ใครคือผู้ชนะที่แท้จริงในการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร

 

ใครผู้ชนะที่แท้จริงในการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร ค.ศ.2017 ?

 

        พลันที่ผล Exit Poll ของการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรถูกประกาศออกมาในค่ำคืนของวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.2017 (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่าพรรคอนุรักษนิยม (Conservatives) ได้เสียที่นั่งข้างมากในสภาสามัญชน (House of Commons) แต่ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภาสามัญชน สร้างความประหลาดใจและช็อกวงการการเมืองของสหราชอาณาจักรอีกครั้ง เนื่องจากตลอดการรณรงค์หาเสียงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา (ปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนมิถุนายน) สำนักโพลทุกสำนักต่างฟันธงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นชัยชนะครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพรรคอนุรักษนิยมนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1983 ซึ่งในครั้งนั้นพรรคเคยได้ที่นั่งมากถึง 397 ที่นั่ง โดยช่วงหนึ่งของการหาเสียงพรรคอนุรักษนิยมได้มีคะแนนทิ้งห่างพรรคแรงงาน (Labour) ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ มากถึง 24% (พรรคอนุรักษนิยมมีคะแนนนิยม 48% พรรคแรงงานมีคะแนน 24%) และถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับที่นั่งมากกว่า 400 ที่นั่ง ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

        แต่แล้วด้วยสถานการณ์ต่างๆ และนโยบายของพรรคอนุรักษนิยม รวมถึงการที่เทเรซา เมย์ (Theresa May) ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีถูกโจมตีอย่างหนักโดยเฉพาะการกลับคำพูดและกลับลำในนโยบายต่างๆ และการปฏิเสธไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตกับเจเรมี คอร์บิน (Jeremy Corbyn) ทำให้คะแนนนิยมของพรรคอนุรักษ์นิยมดิ่งเหวลงเรื่อยๆ จากระดับ 24% เหลือเพียง 3% เท่านั้น ในวันก่อนการเลือกตั้งเพียงวันเดียว

 

 

 

       ผล Exit Poll ที่ออกมา ปรากฎว่าพรรคอนุรักษนิยมได้ที่นั่งลดลง 17 ที่นั่ง จากเดิม 331 เหลือ 314 ที่นั่ง พรรคแรงงานได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 34 ที่นั่ง จาก 232 เป็น 266 ที่นั่ง หากผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้จริง เท่ากับว่าการยุบสภาสามัญชนก่อนกำหนดของเมย์ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ เพราะ เป็นที่รู้กันดีว่าเธอตัดสินใจยุบสภารอบนี้ก็เพื่อให้พรรคอนุรักษนิยมได้ที่นั่งเพิ่มมากขึ้น จนมีเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่เสียงข้างมากอย่างปริ่มน้ำเพียง 7 เสียงเช่นนี้ ผู้สนับสนุนพรรคอนุรักษนิยมต่างพากันภาวนาให้ผล Exit poll นี้คลาดเคลื่อนเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ค.ศ.2015 ที่ทำนายว่าพรรคอนุรักษนิยมจะได้ที่นั่งเพียง 316 ที่นั่ง แต่ผลการเลือกตั้งจริงพรรคอนุรักษนิยมกลับได้มากถึง 330 ที่นั่ง จนสามารถครองเสียงข้างมากในสภาและจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก (Majority Government) ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ด้านผู้สนับสนุนพรรคแรงงานก็ภาวนาให้คลาดเคลื่อนเหมือนการทำนายการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ค.ศ.2016 ที่ทำนายว่าฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) จะชนะขาดโดนัล ทรัมป์ (Donald Trump) แต่ผลสุดท้ายแล้วทรัมป์กลับชนะและได้เป็นประธานาธิบดี

 

 

        แต่แล้วผลการเลือกตั้งจริงกลับไม่ได้คลาดเคลื่อนจากผล Exit poll มากนัก พรรคอนุรักษนิยมได้ที่นั่ง 318 ที่นั่ง ลดลงจากเดิม 13 ที่นั่ง พรรคแรงงานได้ที่นั่ง 262 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 30 ที่นั่ง และปรากฏว่าไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากในสภาสามัญชนได้ (เป้าหมายในการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก คือ 326 จาก 650 ที่นั่ง) ภาวะเช่นนี้เราเรียกว่าภาวะสภาแขวน (Hung Parliament) ทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ต่างออกมาเคลมชัยชนะของตน และต่างเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคของอีกฝ่ายก้าวลงจากตำแหน่ง ฝ่ายพรรคอนุรักษนิยมก็อ้างว่าตนชนะการเลือกตั้ง เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนสมาชิกสภามากที่สุด ได้รับคะแนนเสียง popular vote มากที่สุด คือ 42.3% หรือเกือบ 13.7 ล้านเสียง ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 ฝ่ายพรรคแรงงานก็อ้างว่าตนชนะการเลือกตั้ง เพราะ พรรคอนุรักษนิยมได้ที่นั่งลดลง แต่ตนได้ที่นั่งเพิ่มมากขึ้น และคะแนนเสียง popular vote ของพรรคแรงงานก็เพิ่มมากกว่าพรรคอนุรักษนิยม คือ พรรคแรงงานมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 9.6% ส่วนพรรคอนุรักษนิยมเพิ่มขึ้น 5.5% และสัดส่วนของคะแนนเสียง popular vote ของพรรคแรงงานที่ได้รับมากถึง 40% ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ ค.ศ.2001 แล้วใครคือผู้ชนะตัวจริงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ?

 

 

        ในมุมมองของผู้เขียน ผู้ชนะตัวจริงในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ พรรคดียูพี (Democratic Unionist Party : DUP) ภายหลังจากที่พรรคอนุรักษนิยมเสียที่นั่งข้างมากในสภาสามัญชน แต่การผ่านร่างกฎหมายสำคัญรวมทั้งร่างงบประมาณและร่าง Queen's Speech ที่เปรียบเสมือนการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปในตัว ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาสามัญชน และนั่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพรรคอนุรักษนิยมในการสรรหาพรรคร่วมรัฐบาล หรือสรรหาเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นในสภา ท้ายที่สุดหวยจึงมาออกที่พรรค DUP ที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีที่นั่งในมือ 10 เสียง เมื่อรวมกับพรรคอนุรักษนิยมแล้วทำให้มีที่นั่งในสภา 328 เสียง เกินกึ่งหนึ่งมาอย่างเฉียดฉิวเพียง 2 ที่นั่ง (แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อหักตำแหน่งประธานสภาและผู้ช่วยประธานสภา รวมถึงที่นั่งของพรรค Sinn Fein ที่บอยคอตการประชุมสภามายาวนานแล้ว จะทำให้มีเสียงข้างมากที่ 13 ที่นั่ง) 

        พรรค DUP จึงมีสถานะเป็น KingMakers อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะมีที่นั่งเพียง 10 เก้าอี้ แต่สามารถต่อรองกับพรรคอนุรักษนิยมได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และสามารถชี้เป็นชี้ตายอนาคตทางการเมืองของพรรคอนุรักษนิยมได้เลย เพราะ ในเวลานี้ในสภาเวสมินสเตอร์แทบไม่มีพันธมิตรสำหรับพรรคอนุรักษนิยมหลงเหลืออยู่เลย การกล่าวหาพรรคแรงงาน พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrats) และพรรคชาติสกอตแลนด์ (SNP) ว่าเป็นพันธมิตรแห่งความยุ่งเหยิงในระหว่างการหาเสียง ยิ่งทำให้พันธมิตรเก่าของพรรคอนุรักษนิยมซึ่งเคยจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันในปี ค.ศ.2010 อย่างพรรคเสรีประชาธิปไตยได้ปฏิเสธการจับมือกับพรรคอนุรักษนิยมทันทีที่ผลการเลือกตั้งได้ถูกประกาศออกมา

        นอกจากนี้ พรรค DUP ยังได้ที่นั่งเพิ่มมากขึ้น 2 ที่นั่งจาก 8 เป็น 10 ที่นั่ง และยังได้รับการจัดสรรงบประมาณให้กับทางการไอร์แลนด์เหนือมากถึง 1 พันล้านปอนด์ (บางสำนักระบุว่าเมื่อรวมทุกอย่างแล้ว จะอยู่ที่ 1.5 พันล้านปอนด์) หรือเฉลี่ย 100 ล้านปอนด์ ต่อสมาชิกของพรรค DUP 1 คน ถึงแม้ว่าจะถูกโจมตีว่านี่เป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงมาก และในช่วงการหาเสียงเมย์ได้ประกาศว่าไม่มีต้นไม้เงินอันมหัศจรรย์ที่จะเสกงบประมาณให้กับทุกอย่างได้เสมอไป แต่เธอกลับสามารถจัดสรรงบประมาณในหลักพันล้านปอนด์ได้ เพื่อขยายเวลาในอำนาจของตนออกไป และถึงแม้ว่าพรรคอนุรักษนิยมกำลังทำลายข้อตกลง Good Friday ในไอร์แลนด์เหนือก็ตามที

        ท่ามกลางการฟาดฟันทางการเมืองอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ถึงแม้พรรคอนุรักษนิยมจะเสียที่นั่งขางมาก ถึงแม้พรรคแรงงานจะยังไม่สามารถมีที่นั่งมากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถึงแม้พรรค SNP จะเสียที่นั่งมากถึง 21 ที่นั่งในสกอตแลนด์ ทำให้ต้องพับแผนการจัดประชามติแยกตัวสกอตแลนด์ออกจากสหราชอาณาจักรรอบที่ 2 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่พรรค DUP กลับได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นแม้จะไม่มาก แต่ก็ทำให้ไพ่ในการกุมชะตาอนาคตพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภาสามัญชนอยู่ในมือของพวกเขา ทั้งยังได้รับการจัดสรรงบประมาณไปจำนวนมากอีกด้วย

        คงไม่ผิดมากนักหากผู้เขียนจะกล่าวว่าผู้ชนะตัวจริงเสียงจริงในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงไม่ถึง 2% ของทั้งสภาสามัญชนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อย่างพรรค DUP นี่เอง