Skip to main content

นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยที่เสมอหน้า1 ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความรู้เฉพาะท้องถิ่นของฮาเย็ค แต่ตามความเห็นขององค์กร Democracy At Work

“เมื่อคนทำงานมีสิทธิ์มีเสียงในธุรกิจที่ตนทำ พวกเขาจะยิ่งทุ่มเทและสร้างสรรค์ขึ้น เมื่อมีตัวเลือก คนทำงานจะเลือกลงทุนในธุรกิจของตัวเองแทนที่จะจ่ายค่าตอบแทนสูงๆ ให้กับคนเพียงไม่กี่คน เมื่อถึงเศรษฐกิจขาลง พวกเขาจะยอมลดค่าจ้างร่วมกันแทนที่จะเลือกปลดคนออก พวกเขาจะไม่ลงคะแนนเสียงให้ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศหรือลงมติเพื่อก่อมลพิษต่อชุมชนของตน การทำให้สถานที่ทำงานเป็นประชาธิปไตยจึงเป็นการสร้างทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ไม่ใช่คนส่วนน้อย”

แต่ความท้าทายใหญ่ที่สุดของสหกรณ์คนทำงานคือ การระดมทุน (funding) บทความนี้จะสำรวจแนวทางแก้ไขปัญหา 3 แนวทางที่อาจนำมาใช้ได้ทั้งแบบแยกส่วนหรือรวมกัน อันได้แก่ การร่วมลงทุนแบบคอมมูน (venture communism) การสเตกสกุลเงินคริปโต (cryptocurrency staking) และการระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิง (crowdfunding)

การร่วมลงทุนแบบคอมมูนเป็นแนวคิดที่เสนอโดยดมิทรี ไคลเนอร์ (Dmytri Kleiner) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรูปแบบการจัดตั้งแบบสหการอนาธิปไตย (anarcho-syndicalist) โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง “คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communes) เพื่อแข่งขันกับนักร่วมลงทุน (venture capitalists) แทนที่จะให้ทุนตั้งต้นในรูปของเงินสดเพื่อแลกกับหุ้น คอมมูนร่วมลงทุนจะให้ทุนในรูปของปัจจัยการผลิต อาคารและที่ดิน แลกกับการจ่ายค่าเช่าให้กับคอมมูน นั่นหมายความว่า แทนที่จะต้องประนีประนอมและจัดตั้งสหกรณ์ที่มีผู้ถือผลประโยชน์หลายฝ่าย คนทำงานในแต่ละสหกรณ์ที่ได้รับทุนจากคอมมูนจะสามารถเป็นเจ้าของโดยแรงงานร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีอำนาจควบคุมเต็มที่ทั้งในส่วนของผลผลิตจากแรงงาน รวมถึงผลกำไรที่ได้จากแรงงานนั้นด้วย

ที่สำคัญ คอมมูนเหล่านี้ไม่ได้ละเลยแนวคิดการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตโดยคนทำงาน สมาชิกของสหกรณ์ที่ได้รับทุนทั้งหมดจะร่วมเป็นเจ้าของคอมมูนร่วมลงทุนแต่ละแห่ง หมายความว่าค่าเช่าที่พวกเขาจ่ายจะกลับไปยังกองทุนที่ควบคุมร่วมกันอย่างเป็นประชาธิปไตย กองทุนดังกล่าวสามารถใช้เพื่อระดุมทุนให้กับการจัดตั้งสหกรณ์อื่นๆ ขณะที่กำไรอาจแบ่งปันกันในหมู่สมาชิกทุกๆ คน ดังนั้น คนทำงานจึงเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและผลผลิตจากกำลังแรงงานของพวกเขาเอง อีกทั้งยังเป็นวิธีในการให้ทุนสนับสนุนกับการจัดตั้งสหกรณ์คนทำงานแห่งใหม่ๆ ด้วย แค่เพียงสหกรณ์ที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์สักสองแห่งร่วมมือกันก็สามารถช่วยให้ทุนเพื่อสร้างคอมมูนร่วมลงทุนได้แล้ว และต่อให้พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารที่ใช้ดำเนินงาน พวกเขาก็ยังสามารถรวมปัจจัยการผลิตเข้าด้วยกันและจ่ายค่าเช่าร่วมกันได้ แน่นอนว่าโมเดลนี้ขึ้นอยู่กับการที่สหกรณ์ที่มีอยู่แล้วช่วยสนับสนุนการสร้างสหกรณ์ใหม่ แต่จะทำอย่างไรถ้าเราต้องเริ่มจากศูนย์

ปัญหานี้อาจแก้ได้ด้วยโมเดลของ Breadchain Breadchain คือสหพันธ์ร่วมของสหกรณ์แบบกระจายศูนย์ สมาชิกสามารถซื้อโทเค็น BREAD ด้วย DAI (Stablecoin) โดย DAI ที่สะสมไว้จะถูกฝากเข้ากองทุนให้กู้ของแพลตฟอร์ม AAVE ซึ่งให้ดอกเบี้ย จากนั้นดอกเบี้ยทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปหา Breadchain โดยอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนสหกรณ์ในเครือข่าย Breadchain สมาชิกสามารถไถ่ถอน DAI ที่ฝากไว้คืนเมื่อใดก็ได้ด้วยการขาย BREAD ซึ่งหมายความว่าสมาชิกสามารถสนับสนุนสหกรณ์ได้โดยอาศัยผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสูญเสียเงินต้นที่ฝากไว้ โมเดลนี้ช่วยให้ผู้ที่มีเงินทุนจำกัดสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสหกรณ์คนทำงานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียวในระยะยาว ทำให้คนชนชั้นแรงงานสามารถสนับสนุนโปรเจคที่พวกเขาต้องการได้ง่ายขึ้น รวบรวมคนที่สนใจให้เพียงพอ สร้างสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ในรูปแบบคล้ายๆ กัน สเตกเหรียญคริปโต และระดมทุนให้มากพอที่จะเริ่มต้นสหกรณ์ร่วมกันได้ แต่หากไม่มีเงินทุนตั้งต้นเลยจะทำอย่างไร

ตรงนี้เองที่วิธีระดมทุนดั้งเดิมแบบคราวด์ฟันดิงเข้ามาแก้ปัญหา เว็บไซต์อย่าง comradery.co ให้บริการระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิงเพื่อสหกรณ์ ขอเพียงออกแบบแคมเปญดีๆ พร้อมกับของรางวัลสนุกๆ ให้กับคนที่บริจาค อะไรก็ได้ตั้งแต่เสื้อและแผ่นผ้าพิมพ์ลายแบบ DIY ไปจนถึง NFTs สำหรับพิสูจน์การบริจาค (proof-of-donation NFTs) แล้วโปรโมทให้เต็มที่ จับคู่แคมเปญนี้กับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ดีๆ ในไม่ช้าคุณก็จะสามารถระดมทุนได้เพียงพอเพื่อเริ่มต้นสหกรณ์ของคุณเองได้ พร้อมทั้งเหลือเงินสำหรับสเตกเหรียญคริปโตเพื่อสร้างแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืนด้วย ไม่นานคุณจะมีเครือข่ายสหกรณ์ที่พร้อมก่อตั้งคอมมูนร่วมลงทุนและขยายพื้นที่ร่วมมือของสหกรณ์ให้กว้างออกไป นี่คือโอกาสของเราในการยึดปัจจัยการผลิต ออกไปลุยและประสบความสำเร็จกัน!

แปลจาก Funding Worker Cooperatives: A Solution by Logan Marie Glitterbomb | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60025

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”