Skip to main content

ในโลกของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สแบบเสรี (และคอนเทนต์เสรีทั่วๆ ไป) มีใบอนุญาตลิขสิทธิ์อยู่สองประเภท

  • หากเนื้อหาถูกเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตแบบเสรี (permissive license เช่น CC0MIT) ใครก็สามารถนำไปใช้หรือแจกจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยอาจมีเพียงกฎเล็กน้อย เช่น ต้องให้เครดิตผู้สร้างผลงานด้วย
  • หากเนื้อหาถูกเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตลิขซ้าย (Copyleft เช่น CC-BY-SAGPL) ใครก็สามารถนำไปใช้หรือแจกจ่ายได้โดยไม่มีข้อจำกัด แต่หากคุณสร้างและแจกจ่ายผลงานดัดแปลง (derivative work) ด้วยการแก้ไขหรือนำไปรวมกับผลงานชิ้นอื่น ผลงานชิ้นใหม่จะต้องอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน นอกจากนั้นแล้ว สัญญาแบบ GPL (ใบอนุญาตสาธารณะทั่วไป) ยังกำหนดให้ต้องเผยแพร่ซอร์สโค้ดของผลงานดัดแปลงใดๆ ก็ตามแก่สาธารณะ พร้อมกับข้อกำหนดอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

โดยสรุป สัญญาอนุญาตแบบเสรีอนุญาตให้แบ่งปันผลงานนั้นๆ กับคนทุกคน ขณะที่สัญญาอนุญาตแบบลิขซ้ายแบ่งปันผลงานนั้นๆ ให้กับผู้ที่พร้อมจะแบ่งปันผลงานให้คนอื่นๆ ด้วย

ผมเป็นแฟนและเป็นนักพัฒนาของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สแบบเสรีและคอนเทนต์เสรีมาตั้งแต่เริ่มโตพอจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไรและสร้างสิ่งที่ผมคิดว่าคนอื่นคงเห็นว่าเป็นประโยชน์ ที่ผ่านมา ผมสนับสนุนแนวทางสัญญาอนุญาตแบบเสรี (บล็อกของผมอยู่ภายใต้สัญญา WTFPL) แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเริ่มหันมาสนใจแนวทางแบบลิขซ้ายมากขึ้น ในโพสต์นี้ ผมจะอธิบายว่าทำไมผมจึงสนใจลิขซ้าย

หนึ่งในแนวทางซอฟต์แวร์เสรีที่โปรโมทโดย WTFPL แต่ไม่ใช่แนวทางเดียว

ทำไมผมถึงเคยเป็นแฟนสัญญาอนุญาตแบบเสรี

หนึ่ง ผมต้องการให้ผลงานของผมถูกนำไปใช้และแจกจ่ายอย่างแพร่หลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การใช้สัญญาอนุญาตแบบเสรีช่วยเอื้อให้เกิดสิ่งนั้น เพราะมันทำให้ชัดเจนว่าใครก็ตามที่อยากนำงานของผมไปต่อยอดไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดใดๆ ภาคธุรกิจมักไม่เต็มใจที่จะเผยแพร่โปรเจกต์ของตัวเองอย่างเสรี และในเมื่อผมมองไม่เห็นว่าตัวเองจะสามารถสะกิดให้พวกเขาหันมาเข้าร่วมขบวนการซอฟต์แวร์เสรีได้อย่างไร ผมจึงไม่อยากทำอะไรที่ขัดแย้งกับแนวทางพวกเขายึดถือและไม่มีทางจะละทิ้งอยู่แล้วโดยไม่จำเป็น

สอง โดยหลักแล้วผมไม่ชอบลิขสิทธิ์ (รวมถึงสิทธิบัตร) เป็นการส่วนตัว ผมไม่ชอบแนวคิดที่ว่าคนสองคนแบ่งปันข้อมูลกันอย่างเป็นส่วนตัว แต่กลับถูกมองว่าเป็นการละเมิดต่อบุคคลที่สาม ซึ่งพวกเขาไม่ได้แตะต้องหรือสื่อสารด้วยเลย และไม่ได้เอาอะไรไปจากเขาด้วย (การ “ไม่จ่ายเงิน” ไม่เท่ากับการ “ขโมย”) การประกาศสละสิทธิ์ให้เป็นสาธารณสมบัติโดยชัดเจนนั้นมีความซับซ้อนทางกฎหมายในหลายแง่มุม ดังนั้นการใช้ใบอนุญาตแบบเสรีจึงเป็นวิธีที่ใสสะอาดและปลอดภัยที่สุดในการเข้าใกล้แนวคิดของการไม่ถือครองลิขสิทธิ์ในงานของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ผมชื่นชมแนวคิดของลิขซ้ายที่ “ใช้ลิขสิทธิ์ต่อต้านลิขสิทธิ์” มันเป็นกลเม็ดทางกฎหมายที่งดงาม ในแง่หนึ่งมันคล้ายกับสิ่งที่ผมเคยรู้สึกว่าอิสรเสรีนิยมมีความงามในเชิงปรัชญา ในฐานะปรัชญาการเมือง อิสรเสรีนิยมมักถูกอธิบายว่าเป็นแนวคิดที่ขจัดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เว้นแต่ในกรณีเดียวคือเพื่อปกป้องผู้คนจากความรุนแรงอื่นๆ ในฐานะปรัชญาสังคม ผมมักมองว่าอิสรเสรีนิยมเป็นวิธีหนึ่งในการควบคุมผลกระทบด้านลบจากปฏิกิริยาความรังเกียจตามธรรมชาติของมนุษย์ (human disgust reflex) ด้วยการยกเสรีภาพให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรารู้สึกรังเกียจหากมีใครมาทำลาย เช่น แม้คุณจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์ทางเพศแบบสมัครใจของคนสองคนเป็นเรื่องน่ารังเกียจ คุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง เพราะการแทรกแซงชีวิตส่วนตัวของมนุษย์ที่มีเสรีภาพนั้นต่างหากที่น่ารังเกียจ ดังนั้นในทางหลักการ จึงมีตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าการไม่ชอบลิขสิทธิ์สามารถไปด้วยกันได้กับการใช้ลิขสิทธิ์ต่อต้านตัวมันเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ลิขซ้ายของงานเขียนจะยังอยู่ในขอบเขตของคำนิยามนี้ แต่ลิขสิทธิ์ของโค้ดในสไตล์ GPL กลับก้าวล้ำแนวคิดเรียบง่ายของการ “ใช้ลิขสิทธิ์ต่อต้านลิขสิทธิ์” เพราะมันใช้ลิขสิทธิ์ในเชิงรุก (offensive) เพื่อวัตถุประสงค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ การบังคับให้ต้องเผยแพร่ซอร์สโค้ด วัตถุประสงค์นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวจากการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์จากสัญญาอนุญาต แต่ก็ยังถือว่าเป็นการใช้ลิขสิทธิ์ในเชิงรุกอยู่ดี การใช้ลิขสิทธิ์ในลักษณะนี้ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีของสัญญาอนุญาตที่เข้มงวดกว่าอย่าง AGPL ซึ่งบังคับให้เปิดเผยซอร์สโค้ดของผลงานดัดแปลงต่อให้ไม่เคยเผยแพร่ซอฟต์แวร์นั้น และเปิดให้คนใช้งานผ่านรูปแบบซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) เท่านั้นก็ตาม

สัญญาอนุญาตซอฟต์แวร์แบบต่างๆ พร้อมกับเงื่อนไขที่แตกต่างกัน บางสัญญากำหนดให้ต้องแบ่งปันซอร์สโค้ดของผลงานดัดแปลง บางสัญญาบังคับให้เผยแพร่ซอร์สโค้ดภายใต้สถานการณ์ที่หลากหลายต่างกันไป

ทำไมตอนนี้ผมจึงเริ่มหันมาเห็นด้วยกับลิขซ้ายมากขึ้น

การที่ผมเปลี่ยนจากที่เคยชื่นชอบสัญญาอนุญาตแบบเสรีมาเป็นลิขซ้าย เกิดจากเหตุการณ์ระดับโลกสองอย่าง และความเปลี่ยนแปลงในแง่ปรัชญาอีกหนึ่งอย่าง

ข้อแรก แนวคิดเรื่องโอเพ่นซอร์สกลายเป็นกระแสหลักและการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจหันมาใช้แนวทางนี้เป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น บริษัทหลายแห่งในทุกอุตสาหกรรมเปิดรับแนวคิดโอเพ่นซอร์ส บริษัทอย่าง GoogleMicrosoft และ Huawei ล้วนยอมรับโอเพ่นซอร์สและถึงขั้นพัฒนาซอฟต์แวร์หลักของตนให้เปิดเผยต่อสาธารณะ อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่าง AI และโดยเฉพาะคริปโต ใช้หลักโอเพ่นซอร์สมากกว่าที่อุตสาหกรรมยุคก่อนๆ เคยทำมา

ข้อสอง โลกคริปโตกลายเป็นโลกแห่งการแข่งขันฟาดฟันกันเพื่อเรื่องเงินๆ ทองๆ มากขึ้น ทำให้เราไม่สามารถคาดหวังว่าผู้คนจะโอเพ่นซอร์สผลงานของตนด้วยน้ำใจไมตรีเพียงอย่างเดียวได้เหมือนเมื่อก่อน ด้วยเหตุนี้ การผลักดันการโอเพ่นซอร์สจึงไม่สามารถทำได้ด้วยการ “ร้องขอ” แต่ยังต้องพึ่งพา “อำนาจเชิงบังคับ” (hard power) ด้วยการอนุญาตให้เฉพาะคนที่ยอมเปิดเผยโค้ดของตัวเองเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงโค้ดบางประเภทได้

วิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพว่าแรงกดดันทั้งสองทางเพิ่มคุณค่าเชิงสัมพัทธ์ให้กับลิขซ้ายได้อย่างไรก็คือกราฟทำนองนี้

การสร้างแรงจูงใจให้โอเพ่นซอร์สจะมีคุณค่ามากที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ใช่ในสถานการณ์ที่การันตีว่าโอเพ่นซอร์สกันอยู่แล้ว ทุกวันนี้ทั้งภาคธุรกิจและวงการคริปโตกระแสหลักต่างก็อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้คุณค่าของการใช้ลิขซ้ายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้โอเพ่นซอร์สมีสูงมาก

สาม ข้อเสนอทางเศรษฐศาสตร์สไตล์เกล็น ไวล์ โน้มน้าวผมให้เชื่อได้ว่า เมื่อมีผลตอบแทนของการขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็นก้าวกระโดด (superlinear returns to scale) นโยบายที่เหมาะสมที่สุดจริงๆ ไม่ใช่ แนวทางสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบเข้มงวดตามแนวของรอธบาร์ดหรือมิเซส แต่เป็นนโยบายที่ผลักดันให้โปรเจคอื่นๆ เปิดกว้าง [หรือแบ่งปันทรัพยากร] มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม

โดยพื้นฐานแล้ว หากคุณยอมรับในหลักการเรื่องการประหยัดจากขนาด การคำนวณทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่า การเปิดกว้างในระดับที่ไม่เป็นศูนย์ (nonzero openness – หรือการแบ่งปันทรัพยากรบางส่วน) คือหนทางเดียวที่จะทำให้โลกนี้ไม่จบลงด้วยการมีผู้เล่นรายเดียวที่ควบคุมทุกอย่าง การประหยัดจากขนาดหมายความว่า ถ้าผมมีทรัพยากรมากกว่าคุณอยู่สองเท่า ผมจะสามารถสร้างความก้าวหน้าได้มากกว่าคุณสองเท่า ดังนั้นในปีหน้า ผมอาจจะมีทรัพยากรมากกว่าคุณอยู่ 2.02 เท่า ดังนั้นแล้ว...

การเติบโตแบบเป็นสัดส่วน ความแตกต่างเล็กๆ ในตอนต้นกลายเป็นความแตกต่างเล็กๆ ในตอนจบ

การเติบโตด้วยการประหยัดจากขนาด ความแตกต่างเล็กๆ ในตอนต้นยิ่งแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

แรงกดดันหลักอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ที่ผ่านมาพลวัตดังกล่าวไม่เลยเถิดจนควบคุมไม่ได้ [จนผู้ชนะรายเดียวกินรวบทุกอย่าง] ก็คือความจริงที่ว่าเราไม่สามารถถอนตัวจากการแพร่กระจายของความก้าวหน้าได้ผู้คนย้ายงานจากบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่ง หรือย้ายถิ่นฐานข้ามประเทศ พร้อมพาความรู้และทักษะติดตัวไปด้วย ประเทศที่ยากจนกว่าสามารถค้าขายกับประเทศร่ำรวยและเติบโตตามได้ การจารกรรมทางอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทั่วไป และนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องเจอกับวิศวกรรมย้อนกลับ

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มีแนวโน้มหลายอย่างที่คุกคามสมดุลดังกล่าวและในเวลาเดียวกันก็คุกคามปัจจัยอื่นๆ ที่เคยช่วยยับยั้งการเติบโตที่ไม่สมดุลเอาไว้ได้

  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้เส้นโค้งการเติบโตแบบยิ่งกว่าทวีคูณพุ่งทะยานเร็วกว่าเดิม
  • ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ถ้าคุณมั่นใจว่าสิทธิของคุณจะได้รับการคุ้มครอง คนอื่นจะแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่แตะต้องคุณก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ในโลกที่การใช้อำนาจบังคับเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและเกินคาดเดา การที่ใครบางคนมีอำนาจมากเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่นจึงยิ่งกลายเป็นความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ภายในแต่ละประเทศเอง รัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะไม่ควบคุมการผูกขาดเท่าในอดีต
  • ความสามารถของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสร้างผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์แบบมีกรรมสิทธิ์ (proprietary software and hardware products) ซึ่งเปิดให้ใช้งานได้ ทว่าไม่เปิดให้แก้ไขหรือควบคุม  ในอดีต เมื่อมีการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ผู้ใช้งาน (ไม่ว่าจะภายในหรือระหว่างประเทศ) ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะถูกตรวจสอบหรือวิศวกรรมย้อนกลับ แต่ทุกวันนี้ เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว
  • ข้อจำกัดที่ตามมาจากการประหยัดจากขนาด ซึ่งในอดีตเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดไม่ให้การเติบโตที่ล้ำหน้าเกินไปกำลังอ่อนแรงลงที่ผ่านมา องค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีต้นทุนในการบริหารจัดการสูงขึ้นแบบไม่สมสัดส่วน และมักตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะพื้นที่ได้ยาก แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลกลับช่วยให้โครงสร้างการควบคุมและติดตามขนาดใหญ่เหล่านี้เป็นไปได้มากขึ้นมาก

ทั้งหมดนี้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ความไม่สมดุลทางอำนาจระหว่างบริษัทหรือระหว่างประเทศจะเติบโตขึ้น ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และยึดเยื้อยาวนานกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยอมรับมากขึ้นว่าเราต้องพยายามให้จริงจังขึ้นในการสร้างแรงจูงใจ หรือถึงขั้นบังคับให้เกิดการแพร่กระจายของความก้าวหน้า

เราอาจตีความได้ว่านโยบายของรัฐบาลบางนโยบายเมื่อเร็วๆ นี้ คือการพยายามบังคับให้เกิดการแพร่กระจายของความก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้น อาทิ

  • ข้อบังคับมาตรฐานกลางของสหภาพยุโรป (เช่น ล่าสุดคือการบังคับใช้ USB-C) ช่วยให้การสร้างระบบนิเวศแบบมีกรรมสิทธิ์ (proprietary ecosystems) ที่ไม่เข้ากันกับเทคโนโลยีอื่นทำได้ยากขึ้น
  • กฎการถ่ายโอนเทคโนโลยีแบบบังคับในประเทศจีน
  • การที่สหรัฐฯ สั่งแบนสัญญาห้ามแข่งขัน[กับอดีตนายจ้าง] (non-compete agreements) ซึ่งผมสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ว่า มันช่วยให้ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (tacit knowledge) ภายในบริษัท กลายเป็นเสมือนความรู้แบบกึ่งโอเพ่นซอร์ส คือเมื่อพนักงานคนหนึ่งลาออกจากบริษัทหนึ่งๆ เขาจะสามารถนำทักษะและความรู้ที่เรียนรู้มาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับที่อื่นได้ ถึงแม้สัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล (non-disclosure agreements) จะจำกัดสิ่งนี้อยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติก็มีช่องว่างให้เกิดการถ่ายทอดความรู้อยู่มากพอสมควร

ในมุมมองของผม ข้อเสียของนโยบายเหล่านี้มีแนวโน้มจะมาจากลักษณะของการที่รัฐบาลเป็นคนบังคับให้เกิดขึ้นผ่านตัวนโยบาย ซึ่งนำไปสู่การที่มันจูงใจให้เกิดการแพร่กระจายของความก้าวหน้าในรูปแบบที่เอนเอียงเข้าหาผลประโยชน์ของการเมืองและธุรกิจในท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ข้อดีของนโยบายเหล่านี้ก็คือ มันช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแพร่กระจายความก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้นจริงๆ

ลิขซ้ายสร้างคลังของโค้ด (หรือผลงานสร้างสรรค์อื่นๆ) ขนาดใหญ่ที่คุณสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหากคุณยินดีจะแบ่งปันซอร์สโค้ดของสิ่งที่คุณสร้างต่อยอดจากมันด้วย ฉะนั้น จึงมองได้ว่า ลิขซ้ายคือวิธีสร้างแรงจูงใจให้แพร่กระจายความก้าวหน้าอย่างเป็นกลางและกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งให้ประโยชน์คล้ายกับนโยบายข้างต้นโดยไม่ได้เอาข้อเสียทั้งหลายของมันมาด้วย ทั้งนี้ก็เพราะลิขซ้ายไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เล่นรายใดรายหนึ่ง และไม่ได้เปิดช่องให้นักวางแผนส่วนกลางเข้ามากำหนดเงื่อนไขต่างๆ ได้

ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่ได้ตายตัวเสมอไป ในบางกรณี การเพิ่มโอกาสให้บางสิ่งถูกนำไปใช้โดยคนทุกคนจริงๆ อาจต้องอาศัยการให้สัญญาอนุญาตแบบเสรี อย่างไรก็ตาม ลิขซ้ายมีประโยชน์มากมายในปัจจุบันเมื่อเทียบกับเมื่อ 15 ปีก่อน และโปรเจคที่เคยเลือกให้สัญญาอนุญาตแบบเสรีเมื่อ 15 ปีก่อน อย่างน้อยก็ควรกลับมาพิจารณาถึงการใช้ลิขซ้ายดูเสียหน่อย

ปัจจุบัน น่าเสียดายที่ป้ายนี้มีความหมายอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องของเราเลย แต่ในอนาคต ป้ายนี้อาจจะหมายถึงการที่เรามีรถยนต์แบบโอเพ่นซอร์ส และบางทีฮาร์ดแวร์แบบลิขซ้ายอาจช่วยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง

แปลจาก “Why I used to prefer permissive licenses and now favor copyleft” 07 Jul 2025 https://vitalik.eth.limo/general/2025/07/07/copyleft.html

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”