Skip to main content

 

เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ความแตกต่างระหว่างทักษะของแรงงาน 'ทั่วๆ ไป' กับความสามารถที่จำเป็นต่อการใช้งานฟรอนเทียร์เทคโนโลยีกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ หุ่นยนต์ ซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ได้เพิ่มกำไรให้กับภาคธุรกิจและทำให้แรงงานฝีมือที่มีทักษะเป็นที่ต้องการมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้เข้ามาแทนที่คนงานในโรงงาน พนักงานขาย และพนักงานธุรการซึ่งเป็นการขจัดชนชั้นกลางแบบดั้งเดิมออกไป 'ช่องว่างทางทักษะ' นี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึก ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง อันเป็นปัญหาโดดเด่นในยุคปัจจุบัน

วิธีรับมือแบบเดิมๆ คือให้การศึกษามากขึ้นและมีคุณภาพกว่าเดิม พูดให้เห็นภาพแบบที่คลอเดีย โกลดิน (Claudia Goldin) และลอว์เรนซ์ คัตซ์ (Lawrence Katz) นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดว่าไว้ คือหากไม่อยากให้คนธรรมดาๆ ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังใน 'การแข่งขัน' อันยาวนาน 'ระหว่างการศึกษากับเทคโนโลยี' สังคมต่างๆ ก็จำเป็นต้องฝึกฝนกำลังแรงงานของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้พร้อมต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ คนขับรถบรรทุกต้องเปลี่ยนเป็นคอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์

นี่เป็นทางออกที่ไม่รอบด้านพิกล คิดตามตรรกะแล้ว ช่องว่างระหว่างทักษะกับเทคโนโลยีอาจบรรจบกันด้วยสองวิธี คือหากไม่ส่งเสริมการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ต้องกำหนดแนวทางของนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับทักษะของกำลังแรงที่มีอยู่ (และที่จะมีในอนาคต) แนวทางที่สองแทบไม่มีใครพูดถึงกันเลยในแวดวงถกเถียงเรื่องนโยบาย แต่กลับเป็นแนวทางที่ดูชัดเจนกว่าและเป็นไปได้ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย ริคาร์โด เฮาส์มนน์ (Ricardo Hausmann) เพื่อนร่วมงานของผมที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดชี้ให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องสร้างงานสำหรับแรงงานที่เรามี ไม่ใช่ให้กับแรงงานที่เราหวังอยากให้มี

อุปสรรคในเรื่องนี้ก็คือผลผลิตของความหลงใหลได้ปลื้มในเทคโนโลยีจนเกินพอดีรูปแบบหนึ่งที่มองว่านวัตกรรมคือพลังจากภายนอกที่ดำเนินไปด้วยกฎเกณฑ์ของมันเอง เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าเราควบคุมนวัตกรรมได้น้อยเหลือเกิน แต่สังคมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายปรับเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนสังคม

การเชื่อว่าเราทำอะไรไม่ค่อยได้มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าคุณค่าและแรงจูงใจ - ซึ่งมักไม่ค่อยถูกพูดถึงกันนัก - เป็นตัวผลักดันนวัตกรรมได้มากเพียงใด ตัวอย่างก็เช่นการที่รัฐบาลมีบทบาทอย่างมหาศาลต่อการกำหนดภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยี ตามปกติประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมักพึ่งพิงเงินอุดหนุนสำหรับการวิจัยและพัฒนา ทุนสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับรากฐาน กฎเกณฑ์ในเรื่องสิทธิบัตร การมีผู้ค้ำประกันสินเชื่อ นโยบายต่างๆ ในการพัฒนาคลัสเตอร์ และการสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐสำหรับฟรอนเทียร์เทคโนโลยี นโยบายทั้งหมดนี้สร้างความได้เปรียบในการกำหนดหน้าตาของนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น

ลองนึกถึงเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ ในสหรัฐฯ หน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DAPRA) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม ทำให้นวัตกรรมด้านนี้เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการจัดการแข่งขันต่างๆ ให้กับนวัตกรในช่วงทศวรรษ 2000 วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อประโยชน์ทางการทหาร นั่นคือการลดความสูญเสียในพื้นที่สงคราม แต่ DARPA ระบุไว้เองในเว็บไซต์ว่า "การแข่งขันเหล่านี้ช่วยสร้างทัศนคติและชุมชนการวิจัยที่อาจทำให้ในอีกทศวรรษต่อมาฝูงรถยนต์และยานพาหนะภาคพื้นดินอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนได้อัตโนมัติใกล้เคียงความจริงได้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21" หน่วยงานของรัฐที่ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าอาจเป็นฝ่ายผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีในลักษณะอื่นแทน

นโยบายอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยไม่ตั้งใจ ดารอน อเซโมกลู (Daron Acemeglu) จากมหาวิทยาลัย MIT เสนอไว้ว่า โดยทั่วไปแล้ว นโยบายภาษีจะบิดเบือนแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมจนส่งผลเสียต่อแรงงานด้วยการไปสนับสนุนหุ่นยนต์แทน บริษัทจะได้รับการลดหย่อนภาษีเมื่อใช้งานหุ่นยนต์ ไม่ใช่เมื่อสร้างงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้ เอาเข้าจริงแล้ว ในขณะที่การทำงานต่างๆ ถูกเก็บภาษี การใช้งานเครื่องจักรกลับได้รับการอุดหนุน

แทนที่จะเอาเครื่องจักรมาแทนแรงงานกึ่งฝีมือหรือไร้ฝีมือ สังคมสามารถผลักดันนวัตกรรมที่เพิ่มตำแหน่งหน้าที่เฉพาะทางที่แรงงานทั่วๆ ไปสามารถทำได้ สิ่งนี้เป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปิดโอกาสให้แรงงานสามารถทำงานที่แต่เดิมต้องทำโดยแรงงานที่มีทักษะมากกว่าเท่านั้น ไม่ก็ช่วยให้กำลังแรงงานที่มีอยู่สามารถให้บริการที่เฉพาะทางและตอบสนองต่อผู้รับบริการเป็นรายบุคคลได้

ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทแรกคือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้พยาบาลสามารถทำงานบางขั้นตอนที่เคยเป็นหน้าที่ของแพทย์หรือช่างฝีมือสามารถทำงานบางอย่างที่เคยเป็นหน้าที่ของวิศวกร ตัวอย่างของเทคโนโลยีประเภทหลังอาจเป็นการช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนแบบวัดตัวตัดตามความสามารถและความจำเป็นของนักเรียนแต่ละคน

เหตุผลพื้นฐานว่าทำไมสังคมจึงลงทุนน้อยเกินไปกับนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อให้คำตอบและแก้ไขปัญหา แต่คำถามไหนจะถูกถามและปัญหาใดจะถูกแก้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเสียงของใครดังกว่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดบางอย่างของการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์แบบเดียวกันกับที่เสนอไปข้างต้นมีที่มาจากอำนาจที่แพทย์มีในการกีดกันแรงงานทางการแพทย์ที่มีคุณวุฒิต่ำกว่าออกไปจากงานที่ใช้ทักษะสูง

เทคโนโลยีหนึ่งๆ จะถูกใช้งานในที่ทำงานอย่างไรเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเรื่องที่ว่าใครเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจ เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนอาจช่วยให้ผู้จัดการสามารถติดตามงานของแรงงานได้ในทุกจังหวะชีวิต วัดประสิทธิผลของพวกเขาได้ และช่วยให้บริษัทกำหนดมาตรฐานการทำงานที่เรียกร้องจากแรงงานมากขึ้นกว่าเดิมจนส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตของแรงงานเอง ในทางกลับกัน เทคโนโลยีแบบเดียวกันก็อาจช่วยให้แรงงานมีอิสระในการทำงานและจัดการสภาพแวดล้อมในการทำงานได้มากขึ้น เดาไม่ยากเลยว่าในทางปฏิบัติแล้วเทคโนโลยีจะถูกใช้ในรูปแบบใด

การคิดคำนึงถึงประเด็นด้านจริยธรรมก็มีบทบาททั้งที่เห็นได้ชัดและไม่ชัดนักในการกำหนดทิศทางของนวัตกรรม และอำนาจก็เป็นเรื่องสำคัญในกรณีนี้ด้วย เมื่อพนักงานของกูเกิลบางคนเริ่มบ่นและรวมตัวกันต่อต้านการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เห็นว่าผิดจริยธรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ควบคุมการย้ายถิ่นหรือใช้เพื่อการสอดแนม บริษัทก็เข้ามาระงับเหตุการณ์และผู้นำการต่อต้านในองค์กรถูกไล่ออก

ในกรณีอื่นๆ เราเชื่อกันว่าคุณค่าควรถูกสะท้อนอยู่ในวิธีการในการสร้างนวัตกรรม เช่น เรามักมีหลักปฏิบัติภายในเพื่อจำกัดการทดลองในสัตว์และมนุษย์ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ลองขยายขอบเขตของแนวคิดนี้ไปสู่มิติด้านแรงงาน-ตลาดของเทคโนโลยีด้วย เช่นว่าเราอาจใช้หลักปฏิบัติหรือวิธีการอื่นๆ ในการทำให้นวัตกรรมของเราต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีต่อคุณภาพและปริมาณของงาน

ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไม่ได้ดำเนินไปตามทิศทางของมันเอง หากแต่ถูกกำกับด้วยกรอบศีลธรรม แรงจูงใจ และอำนาจ หากเราคิดให้มากขึ้นว่าจะกำหนดทิศทางของนวัตกรรมให้รับใช้สังคมได้อย่างไร เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนักว่าควรปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างไร.

แปลจาก Dani Rodrik. "Technology for All" Project Syndicate. available from https://www.project-syndicate.org/commentary/shaping-technological-innovation-to-serve-society-by-dani-rodrik-2020-03.

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”