Skip to main content

หน้าแรกของหนังสือประวัติศาสตร์อเมริกาเปื้อนเลือด บรรทัดแรกบอกเล่าเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนพื้นเมืองที่อยู่ในทวีปนี้มาแต่เดิม เรื่องราวของการปล้นชิงและลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้คนเหล่านั้น ผู้ล่าอาณานิคมไม่ได้เพียงแค่ขโมยผืนดิน แต่ยังขโมยชื่อ วัฒนธรรม และอนาคตของพวกเขาไป การลบล้างนี้วางรากฐานให้กับความโหดร้ายที่ดำเนินต่อมาอีกหลายศตวรรษ

ความเหี้ยมโหดดำเนินต่อไปผ่านระบบทาสที่มนุษย์ถูกถือครองเป็นทรัพย์สิน (chattel slavery) การบังคับใช้แรงงาน และการกดขี่ที่กลายเป็นรากฐานแห่งความมั่งคั่งของสหรัฐอเมริกา พลิกไปอีกไม่กี่หน้า เราจะพบค่ายกักกันคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น การแบ่งเขตสี (redlining) ที่กีดกันชุมชนคนผิวดำ การบดขยี้ขบวนการแรงงาน และการขยายตัวอย่างไม่หยุดหย่อนของรัฐความมั่นคงที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา เรื่องราวของจักรวรรดิอเมริกันไม่ใช่เรื่องของชาติที่อยู่ดีๆ ก็ถูกคุกคามโดยระบอบอำนาจนิยม ความฝันแบบอเมริกันนั้นพึ่งพาความรุนแรง การกีดกัน และการควบคุมมาตั้งแต่ต้น

ลัทธิฟาสซิสม์ในอเมริกาไม่ได้เสด็จลงมาจากบันไดเลื่อนทองคำ รู้ ถ้าคุณไม่ปอดแหกเกินไป ลองเปิดหนังสือประวัติศาสตร์อ่านนิดเดียวก็จะรู้ ชาติอเมริกันแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยเลือด การปล้นชิง และการก่อการร้ายโดยรัฐ ความพิเศษไม่เหมือนใครแบบอเมริกัน (American exceptionalism) ถือกำเนิดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กระทำโดยเหล่าผู้ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาผู้สร้างชาติ และสืบทอดโดยชนรุ่นหลังผ่านคลื่นแห่งการทำลายล้างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยความตั้งใจ เหตุการณ์สังหารหมู่อย่าง Mystic, Sand Creek และ Sullivan Expedition ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่คือนโยบายของรัฐบาล จอร์จ วอชิงตัน ผู้ถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษ เคยสั่งทำลายหมู่บ้านของชาวอิระควอยส์ (Iroquois) เผาผลาญพืชผลและบ้านเรือน ปล่อยให้ผู้คนทั้งชุมชนอดอยากและหนาวตาย

สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้แค่กระสุนและดาบปลายปืน รัฐอเมริกาใช้อาวุธทุกชนิดที่มี ทั้งการบังคับอพยพ การกักขังในคุกกลางแจ้ง การใช้โรคระบาดและความอดอยากเป็นอาวุธ และการทำลายวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบผ่านโรงเรียนประจำและการบังคับกลืนกลาย ข้อความที่ส่งออกมาชัดเจนยิ่ง “จงยอมจำนน หรือไม่ก็จงตาย” ถ้านี่ไม่ใช่ฟาสซิสม์ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร

ว่ากันว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คือบาปกำเนิดของอเมริกา ขณะที่ระบบทาสคือโมเดลทางธุรกิจของประเทศแห่งนี้ ตลอดหลายศตวรรษ เศรษฐกิจอเมริกันขับเคลื่อนด้วยแรงงานทาสที่ถูกซื้อขาย ทารุณ และปฏิบัติเสมือนทรัพย์สิน โศกนาฏกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแม้จะมีรัฐ แต่เกิดขึ้นเพราะรัฐเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา กฎหมายกำหนดให้มนุษย์เป็นทรัพย์สิน ริบความเป็นคน และเปิดทางให้ระบอบแห่งความหวาดกลัวคอยควบคุมผู้คนไว้ไม่ให้แตกแถว

ทุกสถาบันในสังคมนี้ล้วนมีส่วนร่วม สภาคองเกรสออกกฎหมายจับทาสหลบหนีที่เปลี่ยนคนผิวขาวทั้งประเทศให้กลายเป็นนักล่าค่าหัว กองลาดตระเวนทาสผู้เป็นบรรพบุรุษของกองตำรวจสมัยใหม่เดินเพ่นพ่านในชนบท ได้รับอนุญาตให้ทุบตีหรือฆ่าคนได้ตามอำเภอใจ หากทาสลุกฮือ พวกเขาจะถูกประหารต่อหน้าสาธารณชน และตามมาด้วยการลงโทษเป็นหมู่คณะ การเลิกทาสไม่ได้ยุติยุคแห่งความหวาดกลัว กฎหมายจิม โครว์ กลุ่มม็อบแขวนคอคนผิวดำ และระบบแรงงานโซ่ตรวน ยังคงรักษาอำนาจสูงสุดของคนขาวไว้ราวกับเป็นกฎหมายของแผ่นดินทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก

ความกระหายในการกดขี่ของรัฐไม่ได้หยุดอยู่แค่กับชนพื้นเมืองหรือชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ใครก็ตามที่เป็นภัยต่อระเบียบที่ถูกสถาปนาไว้ไม่ว่าจะเป็นนักคิดราดิคัล ผู้ย้ายถิ่น หรือคนทำงาน ต่างก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยกันทั้งสิ้น เครื่องจักรแห่งการสอดแนมและปราบปรามเริ่มทำงานมานานก่อนจะมี NSA หรือกฎหมาย Patriot Act เสียอีก ในยุคตื่นภัยคอมมิวนิสต์ (Red Scare) รัฐบาลทำสงครามกับฝ่ายซ้ายและผู้จัดตั้งแรงงาน ต่อมาอีกหลายทศวรรษ โครงการ COINTELPRO ของเอฟบีไอเปิดฉากสงครามลับๆ กับขบวนการปลดปล่อยคนผิวดำ กลุ่มต่อต้านสงคราม และฝ่ายสังคมนิยม ข้อความที่ส่งออกมาชัดเจนเสมอ ออกนอกแถวเมื่อไร กลไกความมั่นคงทั้งหมดจะบดขยี้คุณให้สิ้นซาก

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่อดีตโบราณกาล ความรุนแรงที่ถูกทำให้ถูกกฎหมาย การจับกุมคุมขังครั้งมโหฬาร การสอดแนมประชาชน และการทำให้การเห็นต่างกลายเป็นอาชญากรรม ทั้งหมดนี้คือกระดูกสันหลังของรัฐอเมริกัน ความสามารถในการกดปราบยิ่งพัฒนาให้ซับซ้อนและครอบคลุมขึ้นเรื่อยๆ และแล้ว โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ก็ปรากฏตัว ฝ่ายเสรีนิยมและกลุ่ม “Blue MAGA” พากันกล่าวหาว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีนอกคอกที่บิดเบือนระบบ แต่ในความเป็นจริง ทรัมป์คือผลผลิตที่แท้จริงที่สุดของระบบนั้นเอง หากลอกเปลือกนอกและความกร่างเคลือบทองออกไป คุณจะเห็นคนคนหนึ่งที่ใช้เครื่องมือชุดเดิมที่รัฐอเมริกันยึดถือมาโดยตลอด นั่นคือการปราบปราม การหาแพะรับบาป และความกระหายอำนาจฝ่ายบริหารอย่างบ้าคลั่ง ลัทธิอำนาจนิยมแบบประชานิยมของทรัมป์ไม่ใช่การแตกหักจากธรรมเนียมแบบอเมริกัน ทว่ามันคือการเร่งเครื่องธรรมเนียมแบบอเมริกันตามแนวทางที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้านานแล้วก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มหาเสียง เขาได้ขุดเอาความคับแค้นฝังลึกของอเมริกาออกมาใช้งาน เขาปลุกปั่นความรุนแรง สร้างผู้อพยพให้กลายเป็นปีศาจ และให้คำมั่นว่าจะใช้พลังของรัฐจัดการศัตรูไม่ว่าจะมีจริงหรือไม่ก็ตาม ร้อยวันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคือบทเรียนระดับปรมาจารย์ว่าด้วยความโหดร้ายและความโกลาหล ทั้งจากการเนรเทศครั้งใหญ่ การพรากเด็กออกจากครอบครัว การปราบปรามผู้ประท้วง และการดูหมิ่นหลักนิติธรรมอย่างเปิดเผย ทว่าเครื่องมือเหล่านี้ถูกหล่อหลอมขึ้นจากการสนับสนุนของทั้งสองพรรคมานานหลายทศวรรษ จากการสร้างให้ตำแหน่งประธานาธิบดีมีอำนาจเหนือใคร จากพรมแดนที่ถูกทำให้เป็นพื้นที่ทางการทหาร จากรัฐแห่งการสอดแนม และจากการใช้อำนาจบริหารเกินขอบเขตที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ ทรัมป์เพียงแค่เลิกเสแสร้งเท่านั้นเอง

หากฟังฝ่าย “ต่อต้าน” คุณอาจคิดว่าอเมริกากำลังต่อสู้อย่างดุเดือดเพื่อจิตวิญญาณของตนเอง แต่หากมองให้ลึกไปกว่าบทพูดในรายการทอล์กโชว์ แฮชแท็ก และจดหมายแถลงการณ์อันแข็งกร้าว คุณจะพบว่าชนชั้นนำเสรีนิยมแทบไม่ได้เป็นกำแพงต้านลัทธิฟาสซิสม์ หากแต่กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้มันดูเป็นเรื่องปกติเสียมากกว่า พรรคเดโมแครตและสื่อพันธมิตรเชี่ยวชาญในการสร้างความเดือดดาลเชิงสัญลักษณ์ พวกเขาใส่หมวกสีชมพู ใช้คำพูดแรงๆ เน้นไวรัล และส่งอีเมลระดมทุนที่สัญญาจะ “ลุกขึ้นสู้” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายต่อต้านได้ขัดเกลาการเมืองแบบเลือกสิ่งชั่วร้ายที่น้อยกว่า (the politics of the lesser evil) โดยขอให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกระหว่างความโหดร้ายแบบเปิดเผย (open cruelty) กับความรุนแรงที่ถูกห่อหุ้มด้วยมารยาท (more polished brand of polite violence)

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง หน้าต่างโอเวอร์ตัน (Overton window – หรือขอบเขตของสิ่งที่สังคมมองว่ายอมรับได้ทางการเมือง) ถูกลากถอยออกไปทางขวามากขึ้นเรื่อยๆ เฉดทางการเมืองที่ “ยอมรับได้” หดแคบลงจนฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้ากลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานให้ลูกหลานฟัง ความคิดเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า ค่าแรงที่เลี้ยงชีพได้ หรือการยกเลิกตำรวจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของการรณรงค์ทางการเมืองที่มีชีวิตชีวา กลับถูกมองว่าเพ้อฝัน หรือแย่กว่านั้นคือถูกตราหน้าว่าเป็นแผนการของพวกรัสเซีย แนวคิดเรื่องการต่อต้านของฝ่ายเสรีนิยมหมายถึงการ “กลับสู่ภาวะปกติ” (normalcy) ซึ่งสำหรับผู้คนนับล้าน หมายถึงการทนทุกข์ด้วยเรื่องเดิมๆ ที่ห่อหุ้มใหม่ด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน ฝ่ายขวาสุดโต่งยิ่งกล้าหาญขึ้นในขณะที่ฝ่ายซ้ายยิ่งอ่อนแรงลง และขีดความสามารถของรัฐในการใช้ความรุนแรงโดยไร้การตรวจสอบยังคงหาตัวจับยาก กลอุบายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชั้นนำเสรีนิยม คือการทำให้สาธารณชนเชื่อว่าการลงคะแนนให้กับ “สิ่งที่ชั่วร้ายน้อยกว่า” คือจุดสูงสุดของการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่จักรวรรดิอเมริกันยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่หวั่นไหวต่อแฮชแท็กหรือความหวัง

หากเราจะเรียนรู้อะไรจากทศวรรษที่ผ่านมาได้บ้าง สิ่งนั้นก็คือการยอมรับว่า “การลงคะแนนให้พรรคสีน้ำเงินไม่ว่าผู้สมัครจะเป็นใคร” (voting blue no matter who) ไม่ใช่การต่อต้านที่แท้จริง ความคิดว่ารัฐจะปฏิรูปตัวเองจนหมดอำนาจคือภาพฝันโดยแท้ ระบบนี้ไม่อาจซ่อมแซมจากภายในตราบที่คนข้างในเป็นผู้เขียนกติกา ถ้าใครยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะมีชนชั้นปกครองที่มีเมตตากว่านี้หวนกลับมาล้มล้างศตวรรษแห่งการกดขี่นี้ลงได้ ถึงเวลาแล้วที่จะตื่นเสียที

นักอนาธิปไตยรู้มาโดยตลอดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครครองอำนาจ แต่อยู่ที่ตัวอำนาจ รวมถึงกลไกแห่งการครอบงำอันมหึมาที่รายล้อมมันอยู่ต่างหาก การต่อต้านอย่างแท้จริงหมายถึงการปฏิเสธรัฐและกฎเกณฑ์อันแข็งทื่อที่รัฐบังคับใช้ ทั้งที่ตัวมันเองกลับละเมิดกฎเหล่านี้เองอยู่เสมอ มันหมายถึงเครือข่ายการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (mutual aid) ที่จัดหาอาหารและที่พักให้ผู้คนซึ่งถูกทุกพรรคทอดทิ้ง คือการปฏิบัติการซึ่งหน้าเพื่อขัดขวางท่อส่งน้ำมัน ขับไล่หน่วย ICE และหยุดยั้งการเนรเทศผู้อพยพ เหนือสิ่งอื่นใด มันคือการปฏิเสธเงื่อนไขอันจำกัดจำเขี่ยของการเลือก “สิ่งที่ชั่วร้ายน้อยกว่า” เพราะระบบนี้ไม่มีวันช่วยให้เรารอด มีแต่พวกเราด้วยกันเองเท่านั้นที่ทำได้

ดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณเห็นผู้สนับสนุน “Blue MAGA” ออกมาเตือนว่าทรัมป์กำลังเปลี่ยนอเมริกาให้กลายเป็นเยอรมนีภายใต้พรรคนาซี จงจำไว้ว่าอเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม

แปลจาก America’s Fascism Didn’t Start with Donald Trump | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60878

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”