Skip to main content

ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์ชี้ขาดว่าจะออกแบบเครื่องเล่นแผ่นเสียงอย่างไร” เทคโนโลยี DRM “ปฏิบัติต่อเจ้าของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ เหมือนเป็นผู้รุกรานที่ระบบจะต้องเสริมเกราะไว้เพื่อป้องกัน”

ผู้บริโภคมีแรงกระตุ้นโดยธรรมชาติในทางตรงกันข้ามเลย “รู้มั้ยผมจะยอมเสียตังค์ซื้ออะไร ก็เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ยอมให้ผมเล่นแผ่นเสียงของทุกคนได้น่ะสิ”

เห็นได้ชัดว่าคอนเทนต์และแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การจัดการสิทธิ์ดิจิทัลไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

“จะผลิตอุปกรณ์ที่โจมตีตัวเจ้าของเองไปเพื่ออะไรกัน? ตามหลักการแล้วเราน่าจะสันนิษฐานได้ว่าอุปกรณ์ที่ว่าย่อมมีต้นทุนสูงกว่าอุปกรณ์ที่เป็นมิตรกับเจ้าของ และผู้บริโภคคงไม่อยากซื้ออุปกรณ์ที่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นอาชญากรไว้ก่อน…เรื่องนี้กระทบต่อยอดขายแน่นอน คนดีๆ ที่ไหนจะเดินเข้าร้านแล้วถามว่า “มีเพลงที่ล็อคไว้ให้ฟังได้เฉพาะกับเครื่องเล่นของบริษัทเดียวไหมครับ/คะ กำลังตามเพลงที่ล็อคให้ฟังได้แค่เครื่องเดียวอยู่พอดี”

โมเดลธุรกิจแบบนี้ทำราวกับว่าลูกค้าจริงๆ คือเจ้าของคอนเทนต์ ไม่ใช่คนดูและคนฟัง เห็นได้ชัดเจนว่าคนดูและคนฟังคือศัตรูตัวจริงที่พวกเขาต้องคอยหวาดระแวง ด็อกเทอโรว์ตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งในกรณีของยอน โยฮานซอน ที่เขียนโค้ดที่ใช้ถอดรหัสการเข้ารหัสแบบ CSS บนแผ่นดีวีดี และถูกฟ้องร้องในนอร์เวย์ในข้อหา “รุกล้ำระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย” (unlawfully trespassing on a computer system) เมื่อฝ่ายจำเลยถามว่า “จอนรุกล้ำคอมพิวเตอร์เครื่องไหน” คำตอบที่ได้ก็คือ “คอมของเขาเอง”

โมเดลธุรกิจแบบนี้อยู่รอดไม่ได้แน่ๆ ในระบบตลาดเสรี เว้นแต่ว่าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่มสำหรับแพลตฟอร์มสื่อที่ออกแบบมาเพื่อพวกที่ชอบความเจ็บปวด (sadomasochists) โดยเฉพาะ คุณอาจหาซื้อของพวกนี้ได้จากร้านขายอุปกรณ์แปลกๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างร้านบริการตีหัวแตก (Being Hit on the Head Lessons) กับร้านจำหน่ายคำด่าทอ (Abuse)

คำถามคือทำไมคนยังซื้อสินค้าพวกนี้อยู่? คำตอบก็เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น นี่เองคือสิ่งที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นภายใต้คำขู่ฟ้องร้องทางกฎหมายโดย “เจ้าของ” คอนเทนต์เหล่านั้น

ข่าวดีก็คือ แม้แต่คำขู่ฟ้องร้องก็ไม่สามารถต้านทานเสน่ห์ของความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการขาย “เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เล่นแผ่นเสียงของใครก็ได้” อิฐก้อนแรกถูกงัดออกจากกำแพงแล้วเมื่อ iTunes ยกเลิกใช้ระบบ DRM และความเปลี่ยนแปลงจะกระทบชิ่งต่อไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ด็อกเทอโรว์ยังให้ความเห็นแบบกวนๆ อันเป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับสัญญาประเภทแกะห่อแล้วถือว่ายอมรับ (shrink-wrap contracts) ซึ่งบังคับใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ ธุรกิจหนึ่งๆ อาจยอมตกลงใช้เม็ดกาแฟเพียงยี่ห้อเดียวเพื่อแลกกับการได้ “เครื่องชงกาแฟราคาพิเศษ” ไว้ใช้ในสำนักงาน “แต่ไม่มีใครทำแบบนี้ที่บ้านหรอก เราจะรู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณต่อความคิดที่ว่า การใช้ชีวิตส่วนตัวภายในบ้านต้องมาถูกสอดส่องโดยบริษัทที่เราไปซื้อของเขามา เราซื้อมาแล้ว มันเป็นของเรา…”

ใช่ไหมล่ะ! “เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะต้องมาคอยย่องไปย่องมารอบๆ ทรัพย์สินที่ตัวเองควักเงินซื้อมา เพื่อคอยเช็คใบอนุญาตซ้ำแล้วซ้ำอีกให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิดข้อตกลงในสัญญาที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่เคยอ่านมันด้วยซ้ำไป”

แปลจาก How Digital Copyright Treats Consumers Like Enemies | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60913

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”