Skip to main content

ชีวิตนี้แสนสั้นและใจก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

เช้าสายบ่ายค่ำจิตใจไม่เหมือนเดิม กายก็มีทั้งสุขและทุกข์แปรปรวนไปตามธรรมดา

ชีวิตแต่ละวันจึงแสนจะสั้นและดูแล้วไม่เที่ยงเอาเสียเลย

จนบางครั้งรู้สึกกลัวว่าจะไม่ได้ทำอะไรก่อนที่ลมหายใจจะหมดไป

จึงต้องใคร่ครวญคิดคำนึงอยู่เสมอๆ ว่าตั้งแต่เกิดมามีอะไรที่ตัวเองยังไม่ได้ทำบ้าง

และก็ควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตนี้เพื่อลงมือทำสิ่งนั้นอย่างจริงจังไม่ใช่แค่คิดและปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ

ข้าพเจ้ากลับย้อนไปดูตัวเองตั้งแต่เด็กจนโต

เท่าที่จำได้ แม้เวลาจะผ่านมาไม่กี่ปีแต่มีหลายเรื่องที่จดจำและจางหาย

ชีวิตเริ่มต้นด้วยความไม่สมบูรณ์ทางด้านครอบครัวเป็นจุดอ่อนปมชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เจ็ดขวบ

พ่อแม่แยกทางกันและเกือบจะตัดสินใจทำลายชีวิตตัวเองกับแม่

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพราะมีคนมาห้ามปรามไว้

จนเก็บความทุกข์นี้ไว้กับตัวเองมา ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง

กลายเป็นเด็กที่เบื่อหน่ายชีวิตเพราะกำทุกข์ไว้

จนเมื่ออายุสิบสีปีได้เป็นอาสาสมัครทำงานสังคมในชุมชน ทำให้ชีวิตเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

มองตัวเองในด้านบวก เกิดคุณค่าในตัวเองขึ้นมา

เมื่อคิดถึงความทุกข์ของคนอื่นหลายคนที่ได้ช่วยเหลือแล้ว

ความทุกข์ของตัวเองเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ทำให้มีแรงใจ พลังชีวิตที่จะทำงานสังคม

และก่อประโยชน์กับคนอื่นๆ เท่าที่จะทำได้ แม้ว่าตัวเองจะเหนื่อยล้าก็ตามที


ชีวิตดำเนินมาเรื่อยๆ จนพบว่าตัวเองได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย จากการทำงานทางสังคม

การเดินทางเส้นทางนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกรักและอยากช่วยเหลือให้คนอื่นได้มีความทุกข์น้อยลง

ไม่ว่าวิธีการใดก็ตาม หัวใจแห่งการทำงานเพื่อให้คนอื่นพึ่งพาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

และการพึ่งพาตัวเองที่ดีที่สุดคือ “หลักประกันภายในใจ” สำหรับเผชิญความจริงต่างๆ ของชีวิต

ผมยังคิดถึงเด็กเจ็ดขวบคนนั้นเสมอๆ ที่เขาผ่านช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตมาได้

และแน่นอนว่าทุกวันนี้ก็ยังคงมีเด็กและเยาวชนหลายคนที่ต้องผ่านด่านชีวิตต่างๆ มากมาย

บางคนมั่นคงหนักแน่นไม่หวั่นไหว แต่บางคนก็เหนื่อยล้าท้อแท้และหมดพลัง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงผลักให้ใจได้เห็นและปรารถนาที่จะทำงานภายในกับคนมากมายหลายวัย

ทั้งเพื่อเยียวยาและสร้างพลังข้างในของแต่ละคนให้มีหลักประกันภายในใจต่อไป


การสร้างหลักประกันทางใจนี้ สามารถทำให้เราเห็นความจริงในแง่มุมต่างๆ ของชีวิต

โดยมีความทุกข์น้อยหรืออาจจะไม่มีเลย

และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ด้วยหลายเหตุปัจจัยตามจริตเรียนรู้

และการฝึกฝนของแต่ละคน แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าพบและได้สัมผัสกับตัวเองนั้นคือวิถีแห่งการเจริญสติภาวนา

ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และได้ก่อเกิดเป็นพระธรรมคำสอน

ที่อบรมบ่มเพาะกันมานับแต่พุทธกาล

มีครูบาอาจารย์มากมายทั้งชายหญิงที่นำธรรมที่เกิดจากการเรียนปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ประกาศต่อสังคม

โดยท่านเหล่านั้นก็ล้วนทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเป็นสำคัญ

ทำให้ทุกวันนี้เรายังพบคำสอนที่ล้ำค่ามากมายที่จะทำให้เราแต่ละคนได้เห็นทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์


จากต้นทุนชีวิตที่ผ่านมาที่ข้าพเจ้าจำได้พร้อมกับการเรียนรู้ในทางธรรมสำหรับการเดินทางข้างในใจนี้

ก่อให้ใจได้มองเห็นว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นลำบากอย่างยิ่ง

และการเกิดมาพบคำสอนของพระพุทธเจ้าก็นับว่ายากไปอีก

ตลอดจนการได้มาเรียนรู้การเจริญสมถะและวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐานสี่ก็ย่อมยากขึ้นอีก

ฉะนั้นแล้วจึงเห็นว่าชีวิตจะมีค่ายิ่งขึ้นเมื่อได้พบคำสอนและนำคำสอนมาสู่ใจน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ

เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ภายในใจตนและประโยชน์ต่อคนอื่นๆ อีกมากมายที่แสวงหามรรคาแห่งความจริงนี้

วิถีความจริงเหล่านี้นำมาสู่การตัดสินใจใหม่ของชีวิตข้าพเจ้า ที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของชีวิตใหม่

นั้นคือการแปรสภาพจากฆราวาสเป็นนักบวช


เดิมทีความคิดนี้ไม่ได้มีอยู่ในใจของข้าพเจ้าเลย

แม้ว่าตอนอายุสิบขวบข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่ากายนี้ไม่ใช่ตัวเอง และเราจริงๆ ก็ไม่มี

และเราอยู่ที่ไหน จะอยู่ต่อไปทำไม จะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงไหน

แต่ตอนนั้นข้าพเจ้าเด็กมากที่จะเข้าใจอะไร ว่าสิ่งที่เกิดมีนัยทางใจว่าอย่างไร

และแม้ว่าตอนสิบสองขวบข้าพเจ้าอยากจะบวชเป็นพระเป็นพระเส้าหลินที่เรียนกังฟู

แต่นั้นก็เป็นเพียงความคิดที่อยากจะสนุกๆ และหนีไปจากโลกความจริงที่เป็นอยู่

ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าอายุยี่สิบปีกว่าๆ

ได้มีโอกาสไปเข้าเงียบภาวนาที่สำนักปฏิบัติแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก

ตลอดระยะเวลาสิบวันที่ได้เรียนรู้หลักการเจริญสมถะวิปัสสนาภาวนา

ข้าพเจ้าค้นพบว่าชีวิตนี้มีความจริงบางอย่างที่กำลังรอให้เรากลับไปแสวงหา

และเป็นความจริงที่เราเคยเดินทางมา แต่หลงทางไปนานแสนนาน

จิตใจจึงพลิกเปลี่ยน มองชีวิตแบบใหม่ มองโลกแบบใหม่ เกิดความศรัทธาในพุทธศาสนามากขึ้น

กลายเป็นความเพียรที่จะค้นหาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนมาเรื่อยๆ

แม้ว่าตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเดินทางไปไหน แต่ก็ขอเลือกเดินเส้นทางนี้ ทำเหตุไปเรื่อยๆ


จนเมื่อวันเวลาผ่านมานับจากวันนั้นจนถึงวันนี้

ข้าพเจ้าพบแล้วว่าการเดินทางนี้ เป็นการเดินทางตลอดชีวิต

ซึ่งต้องอาศัยศรัทธา ความหมั่นเพียร ความมีสติสมาธิ ปัญญา

แม้จะเห็นว่าชีวิตนี้ไม่เที่ยง และมีความดับของธาตุขันธุ์เป็นความจริงที่รออยู่

ผสมกับความแปรปรวนไม่แน่นอนของชีวิต

ทำให้ข้าพเจ้าไม่ประมาท ไม่เผลอใจไปกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน

แต่ก็ค่อยๆ เรียนรู้ ทำความรู้จัก ในการปรากฏของสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับลงไป

เป็นการเรียนรู้ ณ ปัจจุบันขณะที่มีความจริงให้เห็นอยู่เนืองๆ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญหลักที่ใจได้เห็นความจริงว่ากายและใจนี้ไม่แน่นอน

จึงควรหาจุดเปลี่ยนให้กับตัวเองเพื่อทำประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นต่อไปตามเหตุปัจจัย


ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจสละชีวิตทางโลก สละความสุขทางกาม และขอแสวงหาในทางใหม่

ด้วยใจที่หนักแน่นและมั่นคงนี้ ภายหลังจากที่ทางบ้านได้อนุญาตให้ข้าพเจ้าบวชเพื่อภาวนาแล้ว

ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและยินดีอนุโมทนากับคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวตลอดจนญาติพี่น้องทุกๆ คน

ที่อนุญาตไปพร้อมๆ กับความสงสัยว่าจะบวชไปทำไม บวชหนีปัญหาหรือเปล่า ฯลฯ

คำถามมากมายสารพัดที่เกิดขึ้นท่ามกลางหมู่ญาติเป็นสิ่งดีที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสแบ่งปันและเล่าให้ฟัง

แต่คนที่ดูจะเข้มแข็งกว่าใครในการตัดสินใจครั้งนี้ก็คงเป็น “แม่” ของข้าพเจ้า


สำหรับแม่แล้ว....ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด ผู้ดูแล เลี้ยงดู อบรม สั่งสอนและให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข

ไม่ห้ามที่จะทำอะไร และท่านก็ได้ประจักษ์ในผลที่ข้าพเจ้าตัดสินใจและปฏิบัติให้เห็นมาตลอด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน ที่ข้าพเจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าข้าพเจ้าเลือกและทำได้จริง

ข้าพเจ้ารักและผูกพันแม่มากกว่าพ่อ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา แม่เป็นผู้เลี้ยงดูข้าพเจ้ามากกว่าใคร

เราสองอยู่เคียงข้างกัน ตั้งแต่เด็กจนโต ได้อยู่ด้วยกัน แม้ว่าแม่จะแต่งงานใหม่มีน้องสาวต่างพ่อ

แต่ข้าพเจ้าก็ได้รับความรักจากท่านอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ทำให้ข้าพเจ้ามีจิตใจที่โอบอ้อม เข้มแข็ง และคล้ายแม่ในหลายๆ ประการ

ในกรณีนี้แล้ว ท่านคงใช้เวลามาตลอดที่จะยอมเอ่ยปากอนุญาตให้ข้าพเจ้าบวช

เพราะตลอดระยะเวลาสามปีตั้งแต่ปี 2549 ข้าพเจ้าได้ขออนุญาตท่านอยู่หลายครั้ง

แต่ก็เพราะมีเหตุที่ยังไม่พร้อมในหลายๆ เรื่องทั้งหน้าที่การงานภาระทางบ้าน

ข้าพเจ้าจึงตั้งจิตบวชใจมาเรื่อยๆ


จนเมื่อวันเวลาผ่านและหลวงน้าของข้าพเจ้าได้บวชและได้มีโอกาสพูดคุยกับแม่

เพื่อขอให้ข้าพเจ้าบวชอีกทางหนึ่ง และด้วยเพราะหลวงน้ามักถามข้าพเจ้าเสมอๆ ว่า

เต้าจะเป็นช่างสร้างเรือนไปอีกนานเท่าไหร่”

และสุดท้ายเมื่อกาลเวลามาถึงเหตุปัจจัยได้พร้อม

วันแม่แห่งชาติ ปี 2552 ที่ผ่านมา แม่จึงตอบอนุญาตตกลงใจให้ข้าพเจ้าบวช

และก็มีเงื่อนไขว่าถ้าถึงเวลานั้นก็ขอให้ได้มีโอกาสมาอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ญาติพี่น้อง

ซึ่งข้าพเจ้ารับปากและบอกว่าให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย

แต่สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกได้จากแม่คือความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข

แม้ว่าลูกจะต้องจากและแปรเปลี่ยนสภาพเป็นอื่น

แม้ว่าจะไม่ได้กอดกันอีก ไม่ได้นอนหนุนตัก ไม่ได้บอกรักแม่เหมือนทุกๆ ครั้งที่เจอหรือได้คุยกัน

แต่แม่ท่านเข้มแข็งพอที่จะอุทิศลูกให้กับศาสนาและทำหน้าที่พระตามวิถีพุทธตามเหตุปัจจัย

ส่วนสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกัน ความสัมพันธ์ที่ต้องเกื้อกูลกัน ยังคงดำเนินไปตามเงื่อนไขชีวิต


นอกจากที่ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวกับร่างกายและจิตใจแล้ว

คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีการเตรียมพร้อม เตรียมตัว เตรียมใจเหมือนกัน

เพราะจะได้ปรับความสมดุลของชีวิตได้

ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตจากแม่ และทางบ้านแล้ว อีกคนหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือคนรัก....

ข้าพเจ้ากับคนรักได้คุยกันในเรื่องนี้มาตลอด และก็ได้คุยกันอีกครั้งและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

เราจึงเห็นว่าจากกันตอนนี้จะเสียใจน้อยกว่าอนาคต และหากไม่จากกันวันนี้วันหน้าก็ต้องจากกัน

เราสองคนจึงใช้ค่อยๆ ห่างกันด้วยดีและปีติอนุโมทนาต่อกัน

เธอย้ำเสมอว่าเรากำลังทำประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น หากวันไหนที่ข้าพเจ้าพร้อมเธอจะไม่ห้าม

และแม้ว่าเธอจะต้องเรียนและทำงาน เพื่อเรียนรู้โลก แต่เมื่อวันไหนที่เธอพร้อมปัจจัยเอื้อก็คงจะตามไป

ความลำบากใจที่เกิดขึ้นนี้ ข้าพเจ้ามีความมั่นคงในทางที่เลือก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเสียใจและร่ำไห้

แต่สุดท้ายก็รู้ว่าเราได้ถวายความรักเป็นทานให้กับศาสนาและความจริงที่จะเดินทางไปค้นพบ


ความสะเทือนใจต่อมาที่ปฏิเสธไม่ได้คือเพื่อนร่วมงาน ร่วมเครือข่าย

ที่ได้พบและได้อยู่ด้วยกันตลอดมาหลายปี

ความผูกพันของพวกเราที่ทำงานร่วมกันเป็นเสมือนพี่น้องร่วมสายเลือดที่ได้ใช้ใจใช้ชีวิตทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน

ข้าพเจ้าใจหายบ้าง แต่ในความจริงทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยเหตุและปัจจัยของสิ่งนั้น

เพื่อนร่วมงานรู้ว่าข้าพเจ้ารู้สึกอย่างไร และทุกคนก็เข้าใจในเจตนารมณ์นี้ดี จึงเข้าใจกัน

และยังไงก็ตามพวกเราก็ยังร่วมเดินบนเส้นทางการทำงานเพื่อผู้อื่นและสังคมอยู่

ยังคงพบเจอกันและอยู่ในวิถีทางที่จะสร้างหลักประกันทางใจให้กับคนในสังคมเสมือนกัน


อย่างไรก็ตามกลุ่มที่มีบทบาทช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากๆ คือ พี่น้องญาติธรรมหลายๆ คน

ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์ในการเจริญสติภาวนาร่วมกันมาตามช่วงเวลาต่างๆ

ก็เป็นแรงบันดาลหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไม่โดดเดี่ยว ไม่ท้อแท้ และยิ่งมีความเพียรอยู่เนืองๆ

เป็นกำลังใจและคอยตักเตือนข้าพเจ้า ในยามท้อ ยามหลงกระเจิง ยามติดหลุมอารมณ์

หรือแม้แต่บางคนก็ยังได้มีโอกาสไปฟังธรรมเทศนา และปฏิบัติธรรมร่วมกัน

ตลอดจนร่วมจัดทำหนังสือธรรมทานร่วมกัน ซึ่งถือเป็นวิถีกัลยาณมิตรที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน

นอกจากนี้ ครูบาอาจารย์ ผู้รู้อีกหลายท่าน ก็ถือเป็นกัลยาณมิตร ที่คอยตักเตือน สั่งสอนและแนะนำ

ในหลายๆ ครั้งที่ติดสภาวะ มีความสงสัย และหลายๆ เหตุปัจจัย ก็ได้ท่านทั้งหลายคอยชี้เตือน

แต่อย่างไรก็ตามกัลยาณมิตรถือเป็นแสงสว่างภายนอกที่ได้ปลุกให้แสงสว่างภายในใจได้ทำงาน

เพื่อเรียนรู้ความจริงของชีวิต ในขณะต่างๆ

และสิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ วันหนึ่งเราและท่านก็ต้องพรากจากกันเป็นธรรมดาของชีวิตนี้

ดังนั้นท่านทั้งหลายจึงตักเตือนอยู่เสมอว่าให้พึ่งตัวเองให้ได้ เอาตัวเองให้รอด

และทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่น ตามเหตุ ปัจจัย ตามกาลเวลา ตามความสมควร....


ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ไม่ค่อยจะหนักแน่นเท่ากับความจริงที่เกิดขึ้นภายในใจดังกล่าวมา

นั้นคือ ชีวิตนี้สั้นนักและอนาคตเป็นสิ่งที่แน่นอน ปัจจุบันจึงเป็นช่วงขณะเวลาที่สำคัญ

ที่ควรสร้างประโยชน์ ณ ปัจจุบันให้เกิดเหตุอยู่เนืองๆ

และขณะเดียวกันประโยชน์แห่งชีวิตที่เดินทางรอนแรมมานานในวงเวียนแห่งวัฏสังสาร

ซึ่งหลงวนเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จักจบสิ้น ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และกลัวการเกิดร่ำไป

จึงปรารถนาที่จะพบกับธรรมแห่งความสิ้นทุกข์ในชาตินี้

ซึ่งไม่รู้ว่าชาติต่อๆ ไป จะเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ หรือจะเกิดมาได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าอีกไหม

และก็ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติธรรมเจริญรอยตามพระธรรมคำสอนอีกหรืออย่างไร

พร้อมกับไม่รู้แน่ชัดเลยว่ากัลยาณมิตรที่ได้พบเจอกันในชาติหนนี้จะได้พบเจอกันอีกไหม


ความกลัวการเกิด ความเบื่อหน่ายสังสารวัฏ

และความปรารถนาสู่ที่สุดแห่งทุกข์และการเดินไปในทางวิถีแห่งความจริง

เป็นปัจจัยสำคัญที่ข้าพเจ้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่

แม้ว่าวันข้างหน้าจะไม่แน่นอน จะต้องลำบากและฝึกฝนตนเองอย่างไรก็ตาม

วันนี้ข้าพเจ้ามั่นคงในหนทางที่เลือกแล้ว และหากวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

ก็คงเพราะผลจากเหตุ ณ ปัจจุบันที่ข้าพเจ้าลงมือทำด้วยการเจริญสติภาวนา

แม้ว่าวันนี้จะตัดสินใจพลาด แต่ข้าพเจ้าก็ดีใจที่ได้ลงมือทำจริงๆ

จะได้ไม่ต้องรอนแรม หลงทาง อีกนานแสนนาน เหมือนภพชาติที่ผ่านมา.....

 

 


บล็อกของ พันธกุมภา

พันธกุมภา
มีเรื่องหนึ่ง ที่อยากเตือนตัวเองมากๆ นั่นคือว่านักภาวนาหลายๆ คน พอภาวนาไปแล้ว ก็เริ่มคิดว่าเป็นนักภาวนา บางทีเราก็หลงไปสร้างภาพความเป็นคนดีขึ้นมาทันที จนลืมนึกถึงไปว่าเราภาวนาเพื่อเห็นความจริง และความจริงนี้ก็เป็นความจริงธรรมดาของกายและใจเท่านั้นเอง
พันธกุมภา
ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมตั้งใจอธิษฐานในการภาวนาในรูปแบบอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง หรือ “เนสักชิก” ซึ่งเป็นธุดงควัตร นั้นหมายความว่าช่วงกลางคืนผมจะไม่นอนหลับ แต่จะเจริญสติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หัวค่ำจนถึงช่วงสว่าง และใช้ชีวิตต่ออย่างปกติ
พันธกุมภา
สำหรับเรื่องป่าเขา มีเรื่องหนึ่งที่ผมจำได้ ตอนนั้นในการเข้าร่วมคอร์สภาวนาแห่งหนึ่ง อาจารย์ผู้นำกระบวนการ ได้เชื้อเชิญให้ผู้เข้าร่วมทุกคน ได้ร่วมหาคำตอบของชีวิตโดยการเข้าไปในป่า และอยู่ตรงนั้นเพื่อหาคำตอบให้กับชีวิตของตัวเอง โดยการอยู่เงียบๆ และอยู่กับตัวเองคนเดียวให้มากที่สุด ไม่พูดไม่คุยกับใคร และรอคำตอบที่เกิดขึ้นในใจของเรา
พันธกุมภา
ชีวิตในการอยู่ท่ามกลางขุนเขา ป่าไม้ ร่มไพร ลำธาร เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้มีอากาสเฝ้ามองใจของตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง เป็นบรรยากาศที่เห็นอาการต่างๆ เกิดขึ้น แปรเปลี่ยนไป ตามการปรุงแต่งของอารมณ์และสิ่งที่เข้ามากระทบภายนอก ทั้งการดูผ่านตา ได้ยินผ่านหู ได้กลิ่นผ่านจมูก ก็ตาม
พันธกุมภา
ผมชอบเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเพราะจะทำให้จิตใจตัวเองเกิดอารมณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งที่ไม่ค่อยจะเกิด เช่น ความขุ่นเคืองใจในการตากแดด ความกลัวจากการเดินในป่าช้า ความเหนื่อยจากการเดินหลงทาง เป็นต้น ซึ่งการหาสิ่งใหม่ให้ใจได้รู้ได้เห็นนี้จะช่วยให้เห็นสภาวะต่างๆ เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ถือเป็นอุบายหนึ่งในการภาวนา
พันธกุมภา
การเจริญสติในช่วงที่อยู่ที่วัดป่าสุคะโต ภายหลังจากผ่านบททดสอบแรกเรื่องการเดินจงกรมที่ผมมัวแต่ไปตั้งท่าว่าอยากรู้อยากดูสภาวะแล้ว ก็ได้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นว่าตัวเองนั้นเผลอไปจ้องมองเสียนาน
พันธกุมภา
การเดินทางมาเจริญสติที่วัดป่าสุคะโตในช่วงก่อนเข้าพรรษานี้ แม้ว่าที่พักจะไม่เพียงพอแต่ผมก็ได้นอนด้านบนศาลา ซึ่งมีผู้คนมาจากหลายๆ ที่มาร่วมเจริญสติ และยังมีคณะผ้าป่าที่มาร่วมทอดผ้าป่าอีกด้วย ครานี้ที่วัดจึงแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา อยู่ในวัยเด็กเล็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ
พันธกุมภา
วันเข้าพรรษาปีนี้ผมมีความตั้งใจกับตัวเองที่จะภาวนาให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นโดยการเจริญสติในรูปแบบอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความอดทน พากเพียรให้กับตัวเอง ในการมีสติสัมปชัญญะมากยิ่งขึ้นกว่าชีวิตปกติที่ผ่านมา
พันธกุมภา
 สวัสดีประชาไท สวัสดี ผองน้องพี่ ประชาไทสบายดี กันไหม ให้ถามหาได้พบกัน แบ่งปันธรรม แต่นานมาขอขอบคุณ วิถีพา เราพบกัน
พันธกุมภา
  เรื่องนี้ผ่านมานานแล้ว, ปลายฝนต้นหนาว อากาศร้อนระอุไปทั่วแผ่นฟ้า ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสมานั่งพักผ่อนอยู่นิ่งๆ คนเดียวมานานแล้ว เพราะหน้าที่การงานที่มากมาย ทำให้ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาของผมเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพียงเพราะผมมุ่งแต่จะทำงาน แต่ไม่ได้มีโอกาสได้ดูแลคนที่ผมรักเลยแม้แต่น้อย ผมทำงานที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง เราทำงานเพื่อสังคม มีอุดมการณ์ที่อยากเห็นคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี งานที่เราทำเป็นงานเพื่อส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ซึ่งนั่นทำให้ผมต้องมีเวลาให้กับงาน ให้กับคนอื่นมากกว่าการดูแลตัวเองและการดูแลคนที่ผมรัก
พันธกุมภา
ชีวิตเกิดมาหนนี้ สิ่งที่ต้องการสูงสุดคืออะไร? คำถามนี้ ถามแล้ว ถามอีก ใจคอยถามอยู่ตลอดเวลาว่าต้องการอะไร ปรารถนาสิ่งใด ทำไมยังไม่มุ่งไปทางนั้นให้เต็มที่ ไยจึงกลัวที่จะเลือก ที่จะตัดสินใจ แม้ว่ารู้และเห็นว่าความน่ากลัว สังเวช อนาถใจของการเวียนว่ายนี้มีมากน้อยเพียงใด แต่เหตุใด ใจจึงไม่เคยหลุดออกจากสมมุติมากมายที่เกาะกุมเราไว้
พันธกุมภา
ช่วงหลังๆ นี้ผมได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับญาติธรรมกัลยาณมิตรหลายๆ คน ซึ่งแต่ละคนก็เจอสภาวะจิตที่แตกต่างกัน มีรูปแบบการภาวนาที่แตกต่างกัน ตามจริต ตามเหตุ ปัจจัยของแต่ละคน ทำให้แต่ละคนเจอกับสภาวะต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และมีความรู้ ตื่น เบิกบาน ที่มากมายคละกันไป กัลยาณมิตรที่ร่วมสนทนากันนี้มีอยู่ในหลายวัย หลากอาชีพ และมีความสนใจในการภาวนาที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาเรื่องความรัก ปัญหาครอบครัว ปัญหากับที่ทำงาน ปัญหากับการเรียน และก็ล้วนแต่มองเห็นว่าการภาวนาโดยการเจริญสติรู้กายรู้ใจในชีวิตประจำวันนี้จะทำให้ตัวเองได้เข้าใจความทุกข์และพ้นจากความทุกข์