Skip to main content

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O. Hirschman) เรื่อง Exit, Voice and Loyalty กลายเป็นงานชิ้นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในบางวงการ ชาวอิสรเสรีนิยม เสรีนิยม และกลุ่มอนุรักษนิยมปฏิกิริยา ต่างค้นพบคุณค่าในแนวคิดของเฮิร์ชแมน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่เกี่ยวข้องกับคำสัญญาของการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT revolution) น่าเสียดายที่ฝ่ายซ้ายกลับล้มเหลวในการพิจารณางานเขียนชิ้นนี้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อมโยงของมันกับระบบทุนนิยมเสรี และส่วนหนึ่งเพราะผู้ที่มักอ้างถึงตำราเล่มนี้มักเป็นคนที่มีอภิสิทธิพิเศษในชีวิตอยู่มาก ตัวอย่างเช่น คำกล่าวอ้างของแพทรี ฟรีดแมน (Patri Friedman) ที่ว่า “พวกเราคิดว่าเสรีภาพในการออกจากระบบ (free exit) นั้นสำคัญมากจนเราเรียกมันว่าสิทธิมนุษยชนสากลเพียงประการเดียว” ซึ่งพูดในบริบทของมหาเศรษฐีซิลิคอนวัลเลย์ที่ต้องการสร้างรัฐชาติอิสระแบบ “อิสรเสรีนิยม” ซึ่งฟังดูเป็นความคิดกลวงๆ อยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับเสรีภาพของสื่อมวลชนเมื่อหลายศตวรรษก่อน เสรีภาพในการสร้างรัฐชาติของตัวเองนั้นดูดี… ถ้าคุณมีปัญญาจ่าย

อย่างไรก็ตาม การที่ข้อโต้แย้งเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องเสรีภาพอย่างตื้นเขินไม่ได้ทำให้ข้อโต้แย้งเหล่านั้นไร้คุณค่าแต่อย่างใด ที่จริงแล้ว ผมอยากโต้แย้งว่าเป้าหมายและการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากของฝ่ายซ้ายสามารถมองภายในกรอบของการออกจากระบบได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น Das Kapital อาจถูกมองได้ว่าเป็นการสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแรงงานไม่มีทางออกจากระบบที่มีความหมาย (meaningful exit) ทำนองเดียวกัน ขบวนการสตรีนิยมส่วนใหญ่ก็อาจมองได้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อมอบทางออกจากระบบให้แก่ผู้หญิง แม้ว่าโครงการของฝ่ายซ้ายโดยรวมจะไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดผ่านเลนส์ของการออกจากระบบ แต่การเพิกเฉยต่อแนวคิดนี้ก็เท่ากับละทิ้งเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งไป

แต่หากการออกจากระบบสอดคล้องกับเป้าหมายของฝ่ายซ้ายจำนวนมาก แล้วทำไมฝ่ายซ้ายถึงละเลยมันมาโดยตลอด ความจริงแล้ว ฝ่ายซ้ายไม่ได้ละเลยมันเสมอไป ความพยายามของฝ่ายซ้ายในการสร้างอำนาจคู่ขนาน (dual power) มีอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ ในศตวรรษที่ 19 นักสังคมนิยมได้สร้างระบบสวัสดิการชนชั้นแรงงานแบบล่างขึ้นบนซึ่งทำให้ผู้คนสามารถออกจากระบบทุนได้บ้าง (exit from capital – แต่ต่อมาระบบเหล่านั้นก็ถูกทุนนิยมฉวยชิงไปโดยเจตนาพร้อมกับการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการ) แต่พลวัตของการต่อสู้ (ที่มุ่งเน้นไปที่ขบวนการมวลชนเป็นหลัก) และความเหนือกว่าของรูปแบบการผลิตอุตสาหกรรมแบบรวมศูนย์ ทำให้การรวมกลุ่มกันและระบบลำดับชั้นกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในบริบทเช่นนั้น การออกจากระบบจึงเป็นได้แค่ลัทธิท้องถิ่นนิยมแบบดั้งเดิม (primitivist localism) หรือการนัดหยุดงานที่ไร้ความหมายซึ่งโครงสร้างอำนาจสามารถรองรับและดูดซับได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าปัญญาชนผู้ช่วยนำทางขบวนการเหล่านั้นต่างถูกล่อลวงด้วยอำนาจที่พวกเขาจะได้รับหากวันหนึ่งได้เป็นผู้นำมวลชนด้วยแล้ว ก็จะเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดการออกจากระบบจึงกลายเป็นภาระ

แต่บริบทได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่นั้น ในศตวรรษที่ 21 การดำเนินการของระบบทุนนิยมส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการควบคุมเครื่องจักรการผลิต หากแต่ผ่านการสร้างความขาดแคลนเทียมที่ค้ำยันด้วยกำลัง (artificial scarcities maintained by force) พลวัตที่เกิดขึ้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากศตวรรษที่ 19 เมื่อความไม่สมดุลที่กำหนดความขัดแย้งทำให้การต่อสู้ของมวลชนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของผู้ถูกกดขี่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเปิดโอกาสให้เกิดการพึ่งพาตนเองในระดับต่างๆ ซึ่งขีดจำกัดของมันจะพบได้ก็ต่อเมื่อมีการลองผิดลองถูกในการสร้างระบบเศรษฐกิจทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรมแล้วเท่านั้น

ในโลกที่อำนาจไม่ได้ผลิตซ้ำตัวเองด้วยการบังคับให้แรงงานเข้าสู่สัญญาการจ้างงานอันเหลื่อมล้ำอย่างถึงที่สุดและขูดรีดแรงงานของพวกเขาออกมา แต่กลับอาศัยการดูดซับค่าเช่า (capturing rents) และผลกระทบภายนอกเชิงเครือข่าย (network externalities) มากขึ้นทุกวัน แนวทางการโจมตีหลักสองแนวทางจึงเปิดกว้างขึ้น สิ่งที่จับต้องไม่ได้ซึ่งสร้างความขาดแคลนเทียมขึ้นนั้นถูกปลดปล่อยได้ด้วยปัจเจกบุคคลที่มีความสามารถ ทำนองเดียวกัน การออกจากระบบในเชิงวัตถุ (material exit) ยังหมายถึงการมีทางเลือกในการตัดการเชื่อมต่อ หรืออย่างน้อยที่สุดคือการเจรจาต่อรองใหม่ระหว่างผู้ที่อยู่ใต้อำนาจกับผู้มีอำนาจ

หรือดังที่เนกรีและฮาร์ดท์กล่าวไว้ในหนังสือ Multitude

ในการเมืองเช่นเดียวกับในเศรษฐศาสตร์ อาวุธชิ้นหนึ่งที่ผู้ถูกปกครองมีติดตัวอยู่เสมอ… คือการคุกคามด้วยการปฏิเสธสถานะของการเป็นทาสรับใช้และถอนตัวออกจากความสัมพันธ์นั้นๆ การปฏิเสธความสัมพันธ์กับองค์อธิปัตย์ก็คือการอพยพออกมา (exodus) คือการหลบหนีจากกองกำลังแห่งการกดขี่ การเป็นทาสและการประหัตประหารเพื่อแสวงหาเสรีภาพ หากปราศจากการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา อำนาจอธิปไตยก็จะพังทลายลง

ดังนั้น แม้เหล่าอิสรเสรีนิยมและกลุ่มอนุรักษนิยมปฏิกิริยาจะเฮโลกันกล่าวขวัญถึงแนวคิดเรื่องการออกจากระบบ แต่ก็น่าจะโต้แย้งได้เช่นกันว่า เป้าหมายที่ฝ่ายซ้ายพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาต่างหากที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขยายทางเลือกในการออกจากระบบอย่างมีความหมาย ทางเลือกเหล่านั้นไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาแรงกดดันในการเอาชีวิตรอด แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดวิศวกรรม/วิทยาศาสตร์โดยพลเมือง (citizen engineering/science) หรือการผลิตทางวัฒนธรรมด้วย (ประเด็นนี้สามารถเขียนเป็นบทความได้อีกตอน ว่าด้วยการปลดปล่อยการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งมโหฬารที่จะทำให้ยุค ‘60 ดูจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับยุค ‘00 หากเรามีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปัจจัยสี่ที่เข้มแข็งให้แก่เหล่าศิลปิน/นักวิชาการจำนวนมากที่ทุกวันนี้กำลังใช้ชีวิตในสภาวะเปราะบาง) ในแง่นี้ การออกจากระบบเล็กๆ น้อยๆ (light exit) จึงไม่ใช่การถอยหนีเหมือนในยุคบรรพกาล (primitivist retreat) หากแต่เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ที่เราใช้หยัดยืนต่อสู้

สุดท้าย ฝ่ายซ้ายควรหยิบฉวยแนวคิดเรื่องการออกจากระบบ เพราะเมื่อมีคนจำนวนมากไม่เพียงแต่ศึกษามัน แต่ยังพยายามทำให้มันเป็นจริงผ่านวิธีการทางการเมืองหรือเทคโนโลยีอย่างแข็งขัน พวกเราจึงจำเป็นต้องมีบทวิเคราะห์ถึงรูปแบบความล้มเหลวของมันด้วย ในโลกเทคโนโลยีที่ซับซ้อนซึ่งเราไม่สามารถแยกตัวออกมาจากผลกระทบภายนอกและพลวัตแห่งอำนาจได้โดยง่าย การออกจากระบบเพียงอย่างเดียวย่อมจะเผชิญขีดจำกัดอย่างรวดเร็ว แนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีจะนำพาเราไปถึงจุดหมายได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องจัดการกับวัฒนธรรมหรือจริยธรรมอย่างจริงจังนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ (แม้ว่าเทคโนโลยีจะสามารถบังคับให้เกิดบทสนทนาหรือเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและจริยธรรมได้ก็ตาม) การส่งเสริมการออกจากระบบในลักษณะเช่นนั้นนำไปสู่ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่คับแคบ คล้ายกับลัทธิมาร์กซิสม์บางสายที่มุ่งเน้นไปที่การล่มสลายหรือการปฏิวัติแบบหายนะ (cataclysmic collapse/revolution) ปัญหาของพวกเราจะไม่ได้รับการแก้ไขลำพังด้วยกลเม็ดเด็ดพรายที่ช่วยให้เราซ่อนตัวจากสายตาและการจับคว้าของผู้กดขี่ หากแต่ต้องผ่านการต่อสู้อย่างสอดประสานกันซึ่งซับซ้อนพอๆ กับโลกใบนี้เอง

แปลจาก ‘Exit’ and the Left | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/61071

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”