Skip to main content

20080603

ข้าคือความจริง
ข้าคือสิ่งที่ไม่โกหกหลอกลวงใคร
ข้าเป็นความจริงของสิ่งใด
ข้าย่อมมีอยู่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น
ไม่ว่าใครจะกล่าวบิดเบือนตัวข้าอย่างไร
ก็ไม่อาจทำให้ข้าเปลี่ยนไปเป็นอื่นได้
ถ้าใครสักคนหนึ่ง...
ได้พบปะตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริง
เขาก็จะไม่เชื่อถือสิ่งใดในโลกนี้อีกเลย

ข้าคือความงาม
คือสิ่งที่สวยงาม
ข้าเป็นความงามของสิ่งใด
สิ่งนั้นย่อมมีคุณค่าความหมายที่จะนำไปสู่ความเบิกบานสูงส่ง
และยากที่จะมีพลังใดๆต้านทานได้
ถ้าใครสักคนหนึ่ง...
ได้มองเห็นตัวข้าด้วยตัวของเขาอย่างแท้จริง
เขาก็จะไม่แสวงหาความชื่นชมใดๆในโลกนี้อีกเลย

ข้าคือความดี
คือการกระทำที่ถูกต้อง
ข้าเป็นความดีของสิ่งใด
ย่อมมีการกระทำที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของสิ่งนั้น
ข้าจึงปราศจากความขัดแย้ง
ปราศจากการเบียดเบียนและทำลายในทุกสิ่ง
ถ้าใครสักคนหนึ่ง...
ได้รู้จักตัวข้าด้วยตัวของเขาอย่างแท้จริง
เขาก็จะไม่ยกย่องบูชาสิ่งใดในโลกนี้อีกเลย

ใช่
ข้าคือความจริง
ข้าคือความงาม
ข้าคือความดี
ที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ด้วยความรักและศรัทธามานานแล้ว
ไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่สนใจ
ไม่ว่าจะมีคนรู้จักหรือไม่รู้จัก
ไม่ว่าจะมีคนยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นหรือไม่จำเป็น
ไม่ว่าจะเป็นที่ต้องการหรือไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใด
ข้าก็จะยืนหยัดอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปโดยปราศจากความหวั่นไหว
เพราะข้าคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้
ซึ่งไม่มีอะไรจะมาทัดเทียมและต้องหวาดกลัว
แม้แต่ความตาย.

กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่ประสบกับภาวะขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนเส้นกราฟมานับครั้งไม่ถ้วน หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนและเข้าใจกันได้ง่าย ๆ แบบภาษาชาวบ้านก็คือ เป็นชีวิตที่ประสบกับความรุ่งเรืองและตกต่ำตามวิถีทางและอัตภาพของตัวเองสลับกันไปมา...นับครั้งไม่ถ้วน นั่นเองแต่ก็แปลก...จนป่านนี้ ผมก็ยังไม่อาจทำใจยอมรับและรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่ต้องมีขึ้นมีลง นั่นคือเวลาที่ชีวิตผมขึ้นหรือรุ่งเรือง ผมก็จะรู้สึกว่าตัวเองฟูฟ่องพองโต และมองดูโลกนี้สวยงามสดชื่นรื่นรมย์ น่าอยู่น่าอาศัย...ราวกับสวรรค์บนพื้นพิภพแต่พอถึงเวลาที่ชีวิตเริ่มลงหรือตกต่ำ ผมก็จะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มห่อเหี่ยวฟุบแฟบ…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเคยรู้จักคนบางจำพวกที่มีลักษณะต่างจากคนธรรมดาทั่วไปอย่างเรา ๆ ท่าน อยู่ประการหนึ่ง นั่นคือคน-คนพวกนี้ไม่ว่าจะประสบกับปัญหาชีวิตมากน้อยหรือหนักหนาสาหัสเพียงใด เมื่อถึงเวลานอนหลับ…เขาสามารถที่จะปล่อยวางปัญหานั้น ๆ ออกไปจากความคิดจิตใจ และนอนหลับได้สนิท ราวกับว่าไม่มีปัญหาใด ๆ มาแผ้วพาน ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมาในยามเช้าวันใหม่ เขาก็จะหยิบยกปัญหาต่าง ๆ มาครุ่นคิดพิจารณาหาทางแก้ไข ปัญหาใดที่แก้ไขได้…ก็จัดการแก้ไขให้เรียบร้อย ส่วนปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้เขาก็สามารถจะปล่อยวางปัญหานั้นเอาไว้ก่อน และหันไปทำธุระอื่น ๆ แทนที่จะเก็บมาหมกมุ่นครุ่นคิด เป็นทุกข์กังวลอยู่กับปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้…