Skip to main content

ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่าประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (systemic transition) เป็นแกนหลักของหนังสือเล่มนี้มากแค่ไหน (จริงๆ แล้วเป็นหลักใหญ่ใจความของหนังสือเล่มนี้มากกว่าในเล่ม New York 2140 เสียอีก) แถมยังทำให้ดูเหมือนมันเป็นนิยายสืบสวนเสียอีก

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2047 ท่ามกลางความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงและวิกฤตความชอบธรรมทั้งในจีนและสหรัฐฯ ในจีน ผู้คนรู้สึกว่าลัทธิสังคมนิยมได้ตายจากไปแล้ว รัฐกลายเป็นเครื่องมือของคณาธิปไตยซึ่งประกอบด้วยมหาเศรษฐีและชนชั้นนำในพรรคที่สืบทอดอำนาจกันมา ส่วนในสหรัฐฯ ผู้คนรู้สึกทำนองเดียวกันว่าประชาธิปไตยแบบผู้แทนได้ตายไปแล้ว และรัฐบาลอเมริกันเป็นทรัพย์สินของมหาเศรษฐีและบรรษัทต่างๆ ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องสังเกตว่า ระบบการปกครองไม่อาจดำรงอยู่ระยะยาวได้ หากคนส่วนใหญ่ภายใต้การปกครองนั้นๆ เห็นว่ามันขาดความชอบธรรม ระบบของอเมริกาและจีนดำรงอยู่ได้นานก็เพราะเหตุนี้เอง แต่ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และสาธารณรัฐประชาชนจีนต่างก็ถูกเขย่าด้วยการลุกฮือของมวลชนครั้งใหญ่ที่สุด และเผชิญภัยคุกคามต่อระเบียบรัฐธรรมนูญขั้นพื้นฐานอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะสาธารณชนมองว่าพวกเขาสูญเสียอาณัติสวรรค์ (Mandate of Heaven)

ในสหรัฐฯ สหภาพเจ้าของบ้าน (Householder’s Union) ที่มีลักษณะคล้ายกับในหนังสือ New York 2140 แต่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหนึ่งศตวรรษ เติบโตจนมีสมาชิกถึง 200 ล้านคน สมาชิกหลายคนหรืออาจจะส่วนใหญ่กำลังร่วมกันหยุดจ่ายค่าเช่า ค่าจำนอง หนี้สิน และภาษีให้กับรัฐบาล ในทั้งสหรัฐฯ และจีน กลุ่มผู้คัดค้านกำลังถอนเงินออกจากธนาคารเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดการแตกตื่นถอนเงิน ความเสี่ยงล้มละลาย และแนวโน้มการถูกทำให้เป็นของรัฐในทันทีในฝั่งสหรัฐฯ พวกเขาเหล่านี้นำเงินไปใส่ในสกุลเงินคริปโตที่ชื่อ “carboncoin” ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการกำจัด CO₂ ออกจากบรรยากาศด้วยกระบวนการที่พิสูจน์ได้ และสามารถใช้ซื้อได้เฉพาะสินค้าจำเป็นที่ผลิตอย่างยั่งยืนเท่านั้น

การที่ผู้สนับสนุนสกุลเงินใหม่นี้มีจำนวนหลายล้านคน ทั้งยังเรียกร้อง “การกำกับดูแลด้วยบล็อกเชน” (blockchain governance) ยิ่งทำให้ผู้มีอำนาจในทุกที่รู้สึกกังวลมากขึ้น

“คุณเข้าใจแนวคิดการกำกับดูแลด้วยบล็อกเชนไหม?” ถ้า ฉู (Ta Shu) ถามจอห์น เซมเพิล

จอห์นยักไหล่ “ผมคิดว่าแนวคิดคือ ถ้าทุกคนมีอุปกรณ์ผูกข้อมือและเชื่อมต่อคลาวด์ได้ ทุกคนก็จะสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลระดับโลก (global governance) รูปแบบหนึ่งซึ่งทุกการกระทำไม่ว่าจะด้านกฎหมายหรือการเงินจะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน ได้รับการจดบันทึก และมีความปลอดภัยอย่างเป็นสาธารณะในทุกๆ ขั้นตอน เป็นแบบนี้กับกฎหมายทุกๆ ฉบับ”

* * *

การกำกับดูแลด้วยบล็อกเชนคือประชาธิปไตยทางตรงที่มีอัลกอริทึมเป็นผู้ช่วย หรือเป็นรัฐบาลตัวแทนซึ่งตัวแทนบางส่วนทำงานในรูปแบบของอัลกอริทึม

ในสหรัฐฯ ช่วงไคลแมกซ์ของเรื่อง การชุมนุมกระจายทั่วประเทศ วอชิงตัน ดี.ซี. ที่เดียวมีผู้ชุมนุมถึงสี่ล้านคน ส่วนในจีน พื้นที่ปักกิ่งทั้งภูมิภาคถูกปิดตายโดยผู้คนหลายสิบล้านคน แทบทุกคนที่อยู่ในระยะเดินถึงเมืองหลวงต่างหลั่งไหลเข้ามา รัฐจึงตกอยู่ในภาวะเป็นอัมพาต ทำได้เพียงรอให้ผู้ชุมนุมอ่อนล้าหรือล่าถอยไปเอง

ตัวละครหลักในมุมมองของเรื่องคือ ฉาน ฉี (Chan Qi) หรืออาจพูดให้ถูกคือ เฟรด เฟรเดอริกส์ เพื่อนร่วมทางของเธอ ซึ่งบทบาทสำคัญคือทำหน้าที่สังเกตการณ์เธอแทนผู้อ่าน ฉานเป็น “เจ้าหญิงของพรรค” (Party princess) ลูกสาวนอกคอกของสมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo) ผู้ชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจจากผู้นำคนปัจจุบัน เธอยังเป็นผู้นำลับที่สำคัญที่สุดของขบวนการผู้เห็นต่างในจีน ซึ่งมักถูกเอ่ยถึงในชื่อกลุ่มซ้ายใหม่ (New Left) ฐานสนับสนุนหลักของพวกเขาคือ “กลุ่มพันล้านคน” (the billion) หรือแรงงานอพยพจากชนบทที่อาศัยและทำงานในเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สามไร้” (three withouts) อุดมการณ์ของกลุ่มซ้ายใหม่คือคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้ายที่ผสมผสานนีโอเหมาอิสม์กับประชาธิปไตยเสรีนิยม เป้าหมายของพวกเขาคือทำให้พรรคและรัฐเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงดังที่จินตนาการถึงในอดีต เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการสังคมนิยมแบบเท่าเทียมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นยากไร้ และแทนที่การปกครองตามอำเภอใจด้วยหลักนิติรัฐและหลักประกันกระบวนการที่แท้จริง เช่นเดียวกับสหภาพเจ้าของบ้านในสหรัฐฯ กลุ่มซ้ายใหม่ต้องการจัดระเบียบกรอบเศรษฐกิจและการเมืองแบบนีโอเหมาอิสม์บนฐานของสกุลเงินคาร์บอนคอยน์และการกำกับดูแลด้วยบล็อกเชน

เช่นเดียวกับตัวละครเอกของโรบินสันในผลงานอย่าง Shaft ไปจนถึง Gorky Park ฉานและเฟรเดอริกส์ใช้เวลาทั้งเรื่องหลบๆ ซ่อนๆ ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งบนโลกและบนดวงจันทร์ หลบหนีศัตรูที่ไม่รู้ตัวตน ในเกมการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร โดยได้รับความช่วยเหลือจากบรรดามิตรสหายซึ่งแรงจูงใจที่แท้จริงก็ไม่ชัดเจน

ภายในรัฐบาลพรรคเดียวของจีนเต็มไปด้วยเขาวงกตแบบไบแซนไทน์ของก๊กการเมืองต่างๆ ตั้งแต่สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองที่ต่างช่วงชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจ ไปจนถึงหน่วยความมั่นคงและข่าวกรองนอกลู่นอกทาง และกลุ่มแตกแถวภายในแต่ละหน่วยที่ปฏิบัติการเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองตามอำเภอใจ รัฐสอดแนมของจีนเองก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับในบอลข่าน อำนาจของรัฐไม่ปะติดปะต่อ ขาดความสมบูรณ์ และการประสานงานหรือรวบรวมข้อมูลระหว่างหน่วยก็ย่ำแย่ กลุ่มตัวร้ายหลักที่ไล่ล่าฉานกับเฟรเดอริกส์คือ “หงส์ทวน” (Red Spear) กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงในหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งจับมือกับสมาชิกสายอนุรักษนิยมที่สุดของคณะกรรมการประจำกรมการเมืองที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่

ขณะเดียวกัน ฉานกับเฟรเดอริกส์ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังพันธมิตร ตั้งแต่ผู้ท้าชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจรายอื่นๆ ในคณะกรรมการประจำกรมการเมืองและเครือข่ายของพวกเขาภายในหน่วยงานรัฐต่างๆ ไปจนถึงผู้เล่นอิสระบนดวงจันทร์ และกลุ่มแตกแถวในกลไกความมั่นคงของสหรัฐฯ

ไคลแมกซ์ของเรื่องว่าด้วยจุดศูนย์กลางสำคัญสองจุดในพายุการเมืองจีนคือ ฉาน ฉี ผู้นำขบวนการต่อต้านมวลชน และเผิง หลิง (Peng Ling) สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองสายก้าวหน้า ผู้กำลังชิงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคหญิงคนแรก และมีท่าทีเห็นอกเห็นใจเป้าหมายของขบวนการต่อต้านอยู่พอสมควร

เรื่องราวส่วนใหญ่ว่าด้วยการที่เผิงช่วยเหลือฉานจากระยะไกล ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ฝังตัวอยู่ในกลไกระบอบราชการต่างๆ ทั้งบนโลกและบนดวงจันทร์ เธอให้กองกำลังฝ่ายความมั่นคงที่ภักดีต่อเธอช่วยคุ้มครองฉานและเฟรเดอริกส์ หรือไม่ก็ให้พันธมิตรท้องถิ่นช่วยปล่อยตัวทั้งสองคนจากการจับกุมของฝ่ายความมั่นคงที่ทำงานร่วมกับกลุ่มทวนแดง แต่ความช่วยเหลือเหล่านี้กระจัดกระจายและประสานงานกันได้ไม่ค่อยดีนัก

ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้กลุ่มพลังหลวมๆ นี้รวมตัวกันได้คือ “ลิตเติลอายบอลล์” (Little Eyeball) ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ที่ถูกโปรแกรมโดยนักวิเคราะห์ข่าวกรองนิรนามผู้เห็นอกเห็นใจฉาน ฉี และกลุ่มต่อต้าน เมื่อนักวิเคราะห์คนนั้นถูกจับกุม ลิตเติลอายบอลล์ก็เริ่มปฏิบัติการอย่างอิสระตามคำสั่งที่โปรแกรมไว้ล่วงหน้า มันลอบแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างข้อมูลของรัฐบาลพรรคเดียวของจีนทั้งระบบเพื่อค้นหาวิธีช่วยเหลือขบวนการต่อต้านด้วยตัวเอง มันส่งข้อความเป็นพันๆ ฉบับไปยังบุคลากรในพรรค รัฐ และขบวนการต่อต้าน เพื่อพยายามประสานการเคลื่อนไหวและผลักดันให้มุ่งสู่ทิศทางที่ประสบความสำเร็จ

ในขณะเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้น เผิง หลิงก็ได้รับเลือกเป็นประธานและเลขาธิการพรรค รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหาร บิดาของฉาน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพันธมิตรของเผิงมานานแล้ว ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยความช่วยเหลือของลิตเติลอายบอลล์ เผิงจึงสามารถติดต่อฉานซึ่งกำลังหลบซ่อนหลังรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหารโดยกลุ่มทวนแดงบนรถโรเวอร์บนดวงจันทร์ เผิงชักชวนให้ฉาน ฉี ให้ความร่วมมือและช่วยทำให้ขบวนการต่อต้านสงบลงแลกกับคำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าปฏิรูป ฉานยอมตกลงและส่งข้อความออกไปว่า “พวกเรา นี่คือฉาน ฉี พวกเราต่อสู้กันมาได้ดีมาก หลังจากนี้ปล่อยให้ผู้นำชุดใหม่เดินหน้าปฏิรูปกันต่อไป ช่วยกันจับตา ดูให้แน่ว่าผู้นำชุดใหม่จะเป็นตัวแทนของเราได้จริงๆ ช่วยกันจับตา!” สถานการณ์นี้คล้ายกับกรณีที่วัต ไทเลอร์ (Wat Tyler) เจรจาต่อรองกับริชาร์ดที่สอง เพียงแต่คราวนี้ริชาร์ดกลับเห็นอกเห็นใจกลุ่มกบฏและเจรจาด้วยความสุจริตใจ

เมื่อเดินทางมาถึงตอนจบ ฉาน ฉี ซึ่งยังคงหนีการไล่ล่าของกลุ่มทวนแดงที่เหลือรอดและออกล้างแค้น ได้รับข่าวว่าเผิงได้ประกาศปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เช่น รื้อฟื้นนโยบาย “ชามข้าวเหล็ก” (Iron Rice Bowl – อันได้แก่ การรับประกันการจ้างงาน ค่าครองชีพและสวัสดิการอื่นๆ ที่เคยมีก่อนยุคการปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง) ทว่ากลับถอยหลังในด้านของการปฏิรูปการเมือง เช่น หลักนิติรัฐ และการรื้อทำลายรัฐสอดแนม ในขณะเดียวกัน สหภาพเจ้าของบ้านได้ขยายตัวไปในระดับโลก โดยมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นถึงสี่พันล้านคน และได้ออกเงินอุดหนุนคาร์บอนคอยน์ให้กับสมาชิกทุกคน

ผมสนุกกับคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการต่อต้านในจีนและในอเมริกาในเรื่องนี้มากพอๆ กับคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการต่อต้านอเมริกันในเรื่อง New York 2140 และรัฐดาวอังคารแบบกระจายศูนย์และแทบไม่เป็นรัฐในไตรภาคดาวอังคาร (Mars Trilogy) หลังได้รับเอกราชแล้ว รัฐดาวอังคารในหนังสือชุดหลังมีลักษณะคล้ายสหพันธรัฐคอมมูนระดับโลก เป็นประชาธิปไตยทางตรง และมีความเป็นนครรัฐ เป้าหมายแห่งความเสมอภาคระดับพื้นฐานของรัฐได้รับการสอดแทรกเข้าไปในกฎเกณฑ์ด้านทรัพย์สินไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ต้องรอให้เกิดขึ้นจากการกำกับดูแลของรัฐ เช่น ที่ดินถือเป็นสมบัติร่วมดูแลของสังคม (social commons) และแรงงานถือเป็นเจ้าของวิสาหกิจต่างๆ โดยอัตโนมัติ ที่จริงรัฐในเรื่องนั้นเป็นเหมือนกับแพลตฟอร์มสนับสนุนมากกว่าจะเป็นรัฐ เพราะมันแทบไม่มีกลไกกำกับดูแลเชิงบวกใดๆ เลย กิจกรรมของรัฐแทบทั้งหมดเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎเกณฑ์ด้านทรัพย์สินในเชิงกฎหมายและการันตีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเท่านั้น โรบินสันเขียนอะไรพวกนี้ได้ดีมาก

บทเรียนจากเรื่อง Red Moon สำหรับชาวอนาธิปัตย์ทั้งหลายก็คือ รัฐสามารถถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบนได้ แต่เราไว้ใจรัฐไม่ได้เป็นอันขาด เราควรใช้ความได้เปรียบจากการปฏิรูปที่รัฐยอมให้เกิดขึ้นและต่อยอดจากจุดนั้น แต่ต้องกดดันมันจากเบื้องล่างต่อไปด้วย และเราควรลงมือสร้างสังคมที่ต้องการนอกกรอบของรัฐโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต สำคัญที่สุดก็คือ “การปฏิวัติ” ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด.

แปลจาก Book Review: Red Moon | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60895

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”