Skip to main content

ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสดงความชื่นชมต่อจอห์น สจ็วร์ต มิลล์ และป่าวประกาศความเชื่อที่ว่า “ยารักษาคำพูดแย่ๆ คือการพูดให้มากขึ้น” (the cure for bad speech is more speech) แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์คำพูดแย่ๆ เหล่านั้นเข้าจริงๆ ในแบบที่จอห์น สจ็วร์ต มิลล์ เคยจินตนาการไว้เป๊ะๆ พวกเขากลับเริ่มโวยวายถึง “พวกโว้ค” (woke mobs) และ “วัฒนธรรมการแบน” (cancel culture)

ตัวอย่างคลาสสิกคือ ริชาร์ด เมนเกอร์ ศัลยแพทย์ระบบประสาท ผู้เขียนบทความปกป้องแฮร์ริสัน บัตเกอร์ ให้กับมูลนิธิเพื่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ (ในหัวข้อ “มุมมองของศัลยแพทย์ระบบประสาทต่อแฮร์ริสัน บัตเกอร์และกลุ่มคนที่พยายามจะแบนเขา” เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม)

ตัวของบัตเกอร์หรือไม่ก็คำพูดของเขาถูกตราหน้าว่า “เหยียดเพศ” “ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์” “เกลียดชังผู้หญิง” “อุกอาจอย่างถึงที่สุด” “ด้อยค่าคน” “ต่อต้านชาวยิว” และ “เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน” ผมอาจจะตกหล่นประเด็นอัตลักษณ์ทับซ้อนบางอย่างไป แต่คุณคงพอจะเข้าใจประเด็นหลักๆ

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้การระบุลักษณะคำพูดของใครบางคนอย่างถูกต้องแม่นยำกลับถูกมองว่าเป็น “วัฒนธรรมการแบน” ก่อนจะจบบทความนี้ ผมจะย้อนกลับมาสู่คำถามที่ว่า ใครกันแน่ที่อธิบายคำกล่าวของบัตเกอร์ได้ตรงไปตรงมามากกว่ากัน ระหว่างพวกที่ถูกเรียกว่า “ลัทธิคลั่งวัฒนธรรมการแบน” หรือตัวเมนเกอร์เอง

ถ้าคิดซะว่าเมนเกอร์ซื่อบื้อจริงๆ แค่นี้ก็น่าเศร้าพออยู่แล้ว แต่มีข้อบ่งชี้มากมายว่าเขาปกป้องบัตเกอร์ทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด

ผมไม่คิดว่าอะไรพวกนั้นเป็นความจริง ดังนั้นผมจึงทำในสิ่งที่คนในปี 2024 น้อยคนนักจะทำกัน นั่นคือ การย้อนกลับไปดูเนื้อหาต้นฉบับเพื่อจะได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

ข้อสรุปที่ชัดเจนของผมก็คือ ลัทธิคลั่งการแบนไม่ได้ดูวิดีโอต้นฉบับ หรือไม่พวกเขาคงกำลังบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่ละอายแก่ใจ

นี่คือลูกไม้เดิมๆ จากตำราของพวกวัฒนธรรมการแบน

ทั้งยกคำพูดมาแบบตัดตอน แปะป้ายตีตรา ทึกทักเอาเองว่าตนมีจริยธรรมที่เหนือกว่า มุ่งโจมตีเพียงหุ่นฟางที่ตัวเองสร้างขึ้นมา และหลังจากบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านั้นแล้ว ก็จะโจมตีตัวบุคคลเพื่อแบ่งแยกการถกเถียงให้กลายเป็นเรื่องขาว-ดำ เพื่อเปิดทางให้ทุกคนกระโจนเข้าร่วมวงด่าทอตามกระแส

น่าประหลาดตรงที่คำพูดจริงๆ ของบัตเกอร์ ซึ่งเมนเกอร์อ้างว่าได้ดูแล้วนั้น ปรากฏในข้อสรุปและการถอดความของเมนเกอร์น้อยเสียเหลือเกิน เขาอ้างอิงคำพูดตรงๆ ของบัตเกอร์เพียงย่อหน้าเดียวซึ่งเป็นย่อหน้าที่มักปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลัก

พวกคุณบางคนอาจก้าวไปสู่เส้นทางอาชีพที่ประสบความสำเร็จในโลกกว้าง แต่ผมขอบังอาจคาดเดาว่าพวกคุณส่วนใหญ่คงจะรู้สึกตื่นเต้นกับชีวิตสมรสและลูกๆ ที่พวกคุณจะให้กำเนิดแก่โลกใบนี้มากกว่า… และคงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่า ความสำเร็จทั้งหมดของผมเกิดขึ้นได้ก็เพราะเด็กสาวที่ผมพบในห้องเรียนดนตรีสมัยมัธยมต้น ผู้ซึ่งได้หันมาศรัทธาในศาสนา กลายมาเป็นภรรยาของผม และน้อมรับหนึ่งในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ แม่บ้าน

เรื่องย้อนแย้งก็คือรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักอาจจะส่งผลดีต่อตัวบัตเกอร์เองเพราะสื่อรายงานย่อหน้านั้นแค่ย่อหน้าเดียว ข้อเขียนทั้งหลายต่างกลบฝังหรือมองข้ามข้อความที่จุดชนวนความขัดแย้งให้มากที่สุด ซึ่งเป็นข้อความที่เมนเกอร์ไม่ได้อ้างถึง ไปโดยสิ้นเชิง เมนเกอร์สรุปต่อไปอีกสองสามย่อหน้า

เขาอธิบายคำว่า “แม่บ้าน” ในบริบทของภรรยาตนเอง ว่าเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิง แต่ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเดียวสำหรับพวกเธอ นอกจากนี้เขายังกล่าวเสริมทันทีว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือบทบาทในฐานะสามีและพ่อ ไม่ใช่นักอเมริกันฟุตบอลหรือผู้ประกอบการ แน่นอนว่ามันเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้และสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อใครหลายคนหรือต่อคนส่วนใหญ่ แต่มันไม่ใช่การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

เขายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์คณะผู้นำในศาสนจักรของเขาเอง เขาหยิบยกคติพจน์แบบธีโอดอร์ รูสเวลต์ เพื่อกระตุ้นให้ “ทำในสิ่งที่ยาก” (do hard things) เขาโจมตีวัฒนธรรมความรุนแรงแต่กลับถูกวิจารณ์ในภายหลังว่าโจมตีวัฒนธรรมความรุนแรงได้ไม่ดีพอ เขาตำหนินโยบายความหลากหลาย (DEI) แต่กลับถูกบอกว่าเขาควรจะขอบคุณนโยบายนั้น เพราะทีมของเขามีแพทริก มาโฮมส์ เป็นควอเตอร์แบ็ก

การพิจารณาคดีสิ้นสุดลงแล้ว เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาก่ออาชญากรรมทางความคิด

ถ้าจะพูดให้รื่นหูหน่อยก็คงต้องบอกว่า การสรุปความของเมนเกอร์นั้นลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่บัตเกอร์พูดจริงๆ ไปไม่น้อย

ลองมาดูเนื้อหาจากสุนทรพจน์จริงๆ กันบ้าง นี่คือคำพูดบางส่วนจากบันทึกสุนทรพจน์ บัตเกอร์ไม่ได้แค่เตือนผู้หญิงในกลุ่มผู้ฟังว่าการแต่งงานและครอบครัวนั้นสำคัญและเติมเต็มชีวิตได้เท่ากับหน้าที่การงาน แต่เขายังบอกเป็นนัยด้วยว่าที่พวกเธอเอาแต่ “คิดถึงเรื่องการเลื่อนขั้นและตำแหน่งหน้าที่การงาน” ก็เพราะ “ถูกกรอกหูด้วยคำลวงที่ชั่วร้ายที่สุด” เขายังตัดพ้อเกี่ยวกับ “การบั่นทอนความเป็นชายในทางวัฒนธรรม” และ “เผด็จการแห่งความหลากหลาย เท่าเทียม และครอบคลุม (DEI)” และที่น่าหงุดหงิดที่สุดน่าจะเป็น

สภาคองเกรสเพิ่งจะผ่านร่างกฎหมายที่ระบุว่า การกล่าวถึงเรื่องพื้นฐานอย่างคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่าใครเป็นผู้ฆ่าพระเยซู อาจทำให้คุณติดคุกได้

อืม… น่าตกใจไหมล่ะ นี่คือคำพูดของซุปเปอร์สตาร์อเมริกันฟุตบอล หรือเมล กิ๊บสัน ตอนโดนเรียกตรวจเมาแล้วขับกันแน่ แปลกดีที่เมนเกอร์กลับละเว้นไม่พูดถึงประโยคเหล่านี้ เมนเกอร์ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า:

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมฝูงชนถึงโกรธแค้นกันขนาดนี้

นั่นหมายความว่าเขา [บัตเกอร์] กำลังสะกิดโดนอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องจริง อะไรบางอย่างที่คุกคาม และอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นรู้สึกไม่สบายใจ

…และเป็นอะไรบางอย่างที่เมนเกอร์ดูเหมือนจะกลัวเกินกว่าจะอ้างถึงตรงๆ เพราะเกรงว่าผู้อ่านจะมองทะลุคำพูดเลื่อนลอยประเภทที่ว่าบัตเกอร์ “ถูกแบนโดยพวกโว้ค” แล้วหันไปพิจารณาคำกล่าวของบัตเกอร์ด้วยวิจารณญาณของตัวเอง ดูไปแล้วก็เกือบจะเหมือนกับว่าเป้าหมายของเมนเกอร์คือการบิดเบือนและลดทอนความสำคัญของคำพูดจริงๆ ของบัตเกอร์ เพื่อปั้นให้เขากลายเป็นมรณสักขีจอมปลอมรายล่าสุด ให้บรรดาเหยื่อที่มักจะถูกต้มตุ๋นด้วยกระแสต่อต้าน “วัฒนธรรมการแบน” ได้เสพกัน

เมนเกอร์ปิดท้ายด้วยการยกข้อความของมิลตัน ฟรีดแมนที่ว่า “คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของระบบตลาดเสรีก็คือ… มันสนใจเพียงแค่ว่า [ผู้คน] สามารถผลิตสิ่งที่คุณอยากซื้อได้หรือไม่” ตามด้วยข้อความของเขาเองที่ว่า “กลไกตลาดจะเป็นฝ่ายชนะ” แต่ความจริงที่น่าเศร้าก็คือคนอย่างเมนเกอร์ไม่ได้อยากให้ตลาดเป็นผู้ชนะ พวกเขาต้องการให้คำพูดที่พวกเขาเห็นด้วยชนะต่างหาก เพราะแบบนี้เอง นิตยสารที่อ้างตัวว่าเป็น “อิสรเสรีนิยม” อย่าง Reason จึงให้พื้นที่กับเอ็มมา แคมป์ ผู้อ้างว่าตนต้อง “เซ็นเซอร์ตัวเอง” สมัยเรียนวิทยาลัย และ “กลัวที่จะพูดสิ่งที่ [เธอ] คิดออกมาอย่างเต็มที่” เพราะเกรงว่าทัศนะของเธอจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่แล้วนิตยสารฉบับเดียวกันนี้กลับตีพิมพ์บทความของนิค กิลเลสพี และร็อบบี้ โซฟ แทบจะวันเว้นวัน เพื่อเยาะเย้ยถากถางนักศึกษาหรือคณาจารย์ฝ่ายซ้ายเพียงเพราะพูดอะไรที่ดู “โว้กๆ”

ใน “ตลาดเสรีทางความคิด” จริงๆ นั้น หน้าตาของคำว่า “ชัยชนะของตลาด” ควรจะเป็นเหมือนตอนที่ผู้คนตัดสินว่าผลิตภัณฑ์อย่าง Edsel หรือ New Coke นั้นห่วยแตก แล้วสินค้าเหล่านั้นก็ต้องล้มหายตายจากไปและไม่มีใครยอมสต็อกของพวกนั้นไว้อีก และเมื่อใดที่ความคิดแย่ๆ เผยโฉมหน้าที่น่าเกลียดของมันออกมา ผู้คนก็จะช่วยกันเร่งกระบวนการนั้นให้เร็วขึ้นด้วยการวิพากษ์วิจารณ์มันอย่างไม่ลดละ ซึ่งถ้าพูดอีกนัยหนึ่ง เหล่านี้ก็คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้เมนเกอร์และพวกพ้องสติแตกแล้วโวยวายเรื่อง “วัฒนธรรมการแบน” กันนั่นเอง เพราะแท้จริงแล้ว “วัฒนธรรมการแบน” ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกเสียจากการทำงานภาคปฏิบัติของตลาดเสรีทางความคิด แบบเดียวกับที่เหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาอ้างว่าสนับสนุนกันนักหนา

สิ่งที่พวกสิบแปดมงกุฎที่ “ถูกแบนโดยพวกโว้ค” ต้องการจริงๆ คือ รัฐสวัสดิการทางความคิด ระบบซึ่งความคิดบางประเภท “เหยียดเกินกว่าจะปล่อยให้ล่มสลาย” (Too Bigoted to Fail)

แปลจาก  Free Marketplace of Ideas — or Welfare State? | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/61024

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”