Skip to main content

          พบเพื่อลา มาเพื่อจาก ผมลุกจากที่นอนออกมาทำธุระส่วนตัวก็เห็นน้องๆกำลังแต่งตัวถือหนังสือเตรียมตัวกันมาเรียน มันคงเป็นการตื่นมาเรียนที่แต่ละคนดูสดชื่นไม่เหมือนกับตัวเองสมัยเด็กๆที่โรงเรียนไม่ต่างอะไรจากกรงขังที่ตีกรอบสี่เหลี่ยมให้กับเราแต่สำหรับที่นี่โรงเรียนเหมือนบ้านของพวกเขา คุณครูเหมือนพี่ชาย พี่สาว ที่คอยดูแลน้องๆของพวกเขา เด็กๆแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง บ้างก็ทำกับข้าว บ้างก็ปัดกวาดเช็ด ถู บ้างก็ไปเปิดห้องเรียนบนอาคารที่ทำจากดิน ห้องเรียนไม่กว้างใหญ่นัก แต่ก็สร้างบรรยากาศน่าเรียนได้ดีทีเดียว ผมเดินสำรวจแต่ละห้องเรียนที่แยกสัดส่วนไว้อย่างชัดเจน มีห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องพักครู และห้องเรียนที่แยกแต่ละดับชั้นอย่างชัดเจน ที่นี่เปิดสอน ม.1 ถึง ม.6 แต่เปิดมาได้ 5 ปี เลยมีแค่ถึง ม.5 มีคุณครูทั้งหมดสี่คน คือ ครูซา ครูชาติ ครูเฟริน ครูไผ่ ทั้ง 4 ท่านเป็นครูที่น่ารักมากผมขอนับถือในความเป็นครูของทุกท่านได้เวลาแปดโมงเช้า เด็กๆรู้หน้าที่ของตนเองเดินไปหน้าเสาธงชาติไทยตั้งแถวครึ่งวงกลม ที่จริงการตั้งแถวแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะเพราะมันทำให้คนตัวเตี้ยไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ได้อยู่หน้าแถวตลอดอย่างที่ผมพบมาในสมัยที่ตัวเองเป็นนักเรียน เด็กๆตั้งใจร้องเพลงชาติกันสุดเสียง ธงชาติโบกสะบัดอยู่บนเหนือเสา เป็นสัญลักษณ์บอกว่าเราภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทยในผืนแผ่นดินไทย เด็กๆสวดมนต์เสร็จครูชาติก็ทำหน้าที่ขึ้นพูดหน้าเสาธง ครูชาติสรุปประเด็นสำคัญให้เด็กฟังได้อย่างเข้าใจง่ายในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสามนาที หลังจากเคารพธงชาติเสร็จ ก่อนที่จะมาเริ่มเรียนกันที่นี่จะมีกิจกรรม จิตศึกษา(body scan)ที่ให้เราทุกคนมาล้อมวงกันทำสมาธิก่อนเริ่มเรียน ผมรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กับพวกเขาเราเริ่มจากหลับตานั่งสมาธิกันคนละสามนาทีพอลืมตามา ครูชาติก็จะหยิบยกประเด็นมาให้เด็กๆได้คิดกันโดยประเด็นวันนี้คือเรื่อง สุ จิ ปุ ลิ หัวใจนักปราชญ์ ที่แห่งนี้เขาจะสอนเรื่องนี้กันให้เด็กๆทุกคน โดยในกิจกรรมนี้เด็กๆทุกคนจะได้แสดงความคิดเห็นของตนเองและปิดท้ายกิจกรรมด้วยกันที่ครูชาติให้แขกผู้มาเยือนบอกความรู้สึกก่อนกลับซึ่งก็ทำเอาผมพูดไป รู้สึกใจหายไปตลอดเวลาที่ได้พูดแต่สำหรับพวกเขามันก็คงเป็นเรื่องที่คงเจอบ่อยครั้งกับการจากลาเช่นนี้เพราะก็คงมีแขกผู้มาเยือนที่นี่อยู่ตลอดและพวกเขาก็คงรับมือกลับความรู้สึกการจากลานี้ได้ดีแต่สำหรับผมมันไม่ใช่อย่างนั้น ผมพบเจอกับการจากลามาหลายต่อหลายครั้งในทุกๆที่ที่เราไป ทุกครั้งเราจะรู้สึกใจหายที่ต้องจากลากัน การจากลาที่เราพบเจอบ่อยครั้งมันไม่ได้ช่วยให้การจากลาในครั้งต่อไปง่ายขึ้นเลย ในครั้งนี้ก็เช่นกันผมก็ยังคงรู้สึกเช่นนั้น แต่ในครั้งนี้ผมกลับตอบตัวเองได้แล้วว่าอาการที่ต้องบอกลากันนี้ผมควรนิยามความรู้สึกนี้ว่าอย่างไรดี........

 

บล็อกของ Storytellers

Storytellers
          ความว่างเริ่มเข้ามาในหัวสมองเมื่อผมกลับมาจากการตกปลาได้สักพักหนึ่ง มันส่งเสียงบอกผมว่า “เห้ย!นายต้องหาอะไรทำได้แล้วนะ”พร้อมนึกขึ้นได้ว่า เรานัดคุยกับคุณตาไว้นี่ผมไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปบ้านคุณตา คุณตากำลังสานตะกร้าจากไม้ไผ่ไว้ใช้เองอยู่คุณตาเห็นผมด้วยท่าทางทีใจ รี
Storytellers
          เป็นค่ำคืนที่หัวถึงหมอนแล้วรู้สึกอีกทีคือตอนตื่น ผมตื่นมาอย่างตื่นเต้นเตรียมพร้อมที่จะเดินขึ้นไปดูทะเลหมอกแต่มองออกไปก็เจอแต่ความมืดมิดของค่ำคืนที่ไม่มีไฟฟ้าและก็ไม่เห็นจะมีใครตื่นมากับเรา ในใจตอนนั้นถามว่าให้เดินขึ้นไปคนเดียวกล้าไหม ก็คงตอบอย่างมั่นใจว่าไม่กล้า
Storytellers
          พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าเหล่านกกาบินร้องกลับรังก็ได้เวลาที่เรากลับมาที่โรงเรียน เพื่อเตรียมทำกับข้าว ซึ่งก็มีออเดิร์ฟมาเสิร์ฟเราถึงที่ เป็นหัวปลีคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ทอดกรอบๆ พูดแล้วก็อยากทานอีก เพราะรสชาติมันช่างกลมกล่อมลงตัวเป็นอย่างมาก โดยแม่ครัวใหญ่ของอาห
Storytellers
          เรานั่งรอคุณครูซามารับประมาณเกือบๆ 2 ชม.เพราะวันนี้ทางโรงเรียนติดส่งแขกที่เข้ามาบริจาคสิ่งของ แล้วรถของคุณครูก็มาถึงเป็นรถโฟวิลยกสูงคันใหญ่ ที่ขับมาโดยเด็กหนุ่มหน้าตาอย่างกับบอยแบรนด์เกาหลี ผมสวัสดีทักทาย ในใจก็คิดว่าสงสัยครูซาคงให้ลูกศิษย์ขับรถมาแทน แต่ก็ไม่ใช่
Storytellers
          เสียงนาฬิกาปลุกปลุกผมให้ลุกจากที่นอนรีบไปอาบน้ำ ผมสะพายเป้ ออกจากบ้านด้วยอารมณ์เรียบเฉยต่างจากวันก่อนที่อยากไปมากอย่างสิ้นเชิง คงเป็นเพราะบรรยายกาศที่มีฝนตกปรอยๆ และข้อมูลการเดินทางที่มีน้อยมาก มันเลยทำให้ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากจากการเดินทางครั้งนี้ผมนัดเจอกับชาต
Storytellers
หลังจากจบกิจกรรมในวันแรกเราทุกคนต้องนอนค้างด้วยกันและเช้าวันรุ่งขึ้นผมต้องรีบแหกขี้ตาขับรถกลับบ้านเพื่อแต่งตัวไปทำงาน ในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นเตรียมตัวออกเดินทางโดยตลอดการเดินทางเราจะใช้ “APP C –Site”เพื่อติดตามเรื่องราวของกันและกัน ความรู้สึกที่เราต้องนั่งหงอยๆทำงานอยู่หน้าคอมทั้งที่เพื่อนคนอื่นออก
Storytellers
          ชีวิตในเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวายเร่งรีบของใครคนหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการอะไรจากเมืองกรุงแห่งนี้จนเลื่อนมือถือไปๆมาๆเจอโพสหนึ่ง “เปิดรับเยาวชนนักเล่าเรื่องที่สนใจจะไปเที่ยว!
Storytellers
ก่อนได้ไปลงพื้นที่ที่สะเนพ่องเราได้ไปค่ายนักเล่าเรื่องในที่อื่น(Storytellers in Journey) ที่มูลนิธฺเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปซึ่งทำให้เราได้เจอกับพี่ๆหลายๆคนและทุกๆคนน่ารักมาก แต่ในระยะเวลาที่เราได้อยู่ค่ายนั้นมันมีแค่ 2 วันคือวันที่7-8 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 แล้วในตอนนั้นผมก็ยังมีโครงการของผมที่ยังต้องไ
Storytellers
บัติ-ใจ-สู้  สามคำที่อยากแนะนำตัวเองให้ทุกคนได้รู้จัก  “บัติ”  มาจากชื่อจริงชื่อ  สมบัติ  แก้วเนื้ออ่อน  “ใจ”  มาจากสิ่งที่เริ่มทำในชีวิตส่วนใหญ่มักเริ่มต้นมาจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นผ่านใจ  ถ้าใจอยากทำ  ยังไงก็จะทำต่อไปจนสำเร็จให้ได้  ส่
Storytellers
ต่างคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การเดินทางคือการซื้อประสบการณ์ที่ได้รับเงินทอนเป็นความสุข เป็นคำพูดที่มีความจริงเจือปนอยู่เป็นจำนวนมากแต่บางครั้งเงินทอนที่ได้รับอาจจะมาในรูปแบบที่โหดร้ายได้เหมือนกัน เพราะการเดินทางไปในแต่ละที่มักจะได้ประการณ์ที่ไม่เหมือนกัน และนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ไม่รู้ว่า
Storytellers
          ผมได้เข้าร่วมโครงการ Storytellers in journey ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผมได้ออกเดินทางไปเรียนรู้อะไรใหม่ตามที่ต่างๆ และผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังบ้านปลาบู่ จังหวัดหมาสารคาม เพื่อไปดูการจัดการธุรกิจแบบ Social Enterprise เพราะผมได้รู้มาว่าที่นั้นมีการทำธุรกิจแบบ