Skip to main content

ตามการตีความของไมเคิล โรเบิร์ตส์ รายงานที่เสนอต่อสหภาพยุโรปในเดือนกันยายนที่ผ่านมา นำไปสู่การตั้งคำถามครั้งใหญ่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการลงทุนของกลุ่มก้อนการเมืองสายอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา

จุดยืนหลักของกลุ่มอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา คือการมองว่าแรงงานต้องพึ่งพิงการลงทุน การลงทุนไม่ว่าจะในรูปของเครดิตหรือตราสารทุนล้วนแต่มีที่มาจากการสั่งสมทุนในอดีต ส่วนกำไรและดอกเบี้ยก็คือผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุน เป็นผลตอบแทนจากการที่นายทุนงดเว้นจากการใช้เงินก้อนนั้น เป็นผลิตภาพส่วนเพิ่มของทุน หรือเป็นอะไรบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไปจากแนวคิดเหล่านี้เล็กๆ น้อยๆ

สองร้อยกว่าปีที่แล้ว โธมัส ฮอดจ์สกิน นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอังกฤษ ผู้เป็นทั้งนักเสรีนิยมสายคลาสสิกและนักสังคมนิยมในยุคต้นๆ เขียนไว้หนังสือเรื่อง The Natural and Artificial Right of Property Contrasted ว่า เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ ณ ที่ดินผืนนั้น (absentee land ownership) ที่ดินที่สร้างผลิตผลได้เพียงพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของครอบครัวหนึ่งๆ จึงไม่ถูกใช้งาน เว้นแต่เมื่อมันสามารถสร้างผลิตผลเพียงพอที่จะจ่ายเป็นค่าเช่าให้กับเจ้าของที่ดินด้วยเท่านั้น ทำนองเดียวกัน เขาเขียนไว้ใน Popular Political Economy ว่า “มีผู้กล่าวอ้าง…ว่ากำลังแรงงานไม่ก่อให้เกิดผลผลิต และที่จริงแล้วแรงงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเลย เว้นแต่ว่าเมื่อแรงงานของเขาไม่เพียงชดเชยสิ่งที่เขาใช้หรือบริโภคไปและเลี้ยงดูตนเองให้สุขสบายได้ แต่ยังต้องสร้างกำไรให้กับนายทุนได้ด้วย…”

เอกสารของสหภาพยุโรปดูเหมือนจะสนับสนุนหลักการดังกล่าว รายงานฉบับนี้ (ชื่อว่า “อนาคตของความสามารถในการแข่งขันของยุโรป”) จัดทำโดย มาริโอ ดรากี อดีตนายธนาคารของโกลด์แมน แซคส์, อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี, อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป และอดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ตามคำร้องขอของคณะกรรมาธิการยุโรป และเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน

รายงานชิ้นนี้พบว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปที่ลดลง ส่วนใหญ่เกิดจากความล้มเหลวในการเพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำก็ “มีสาเหตุหลักมาจากระดับการลงทุนที่ต่ำในภาคเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลผลิตโดยตรง โดยเฉพาะในเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่องว่างของสัดส่วนการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิตต่อ GDP ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป อยู่ที่ราว 1.5% ของ GDP ต่อปี” การลงทุนที่ต่ำนี้เกิดจาก “อัตราผลตอบแทนของทุนในยุโรปที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ” ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากต้นทุนของการจัดหาเงินทุนภาคเอกชนที่สูงกว่านั่นเอง และเนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่ต่ำนี้ การลงทุนจึงไม่สามารถให้ “ผลตอบแทนที่ภาคทุนในยุโรปต้องการเพื่อนำไปเพิ่มการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิตได้ ต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ทางการเงิน” (เน้นโดยผู้เขียน)

โรเบิร์ตส์ตั้งข้อสังเกตว่า “ทางออกของดรากีก็คือการสนับสนุนภาคธุรกิจแบบเดิมๆ นั่นเอง กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องออกมาตรการจูงใจทางการเงินและการคลังเพื่อ ‘กระตุ้น’ ให้นายทุนยอมลงทุน” การลดต้นทุนการจัดหาเงินทุนภาคเอกชน เช่น ผ่านโครงการสหภาพตลาดทุน (Capital Markets Union) เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ “แรงจูงใจทางการคลังที่สามารถปลดล็อกการลงทุนจากภาคเอกชน” ควบคู่ไปกับ การลงทุนโดยตรงจากภาครัฐ

ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณสาธารณะเพิ่มเติม แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา เพราะรัฐบาลของหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปกลางและตะวันตก มีแรงกดดันอย่างมากที่จะต้อง “รักษาสมดุลงบประมาณ” ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ และไม่ขึ้นภาษีมากเกินไป ทั้งยังติดข้อจำกัดของกฎระเบียบทางการคลังของสหภาพยุโรปที่ “ฝ่าฝืนไม่ได้”

ดรากีเสนอให้มีการ “กู้ยืมร่วมกัน” (joint borrowing) มากขึ้น กล่าวคือให้สหภาพยุโรปออกพันธบัตรที่สหภาพยุโรปเป็นผู้ค้ำประกัน (EU-backed debt) เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่างๆ แต่แนวคิดนี้ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในสหภาพยุโรปเอง…

ดรากียังเสนอให้เพิ่มภาษีในระดับสหภาพยุโรป เพื่อเพิ่มขนาดของคณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งในปัจจุบันมีขนาดเล็กและมุ่งเน้นการใช้จ่ายในด้าน “การสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคม” (social cohesion) การให้เงินอุดหนุนระดับภูมิภาคและภาคเกษตรกรรม มากกว่าจะใช้งบประมาณเพื่อ “การลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิตโดยตรง” ดรากีต้องการปรับลดงบประมาณสาธารณะในด้านเหล่านี้ แล้วโยกย้ายเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีแทน

รายงานฉบับนี้ยังมีกราฟที่แสดงให้เห็นว่า งบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) ของสหภาพยุโรปมีขนาดมากกว่าของรัฐบาลกลางสหรัฐถึงระดับหลักสิบเท่า

โดยสรุปก็คือ ผู้ที่ถือครองความมั่งคั่งในระบบทุนนิยมจะไม่ยอมใช้ทรัพยากรของตนไปกับการเพิ่มการผลิตที่แท้จริง หากอัตรากำไรยังไม่สูงพอ พวกเขาจะนำเงินไปลงในเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เน้นการเก็งกำไร เช่น การเงิน ประกันภัย และอสังหาริมทรัพย์ (ที่เรียกรวมกันว่า FIRE economy) ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดียวกับที่เจ้าของที่ดินที่ไม่ได้อาศัย ณ ที่ดินของตน ปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าเพื่อการเก็งกำไรจนกว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงพอ

สังเกตให้ดี เงินของพวกเขานั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย พวกเขาไม่ได้ใช้เงินเหล่านั้นสร้างเครื่องจักรผลิตสินค้า กระบวนการผลิตทั้งหมดเกิดขึ้นจากแรงงานมนุษย์ทั้งสิ้น และแม้แต่ทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร วัตถุดิบ หรือของยังชีพที่แรงงานต้องใช้ ต่างก็เป็นผลผลิตของแรงงานมนุษย์ที่นำของขวัญจากธรรมชาติมาแปรรูปทั้งสิ้น

กิจการที่เป็นของแรงงานและบริหารโดยแรงงานเองสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยแลกเปลี่ยนวัตถุดิบและเครื่องจักรระหว่างกัน พร้อมกับใช้เพียงแค่หน่วยบัญชีที่อิงกับเงินดอลลาร์ เพื่อใช้ติดตามยอดคงเหลือที่เปลี่ยนแปลงไปของแต่ละกิจการและแต่ละบุคคลภายในเครือข่ายเครดิต แต่ระบบนี้กลับเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตและเงินทุนของธนาคาร ล้วนตั้งอยู่บนมายาคติที่ว่า เครดิตจะถูก “ปล่อยกู้” ได้ก็ต่อเมื่อมีเงินออมจากอดีตมารองรับ ดังนั้น หน้าที่ในการปล่อยกู้จึงกลายเป็นสิทธิผูกขาดทางกฎหมายของผู้ถือครองความมั่งคั่งที่สั่งสมมา ความมั่งคั่งที่สั่งสมมานี้ไม่ใช่อะไรนอกเสียจากกองกระดาษที่ใช้อ้างสิทธิ์ในการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผลผลิตของแรงงานมนุษย์ที่นำของขวัญจากธรรมชาติมาแปรรูปทั้งสิ้น แต่เพราะการอ้างสิทธิ์ในการจัดสรรทรัพยากรนี้เอง ชนชั้นผู้ให้เช่า (rentier classes) จึงได้รับอำนาจให้ผูกขาดการกำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรในสังคมอย่างถูกกฎหมาย

และเพราะระบบนี้ แม้จะมีทักษะ แรงงาน และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิตพร้อมใช้งานอยู่ครบถ้วน ขาดเพียงแค่เครดิตเพื่อขับเคลื่อนมันเท่านั้น การผูกขาดเครดิตตามกฎหมายกลับเปิดช่องให้กลุ่มชนชั้นนำผู้มั่งคั่งสามารถจับทรัพยากรทั้งหมดไว้เป็นตัวประกัน จนกว่าจะได้รับค่าไถ่หรือผลตอบแทนที่สูงพอ

แปลจาก A Right-Libertarian Myth Meets Reality | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60307

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”