุ่มที่ถูกเรียกว่า 'อำนาจเก่า' กับกลุ่ม 'อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย' (ที่หลายคนเรียกว่า 'กลุ่มอำนาจเก่ากว่า') ภายหลังการเลือกตั้ง อีกด้วย

……….

แม้การที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ชื่อสมัคร สุนทรเวช จะทำให้มีทั้งผู้ปีติยินดี, ผู้ผิดหวังขุ่นเคือง และผู้กระอักกระอ่วนใจ จนทำให้ประเด็น 'ความเหมาะสม' ของตัวคุณสมัคร ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกระทั่งวิวาทะในหลายพื้นที่ แต่ประชาชนผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและคัดค้านรัฐประหารย่อมตระหนักดีว่า ลำพังตัวคุณสมัครนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

เพราะตัวคุณสมัครไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่ากับการที่ประชาชนสามารถรักษา/กอบกู้หลักการประชาธิปไตย ในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่งรัฐบาลของประเทศ เอาไว้ได้

โดยหลักการเดียวกัน ไม่ว่าตัวนายกรัฐมนตรีจะบริสุทธิ์ผุดผ่องมาจากไหน หากขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยอำนาจกระบอกปืนรัฐประหาร ย่อมปราศจากความชอบธรรม

ที่สำคัญคือ ลำพังการที่คุณสมัครได้เป็นนายกฯ และพปช.ได้จัดตั้งรัฐบาล นั้นยังไม่ใช่ 'คำตอบ' หรือจุดหมายในการต่อสู้ของประชาชนที่ดำเนินมากว่าปี นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549

และทุกคนทราบดีว่า 'การต่อสู้ยังไม่จบ'
 

'ชัยชนะ' ในยกนี้ของประชาชนผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและคัดค้านรัฐประหาร จากการที่พปช.ซึ่งได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล อยู่ที่สามารถตะโกนบอกคมช.และมหามิตรว่า ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่ยอมรับรัฐประหาร และอยู่ที่สามารถกอบกู้สิทธิในการเลือกรัฐบาล ซึ่งถูกอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยทำลายไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กลับคืนมาได้

เพราะเจตนารมณ์ของผู้คนที่กากบาทเลือกพปช. และผู้คนที่ไม่กากบาทเลือกพรรคที่สยบยอมต่อรัฐประหาร คือการประกาศ 'ไม่ยอมรับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549' และ 'ไม่ยอมรับอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย'

 

เจตนารมณ์นี้ ไม่เพียงแต่คมช.และมหามิตรในทุกวงการ รวมถึงฝ่ายค้านหมาดๆ อย่างปชป.เท่านั้นที่ควรตระหนัก แต่พปช.และพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึง 'บุคคลสำคัญ' ทั้งหลาย ก็ควรจดจำไว้ให้ขึ้นใจ ทั้งเจตนารมณ์และพันธะสัญญาทั้งปวงที่ได้ให้ไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง

อย่าได้บิดพลิ้วหรือบิดเบือน

 

……….

 

เช่นเดียวกับตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา,
ประชาชนอย่างเราๆ จำเป็นต้องช่วยกันจับตาดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อๆ ไปนี้อย่างมีสติ รวมทั้งเดินหน้าผลักดันตามวิถีทางประชาธิปไตยให้บรรลุเจตนารมณ์ที่มุ่งหมาย

ที่สำคัญคือ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ 'นอกเจตนารมณ์' ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำมือของ 'ใคร' หรือ 'ฝ่ายใด' ก็ตาม

 

ครับ, ดังที่เราเฝ้าย้ำเตือนกันและกันอยู่เสมอว่า
'การต่อสู้ยังไม่จบ'  

บล็อกของ กานต์ ณ กานท์

กานต์ ณ กานท์
ใครที่ได้อ่านบทความ “นายกฯ ของวิกฤตการเมือง” [1] ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เพิ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คงรู้สึกงุนงงไม่น้อยว่า อาจารย์นิธิ “กำลังคิดอะไรอยู่”เพราะไม่เพียงในเนื้อหาของบทความดังกล่าว อาจารย์นิธิได้ประกาศไว้ชัดเจนว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “เหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรีในยามนี้ที่สุด” แต่เหตุผลของความ “เหมาะสมที่สุด” คือ “นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องกล้าเผชิญกับแรงกดดันจากกองทัพ รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรอิสระอีกมากที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น อย่างอาจหาญและมีศักดิ์ศรีด้วย ดังที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แสดงให้เห็นอย่างนุ่มนวล แต่สง่างามในครั้งนี้”…
กานต์ ณ กานท์
  โธ่เอ๋ย…ประเทศใด?เหมือนคนจับไข้นั่งไม่ติดหลอนตนว่าอยู่เมืองนิรมิตย้ำจำ ย้ำคิด กำกวมโธ่เอ๋ย… “ประชาธิปไตย”หลักการวางไว้ (หลวมๆ)ครึ่งใบ – ค่อนใบ (บวมๆ)รัฐธรรมนูญกองท่วมพานแล้ว!โธ่เอ๋ย… “ประชาชน”กี่ครั้ง กี่หน ทนแห้วแหงนคอรอฟ้าล้าแววมืดแล้ว ดึกแล้ว …ทนคอยอนิจจา… อนิจจัง…ความเอยความหวังอย่าถดถอยแม้กี่ผีซ้ำด้ามพลอยฝากรูปฝังรอยเกลื่อนเมือง โธ่เอ๋ย…ประเทศใด?หลอนตนว่าใครต่างลือเลื่องงามหรูตรูตรามลังเมลืองเฮ้ย! เมืองทั้งเมืองจะจมแล้ว!!
กานต์ ณ กานท์
  การอ้างว่าต้องเร่งผลักดันให้ "ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร"i ผ่านออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพื่อจะได้ยกเลิก "กฎอัยการศึก"ii ทั่วประเทศนั้น ฟังแล้วชวนให้รู้สึกทั้งขบขันและเศร้าใจ ผู้ที่ได้อ่านเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ นี้ ย่อมซาบซึ้งดีถึงนัยยะที่นำไปสู่ความว่างเปล่าของข้ออ้างนั้น แต่ที่น่าเศร้าใจไม่แพ้กันก็คือ การที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตอบข้อท้วงติงในประเด็นความชอบธรรมของรัฐบาลและสนช.ที่มาจากการรัฐประหาร ในการร่างและพิจารณาออกกฎหมาย ด้วยการย้อนว่า "...ที่ผ่านมาสนช.ได้ผ่านกฎหมายมาเป็น 100 ฉบับ ขนาดรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายแม่ ยังออกจากสนช..."iii…
กานต์ ณ กานท์
  ฤาอีกกี่รำลึกคร่ำ- ครวญฝากคำผ่านแผ่นดิน กู่ร้องฟ้องแผ่นหิน …ก็เงียบสิ้นอยู่ฉะนี้?
กานต์ ณ กานท์