Skip to main content

เรื่องต่อไปนี้ขยายวงกว้างไปมากหลังจากบัตรเครดิต/เดบิต กลายเป็นเงินพลาสติกที่เราพกพาไปไหนได้ง่าย ไม่ต้องกลัวว่าแบบพกเงินสดว่าถ้าตกหายไปแล้วมันจะสูญเสียไปทันที  แถมยังมีข้อดีตรงที่เรามีวงเงินเพิ่มเติมได้หากต้องการใช้เงินฉุกเฉินหรือใช้เงินเกินกวาที่วางแผนล่วงหน้าไว้นิดหน่อย   แม้มีหลายท่านเตือนไว้ว่าการใช้บัตรเครดิตอาจทำให้ฟุ่มเฟือยใช้เงินเกินตัว แต่ลองดูบริษัทห้างร้านสมัยนี้สิครับวาเหมือนจะบังคับให้เราใช้บัตรเครดิตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ การจองตั๋วเครื่องบิน หรือเช่ารถยนต์ หลายครั้งก็ต้องมีบัตรเครดิตไว้รูดประกันวงเงินความเสียหาย ถ้าไม่มีบัตรก็อดเช่ารถหรือซื้อตั๋วเครื่องบิน ไหนจะมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ทำงานธนาคารมาขอร้องให้ช่วยเปิดบัตรเครดิตไว้บอกว่าไม่ใช้ก็ได้แต่ก็มีจดหมายมาให้สิทธิพิเศษไขว้กับโปรโมชั่นของบริษัทห้างร้านมากมายแล้วจะไม่ลองใช้ได้อย่างไรล่ะครับ แต่ประเด็นนึงที่คนจำนวนมากไม่กล้าใช้บัตรเครดิตหรือธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ตหรืออีแบงกิ้ง อีมันนี่ หรืออีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทยมากนักก็เพราะ มีเหตุการณ์ชวนให้กังวลเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สินและข้อมูลดังที่จะเล่าต่อไปนี้นี่ล่ะครับ   ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นเลยว่า ถ้าประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิตหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์   ลองไปฟังเรื่องของครอบครัวนี้กันเลยครับ

“ขณะเวลาประมาณ 16.00 น. ข้าพเจ้าและแม่ช่วยกันหยิบของที่ซื้อออกจากรถเข็นของห้างสรรพสินค้าใส่ท้ายรถเพื่อเตรียมกลับบ้านหลังจากเหนื่อยกับการเดินจับจ่ายมาครึ่งวัน ด้วยความประมาทของแม่ที่มัวแต่รีบขนของเพื่อขับรถออกไปเพราะมีรถอีกคันรอจะจอดต่ออยู่ จนได้ลืมกระเป๋าเงินทิ้งไว้ในรถเข็น   พอมาถึงบ้านก็ยุ่งอยู่การทำกับข้าวเลี้ยงญาติพี่น้องที่มักจะมาพบปะสังสรรค์กันในทุกวันอาทิตย์กว่าจะเก็บล้างเสร็จก็ดึกดื่น กระทั่งต้องออกไปทำงานในเช้าวันจันทร์นึกขั้นได้ว่าในวันรุ่งขึ้นว่าได้ลืมกระเป๋าเงินทิ้งไว้ แม่จึงรีบโทรศัพท์ไปอายัดบัตรเครดิต เมื่อสอบถามยอดการชำระเงินพบว่าตั้งแต่ เวลา 16.00 ของวันอาทิตย์ -8.00 น. ของวันจันทร์ ได้มีการใช้วงเงินไป 29,000 บาท ซึ่งแน่นอนวาแม่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนใช้บัตรนั้นเลย เนื่องจากอยู่บ้านตลอด

แม่จึงรีบไปแจ้งความเพื่อติดตามหาคนร้ายและเอาเงินที่เขารูดใช้ไปกลับมาให้ได้ จากนั้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ตำรวจก็สามารถติดตามคนร้ายจากกล้องวงจรปิดจากทางห้างสรรพสินค้า ซึ่งก็ได้จับภาพคนร้ายและป้ายทะเบียนรถของคนร้ายไว้ได้ แต่หลังจากนั้น 3-4 วันผ่านไป ตำรวจกลับบอกว่าแม่ข้าพเจ้าว่ายังไม่สามารถระบุตัวคนร้ายได้ทั้งๆที่ตำรวจก็รู้ตัวคนที่เอาบัตรเครดิตไปแล้ว อีกทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้แม่ข้าพเจ้ายอมความกับคดีนี้ โดยต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการไปพูดคุยกับทางธนาคาร  ซึ่งทางครอบครัวข้าพเจ้าก็ยอมตกลงตามนั้น เพราะทางบริษัทบัตรเครดิตนั้นยินดีที่จะชดใช้ค่าเสียหายแก่แม่ข้าพเจ้า

คดีนี้ก็จบลงในที่สุด แต่ที่น่าสงสัยคือ เมื่อรู้ตัวคนร้ายแน่ชัดแล้วทำไมถึงไม่สามารถจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้ และหากไม่ทำตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจทำให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินชีวิตครอบครัวของข้าพเจ้าหรือไม่ วิธีแก้ไขในขณะนั้นคือ ครอบครัวข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกประการ โดยให้เรื่องจบอย่างสงบ เพราะไม่อาจทราบได้ว่าถ้าหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วจะต้องพบกับปัญหาใดหรือไม่  แสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และกฎหมายไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เสมอไป”

ครับ เรื่องนี้ก็จบลงไปด้วยประการฉะนี้ แต่ที่น่าสนใจ คือ เหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวดังกล่าวเลิกใช้บัตรเครดิตไปเลยนะครับ เพราะนอกจากจะกลับว่าจะมีใครมาขโมยวงเงินไปใช้แล้ว ยังรู้สึกแย่ที่พอมีปัญหาแล้วต้องตามมาแก้ไขแถมเสียเงินเสียทองเพื่อให้เรื่องจบลงไปทั้งที่คนเอาเงินไปใช้ก็ไม่ใช่เรา แถมการใช้บัตรเครดิตก็มีธนาคารมาชัดชวนให้ทำ แต่พอมีปัญหาทุกคนก็หายไปไม่มาช่วยแก้ไขปัญหาให้เลยสักนิด ชวนให้คิดว่า เขาเป็นคนสำคัญเฉพาะตอนที่จะนำเงินไปให้ใช่ไหม พอมีอะไรเลวร้ายก็ทิ้งกันไปทันที

วิเคราะห์ปัญหา

1.             หากมีคนนำบัตรเครดิตของเราไปใช้จ่ายโดยที่เราไม่อนุญาต จะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่

2.             ใครจะต้องชดใช้จำนวนเงินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในวงเงินนั้น

3.             หากเกิดความเสียหายเกี่ยวกับบัตรเครดิต ใครเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการติดตามผู้ที่นำบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

4.             ประชาชนผู้เป็นเจ้าของบัตรร้องดำเนินการอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

5.             ประชาชนผู้เสียหายต้องเสียเงินให้เจ้าพนักงานจัดการคดีให้หรือไม่ การเรียกรับเงินเป็นความผิดรึเปล่า

การนำกฎหมายมาแก้ไข

1.             หากมีคนนำบัตรเครดิตของเราไปใช้จ่ายโดยที่เราไม่อนุญาต จะเป็นความผิดตามกฎหมายเนื่องจากมิได้เกิดจากความยินยอม และต้องรับผิดทางอาญาจากการกระทำโดยทุจริตนั้นด้วย

2.             ผู้ที่นำบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องชดใช้จำนวนเงินที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในวงเงินนั้นบวกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ใช้

3.             หากเกิดความเสียหายเกี่ยวกับบัตรเครดิต สถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการติดตามผู้ที่นำบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเหตุการณ์เกิดในบริษัทห้างร้านไหนก็ต้องให้ความร่วมมือติดตามคนร้ายด้วยเช่นกัน

4.             ประชาชนผู้เป็นเจ้าของบัตรร้องดำเนินการอายัดบัตรทันที และแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอจากเจ้าของบัตรหรือห้างร้านก็อาจร้อง สคบ. ได้เพิ่มเติมอีกด้วย

5.             ประชาชนผู้เสียหายไม่ต้องเสียเงินให้เจ้าพนักงานจัดการคดีเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมายในการบริการประชาชนอยู่แล้ว การเรียกรับเงินเป็นความผิดทางวินัยและอาญาอย่างร้ายแรง

ช่องทางเรียกร้องสิทธิ

1.             เมื่อเกิดเหตุการณ์ให้ติดต่อสถาบันผู้ออกบัตรทันที

2.             แจ้งความดำเนินคดีกับผู้นำบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตที่สถานีตำรวจใกล้บ้านหรือเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ

3.             หากสถาบันการเงินหรือห้างร้านเจ้าของพื้นที่ เจ้าของกล้องไม่ให้การดูแลอาจร้องเรียน สคบ.ในพื้นที่ หรือสคบ.กลางมาดูควบคุมแลหรืออกกฎมาเพิ่มเติมได้

4.             การเรียกรับเงินของเจ้าพนักงานให้แจ้งต่อผู้บังคับบัญชา หรือร้องเรียนไปยัง ปปช.

สรุปแนวทางแก้ไข

ใช้หลักเจ้าของกิจการและธุรกิจผู้เป็นเจ้าของข้อมูลและเทคโนโลยีมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา และเจ้าพนักงานต้องดำเนินการจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีและชดเชยความเสียหาย   ซึ่งกรณีนี้เมื่อแจ้งความแล้วตำรวจต้องดำเนินการโดยสถาบันการเงินเจ้าของบัตรจะต้องเป็นผู้ให้หลักฐานรวมถึงอาจขอความร่วมมือจากห้างเจ้าของพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของลูกค้าและมีกล้องบันทึกภาพช่วยติดตามให้อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การดำนินคดีทางอาญาและชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย   ส่วนการร้องเรียนตำรวจให้ร้องไปสู่ผู้บังคับบัญชา หรือ ปปช.


 

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
การนำ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 205/2549 มาตราเป็นพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร  โดยแฝงนัยยะของการสร้าง “รัฐทหาร” ด้วยการขยับขยายขอบเขตอำนาจแก่เจ้าหน้าที่ กอ. รมน.
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังสิ้นสุดยุคสมัยสงครามเย็น หนึ่งในมรดกตกทอดจากยุคนั้น ได้แก่ หน่วยงานความมั่นคงของรัฐไทยที่มีอำนาจหน้าที่อย่างเข้มข้นในการเฝ้าระวัง สอดส่อง ควบคุมการสื่อสารและการกระทำต่าง ๆ ของประชาชนที่ผู้มีอำนาจเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง และส่งผลเสียต่อการยืนหยัดสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองช่วงนั้น อาทิ กอง
ทศพล ทรรศนพรรณ
คนไร้บ้านจัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิและด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะ สวัสดิการ และหลักประกันด้านต่าง ๆ ด้วยเหตุที่เป็นกลุ่มซึ่งต้องปะทะโดยตรงกับการพัฒนาเมืองอย่างไม่ยั่งยืนทั้งที่สาเหตุของการออกมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะนั้นเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมอันเป็นผลลัพธ์ของนโยบายส
ทศพล ทรรศนพรรณ
คนไร้บ้านตกอยู่ในสถานะของกลุ่มเสี่ยงที่อาจต้องเผชิญจากการเหยียดหยามศักดิ์ความเป็นมนุษย์โดยตรงจากการละเมิด และยังอาจไม่ได้รับการดูและแก้ไขปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ยุ่งยากต่าง ๆ เพราะถูกจัดให้อยู่ในสถานะต่ำต้อยเสี่ยงต่อการเลือกประติบัติจากรัฐ จนไปถึงการเพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่จะแก้ปัญหาให้คนไร้บ้
ทศพล ทรรศนพรรณ
คนไร้บ้านเป็นเสียงที่ไม่ถูกนับ การใช้พลังในลักษณะกลุ่มก้อนทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประโยชน์จากผู้มีอำนาจให้จัดสรรทรัพยากรให้จึงเป็นเรื่องยาก ด้วยสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ
ทศพล ทรรศนพรรณ
การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนไร้บ้านจำเป็นต้องยืนอยู่บนฐานของกฎหมายที่ประกันสิทธิของบุคคลโดยมิคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายทางสถานภาพใด ๆ แม้คนไร้บ้านจะเป็นปัจเจกชน หรือกลุ่มคนที่มีปริมาณน้อยเพียงไร รัฐก็มีพันธกรณีในการเคารพ ปกป้อง และส่งเสริมสิทธิให้กลุ่มเสี่ยงนี้โดยเหตุแห่งความเป็นสิทธิมนุษยชนที่ร
ทศพล ทรรศนพรรณ
หากต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเข้าร่วมตลาดดิจิทัลที่มีเข้มข้นของกิจกรรมข้ามพรมแดนตลอดเวลา เพื่อแก้ไขปัญหาศักยภาพของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายขยายไปเหนือหลักเขตอำนาจศาลเหนือดินแดนของตนแบบเก่า เมื่อต้องกำกับกิจกรรมของบรรษัทข้ามชาติที่อยู่ในการบังคับของกฎหมายรัฐอื่นซึ่งมีบรรทัดฐานในหลายประเด็น
ทศพล ทรรศนพรรณ
การวิเคราะห์กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะความสัมพันธ์ของนิติบุคคลเจ้าของแพลตฟอร์มที่มักเป็นบรรษัทข้ามชาติกับรัฐ จะกระทำใน 3 ประเด็นหลัก คือ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครมีสิทธิใช้ประโยชน์จากข้อมูลมากน้อยอย่างไร หรือแบ่งปันกันอย่างไร อันเป็นการเตรียมความพร้อมของกฎหมายในการรองรับปรากฏการณ์การใช้ข้อมูล
ทศพล ทรรศนพรรณ
บทความนี้จะทำการรวบรวมข้อเสนอทางกฎหมายในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับลักษณะความสัมพันธ์ของนิติบุคคลเจ้าของแพลตฟอร์มที่มักเป็นบรรษัทข้ามชาติ กับรัฐและองค์การระหว่างประเทศ อันเป็นการเตรียมความพร้อมของกฎหมายในการรองรับปรากฏการณ์การใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มดิจิทัล ว่าสามารถบริหารจัดการให
ทศพล ทรรศนพรรณ
บทความนี้จะทำการทบทวนข้อกฎหมายทั้งในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับลักษณะความสัมพันธ์ของนิติบุคคลเจ้าของแพลตฟอร์มที่มักเป็นบรรษัทข้ามชาติ เรื่อยมาจนถึงสำรวจความพร้อมของกฎหมายในการรองรับปรากฏการณ์การใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มดิจิทัล ว่าสามารถบริหารจัดการให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลระหว
ทศพล ทรรศนพรรณ
ประเด็นพื้นฐานที่รัฐต้องคิด คือ จะส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อสะสมความมั่งคั่งได้อย่างไร แล้วจึงจะไปสู่แนวทางในการแบ่งปันความมั่งคั่งให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้อมูลขึ้นมาในแพลตฟอร์ม
ทศพล ทรรศนพรรณ
Kean Birch นำเสนอปัญหาของข้อมูลส่วนบุคคลในฐานะสินค้าของตลาดนวัตกรรมเทคโนโลยีจำนวน 5 ประเด็น คือ1.ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของแพลตฟอร์มในฐานะเจ้าของข้อมูลทึ่ถูกรวบรวมโดยนวัตกรรม,