Skip to main content

“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”

อาณาจักรโจรสลัดลิเบอร์ทาเลีย (Libertalia) ปรากฏครั้งแรกใน A General History of the Pyrates หนังสือปี 1724 โดย “กัปตันจอห์นสัน” (Captain Johnson – ซึ่งเกรเบอร์คาดว่าเป็นนามแฝงของแดเนียล เดโฟ) ลิเบอร์ทาเลียซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งมาดากัสการ์ เป็น “สาธารณรัฐแบบเสมอภาคที่เลิกทาสแล้ว ทุกสิ่งถูกถือครองร่วมกันและบริหารจัดการแบบประชาธิปไตย ก่อตั้งขึ้นโดยกัปตันโจรสลัดเกษียณชาวฝรั่งเศสชื่อมิซซง (Misson) ภายใต้อิทธิพลทางความคิดของอดีตบาทหลวงชาวอิตาเลียนที่ถูกปลดจากตำแหน่ง” ความเข้าใจทั่วไปคือ “จอห์นสัน” แต่งเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ตาม เกรเบอร์เล่าว่ายังมีชุมชนโจรสลัดอื่นๆ บนชายฝั่งมาดากัสการ์ที่จริงๆ แล้วเป็น

พื้นที่ทดลองทางสังคมแบบสุดขั้ว (radical social experiments) โจรสลัดทดลองระบบการปกครองและการจัดการทรัพย์สินรูปแบบใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นกับบรรดาสมาชิกชุมชนโดยรอบมาดากัสการ์ซึ่งแต่งงานกับพวกเขา หลายคนเคยอาศัยอยู่ในชุมชนโจรสลัด เดินเรือร่วมกับพวกเขา กลายเป็นพี่น้องร่วมสาบาน และใช้เวลายาวนานในการถกเถียงกันเรื่องการเมือง

ยูโทเปียโจรสลัดเหล่านี้ ทั้งที่เป็นเรื่องจริงและที่เป็นตำนาน จึงสะท้อนก้องอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปของโลกแอตแลนติกอย่างทรงพลัง

ยูโทเปียโจรสลัด ทั้งในฐานะปรากฏการณ์ในโลกจริงและธีมทางวัฒนธรรม มีความสำคัญยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับลัทธิเผด็จการที่ครอบงำวัฒนธรรมทางทะเลของกองทัพเรือและเรือพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองว่าถูกกฎหมาย เกรเบอร์เขียนไว้ว่า “วินัยแบบโรงงานยุคใหม่เกิดขึ้นบนเรือและไร่การเกษตร” ดังนั้น ยูโทเปียโจรสลัดจึงเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญยิ่งไม่เพียงต่อชาวเรือในศตวรรษที่ 18 แต่ยังรวมถึงต่อกรรมาชีพในโรงงานเมืองแมนเชสเตอร์และเบอร์มิงแฮมในยุคต่อมา

ด้วยความที่เรื่องราวเกี่ยวกับยูโทเปียโจรสลัดผสมผสานระหว่างตำนานกับเรื่องจริงจนยากจะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนได้ เกรเบอร์จึงเห็นว่าการเริ่มต้นด้วยการไล่เรียงข้อเท็จจริงที่เรารู้แน่ชัดก่อนเป็นเรื่องสำคัญ

เรารู้ว่าโจรสลัดจำนวนมากในศตวรรษที่ 17 ทั้งจากแคริบเบียนและพื้นที่อื่นๆ ตั้งถิ่นฐานตามชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์ และลูกหลานชาวมาลากาซีของคนกลุ่มนี้ (“ซานา-มาลาตา” – Zana-Malata) ยังคงนิยามตนเองอย่างชัดเจนเช่นนี้มาจนถึงทุกวันนี้ เรารู้ว่าการเข้ามาของโจรสลัดก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางสังคมหลายระลอกซึ่งสุดท้ายนำไปสู่การก่อตัวของหน่วยการปกครองในต้นศตวรรษที่ 18 ที่เรียกว่า “สมาพันธรัฐเบตซิมิซารากา” (Betsimisaraka Confederation) เรายังรู้ด้วยว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตในดินแดนที่เคยถูกปกครองโดยสมาพันธรัฐดังกล่าวบริเวณแนวชายฝั่งยาวเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตร ยังคงเรียกตัวเองว่าเบตซิมิซารากา และยังถือเป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่ยึดถือความเสมอภาคมากที่สุดในมาดากัสการ์ด้วย เรารู้ว่าบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งสมาพันธรัฐดังกล่าวมีชื่อว่า รัตซิมิลาโฮ (Ratsimilaho) รู้ว่าคนยุคนั้นกล่าวกันว่ารัตซิมิลาโฮเป็นลูกชายของโจรสลัดชาวอังกฤษจากชุมชนที่ชื่อ แอมโบนาโวลา (Ambonavola)…และรู้ว่าแอมโบนาโวลาถูกบรรยายไว้ในบันทึกของชาวอังกฤษร่วมสมัยว่าเป็นการทดลองแบบยูโทเปีย (utopia experiment) เป็นความพยายามในการประยุกต์หลักการจัดองค์กรแบบประชาธิปไตยที่พบในเรือโจรสลัดมาใช้กับชุมชนที่ตั้งมั่นบนบก และสุดท้ายเรารู้ว่ารัตซิมิลาโฮได้รับการประกาศให้เป็นกษัตริย์แห่งเบตซิมิซารากาในเมืองแห่งนั้นเอง

นอกเหนือจากนี้ เราไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรจริงหรือไม่จริง เกรเบอร์สันนิษฐานว่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นกษัตริย์” ของรัตซิมิลาโฮส่วนมากน่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อจงใจเล่าให้นักสังเกตการณ์จากต่างแดนฟังคล้ายกับวิธีที่เด็กสาวชาวซามัวเคยหลอกมาร์กาเร็ต มีด ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีใดๆ ที่บ่งชี้ถึงโครงสร้างทางกายภาพหรือรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่เราจะระบุได้ว่าบริเวณนั้นเป็นรัฐที่มีดินแดน (territorial state) ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นอาณาจักร สภาของประชาชน (popular assemblies) กลับดูจะมีความสำคัญมากขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ชนชั้นนักรบที่มีอำนาจอยู่เดิม (previous warrior aristocracies) ดูเหมือนจะหายไปโดยสิ้นเชิง

เกรเบอร์เน้นย้ำถึงบทบาทของชาวมาลากาซีท้องถิ่นใน “การทดลอง” ครั้งนี้ว่า

ภายใต้ร่มเงาของโจรสลัดและความเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการของกษัตริย์ลูกครึ่งโจรสลัด บรรดาผู้นำตระกูลและนักรบหนุ่มผู้ทะเยอทะยานได้ลงมือทำสิ่งที่ผมคิดว่าเข้าข่ายการทดลองทางการเมืองแบบต้นธารแห่งยุครู้แจ้ง (proto-Enlightenment) เป็นการสังเคราะห์อันสร้างสรรค์ระหว่างรูปแบบการปกครองของโจรสลัดกับองค์ประกอบที่เสมอภาคมากกว่าในวัฒนธรรมการเมืองดั้งเดิมของมาลากาซี สิ่งที่มักถูกเขียนไว้ว่าเป็นความล้มเหลวในการสร้างอาณาจักร แท้จริงแล้วมองได้เหมือนกันว่าเป็นการทดลองอันประสบความสำเร็จแห่งยุครู้แจ้งแบบโจรสลัดที่ขับเคลื่อนโดยชาวมาลากาซีเอง

เกรเบอร์เสนอว่า “การทดลองใช้ประชาธิปไตยแบบสุดขั้วด้วยความตั้งใจ” เหล่านี้เป็น “แรงเคลื่อนไหวแรกเริ่มบางอย่างของความคิดทางการเมืองในยุครู้แจ้ง เป็นการสำรวจแนวคิดและหลักการที่ในที่สุดแล้วจะได้รับการพัฒนาโดยนักปรัชญาการเมือง และถูกนำไปปฏิบัติจริงโดยระบอบปฏิวัติเมื่ออีกศตวรรษถัดมา”

ผลกระทบที่ตำนานยูโทเปียโจรสลัดมีต่อปรัชญาการเมืองกระแสหลักคือประเด็นสำคัญของหนังสือและเป็นประเด็นที่เกรเบอร์เคยเสนอไว้แล้วในหนังสือเล่มอื่น กล่าวคือ ปรัชญาการเมืองตะวันตก เช่น เสรีนิยมและประชาธิปไตย ซึ่งมักถูกอ้างว่าเป็นผลผลิตของความคิดอันล้ำลึกที่บังเกิดขึ้นได้เฉพาะบนยอดเขาแห่งอารยธรรมไม่กี่แห่ง แท้จริงกลับติดหนี้สามัญชนคนธรรมดามาตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดากลุ่มคนชายขอบอย่างกะลาสีเรือหัวรั้นและชนพื้นเมืองในโลกอาณานิคม ใน The Democracy Project เกรเบอร์ชี้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แนวคิดสูงส่งที่ต้องรอให้ถูกค้นพบในเอเธนส์ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล หรือฟิลาเดลเฟียในทศวรรษ 1780 แต่เป็นวิถีปฏิบัติธรรมดาของผู้คนเมื่อต้องตัดสินใจร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีต ใน The Dawn of Everything เกรเบอร์ยังเสนอด้วยว่าความคิดการเมืองยุครู้แจ้งได้รับอิทธิพลจากความคิดของชนพื้นเมืองอเมริกา หนังสือ Pirate Utopias จึงสอดคล้องกับงานวิชาการว่าด้วยคนไร้รัฐซึ่งเลือกใช้ชีวิตในพื้นที่นอกอำนาจควบคุมของรัฐและระบบการปกครองของรัฐโดยเจตนา โดยมีหมุดหมายสำคัญอยู่ที่งานของเจมส์ ซี. สก็อตต์

ช่วงกลางของหนังสืออุทิศให้กับสองประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการอธิบายประวัติความเป็นมาของชุมชนโจรสลัดในมาดากัสการ์ ประเด็นที่สองคือการอธิบายชาติพันธุ์วิทยา (ethnology) ของสังคมโจรสลัดและชาวมาลากาซี (ซึ่งเกรเบอร์อาศัยข้อมูลจำนวนมากจากวรรณกรรมร่วมสมัย เช่น บันทึกของ “กัปตันจอห์นสัน”) แม้เรือโจรสลัดบางลำจะมีต้นกำเนิดจาก “สลัดหลวงที่แปรพักตร์” (privateers gone rouge) แต่ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการก่อการกบฏของลูกเรือเอง ลูกเรือที่ลุกฮือเพื่อต่อต้านวินัยบนเรืออันโหดร้ายในศตวรรษที่ 17 และ 18 แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปเป็นโจรสลัด เพราะพวกเขาจะถูกประหารชีวิตทันทีที่ถูกจับตัวได้ในเขตอำนาจของประเทศแม่ เมื่อโจรสลัดชาวอังกฤษในมหาสมุทรแอตแลนติกแล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปและเริ่มสำรวจมหาสมุทรอินเดีย พวกเขาถูกดึงดูดมายังมาดากัสการ์เพราะที่นั่นอยู่นอกการอ้างสิทธิ์ของบริษัทแอฟริกันหลวงแห่งอังกฤษและบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ อีกทั้งชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือก็อยู่นอกอำนาจควบคุมของอาณาจักรใหญ่ๆ บนเกาะแห่งนี้ ดังนั้น หลังจากปี 1691 มันจึงกลายเป็น

ฐานโจรสลัดอันลือลั่น พร้อมป้อมปราการ ศูนย์ซ่อมเรือ และแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้า มีเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ประชากรขึ้นลงไม่แน่นอน… ตั้งแต่เพียงไม่กี่สิบคนไปจนถึงกว่าพันคน ประกอบด้วยโจรปล้นสะดมที่ยังปฏิบัติการและที่เกษียณไปแล้ว คนที่กำลังหลบหนี และนักโทษแหกคุกหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนภรรยาชาวมาลากาซี เครือข่ายพันธมิตร พ่อค้า และผู้ติดสอยห้อยตามของพวกเขาทั้งหลาย

สุดท้ายเมืองแห่งนี้ก็เติบโตจนมีประชากรหลายพันคน ขณะที่ชายฝั่งส่วนที่เหลือก็ “พร่างพราวไปด้วยชุมชนโจรสลัดเล็กๆ มากมาย”

สังคมโจรสลัดบนมาดากัสการ์เป็นสถานที่ที่โจรสลัดสามารถระบายของที่ปล้นชิงมาบางส่วนซึ่งล้วนแต่ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่นำไปขายอย่างขาวสะอาดในโลกตะวันตก ทั้งนี้เพื่อแลกกับสินค้าเลี้ยงชีพหรือสินค้าหรูหราอื่นๆ เรือพาณิชย์จากที่ต่างๆ เช่น นิวยอร์ก เดินทางมารองรับตลาดโจรสลัด โดย “บรรทุกไม่ใช่แค่เอล ไวน์ สุรา ดินปืน และอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึงของจำเป็นอย่างผ้าขนสัตว์ กระจก เครื่องเคลือบ ค้อน หนังสือ และเข็มเย็บผ้า”

ประเทศยุโรปโชคร้ายกว่าพวกโจรสลัดมากในการพยายามตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นทางการบนมาดากัสการ์ ไม่ใช่เพียงเพราะการเหยียดเชื้อชาติ แต่เพราะการที่พวกเขามีส่วนร่วมโดยตรงในระบบค้าทาส ตรงกันข้าม สำหรับโจรสลัดแล้ว เรือค้าทาสกลับเป็นแหล่งที่มาสำคัญของเรือลำใหม่และลูกเรือกลุ่มใหม่

ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของมาลากาซี ผู้หญิงอยู่ในสถานะรองจากผู้ชาย ทำหน้าที่เป็นเหมือน “สัญลักษณ์” หรือ “ของกำนัล” ที่ชายคนหนึ่งมอบให้ชายอีกคนเพื่อผูกสัมพันธ์ทางสังคม แต่เมื่อแต่งงานกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่เป็นโจรสลัด ผู้หญิงกลับเป็นฝ่ายริเริ่มแสวงหาสามีด้วยตนเอง เป้าหมายของพวกเธอคือการได้มาซึ่งทรัพยากรเพื่อทำการค้า และยืมสถานะทางสังคมของสามีชาวต่างชาติเพื่อยกระดับสถานะของตนให้สูงกว่าบทบาทที่ผู้หญิงในสังคมมาลากาซีมักได้รับ ด้วยเหตุนี้ เมื่อลงหลักปักสัมพันธ์กับประชากรท้องถิ่น โจรสลัดจึงถูกดึงเข้าสู่วัฒนธรรมของผู้หญิงมากกว่าวัฒนธรรมของนักรบชาย สังคมฝ่ายหญิงนี่เองที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการผสานวัฒนธรรมมาลากาซีกับวัฒนธรรมโจรสลัด

ในเนื้อหาส่วนที่สามและส่วนสุดท้ายของหนังสือ เกรเบอร์กล่าวถึงการก่อรูปของสมาพันธรัฐเบตซิมิซารากา ซึ่งดำรงอยู่นานกว่าและมีขอบเขตกว้างกว่าเมื่อเทียบกับชุมชนโจรสลัด ตัวสมาพันธรัฐแห่งนี้ต่างจากชุมชนโจรสลัดตรงที่เป็นผลงานของชาวมาลากาซีโดยตรง “เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ของความเป็นชายต่อความดื้อดึงของฝ่ายหญิงที่เป็นพันธมิตรกับโจรสลัด” เพื่อปรับโครงสร้างสังคมนักรบชายใหม่ตามแบบประชาธิปไตยโจรสลัด

เกรเบอร์สรุปว่า ยุคแห่งการรู้แจ้งเป็นผลผลิตของระบบโลกแบบยุโรปโดยรวม ถึงแม้ว่าความคิดแบบยุครู้แจ้ง “อาจจะผลิบานเต็มที่ในเมืองอย่างปารีส เอดินบะระ เคอนิกส์แบร์ก และฟิลาเดลเฟีย” แต่ต้นกำเนิดของมันคือดอกผลของการปะทะสังสรรค์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแกนกลางของจักรวรรดิกับผู้คนในดินแดนอาณานิคม “การสร้างบทสนทนา ข้อโต้แย้ง และการทดลองทางสังคมที่ไขว้ข้ามกันไปทั่วทั้งโลก”

แปลจาก Book Review: Pirate Enlightenment, by David Graeber | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60913

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”