ยัง “บ้า” พออยู่ใช่ไหมพี่เอกชัย?

1

ใครๆ ก็สงสัยว่าเขา “บ้า” หรือเปล่า...บ้าในความหมายทำนองว่าไม่กลัวเกรงอันใด ไม่วิตกกังวลเหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับข้อหาในลักษณะเดียวกัน

ใครๆ ก็สงสัยว่าเขาไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหนที่คาดคิดว่าคดีของตัวเองจะรอด ทั้งที่ก็ปรามๆ กันไว้ว่าเผื่อใจไว้บ้างนะ แต่ไม่รู้ว่าเตรียมใจไว้แค่ไหน

วันก่อนหน้าการพิพากษา เขายังแวะไปเยี่ยมนักโทษการเมืองทั้งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำหลักสี่อยู่เลย แต่ผ่านไปอีกวัน เขากลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำรอคนข้างนอกมาเยี่ยมแทนเสียเองนี่

เป็นเรื่องตลกร้ายที่ขำไม่ออกจริงๆ ให้ตายเถอะ

2

หลายเดือนก่อน นั่งคุยกับเขาบริเวณโรงอาหารในเรือนจำหลักสี่ ช่วงนั้นคดีของเขายังอยู่ในขั้นตอนของการเสร็จสิ้นการสืบพยานโจทก์ ส่วนการสืบพยานจำเลยนั้นถูกเลื่อนยาวออกไปอีกหลายเดือน

เขาเคยผ่านไปเยี่ยมคุกข้างในมาแล้วแม้จะไม่กี่วัน อาจเป็นโชคชะตา เขายังคงทำให้ชีวิตต้องกลับไปหมุนเวียนอยู่รอบมันอยู่บ่อยๆ

เอกชัย อายุ 38 ปี เรียนมาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ครอบครัวเชื้อสายจีนเคยทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง แต่ด้วยความที่ไม่ชอบงานนี้สักเท่าไร จึงหันไปทำงานอิสระหาเลี้ยงตัวเอง ตั้งแต่ขายบะหมี่อยู่ในห้าง มาจนถึงขายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ “หวยบนดิน” ซึ่งทำรายได้ให้เขาค่อนข้างดี

รัฐประหาร 2549 นั่นแหละ ที่ดูจะเปลี่ยนชีวิตเขาไป เมื่อรัฐบาลใหม่ทำการยกเลิกหวยบนดินในช่วงปลายปีนั้น มันทำให้เขา “โมโหสุดขีด” เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ตกงานแบบไม่มีการชดเชยรายได้สักบาท ตอนแรกก็ว่าจะเลื่อนไปก่อน แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นการหยุดอย่างถาวร พร้อมๆ กับอาชีพนี้ของเอกชัยต้องหยุดลงด้วยเหมือนกัน

แล้วก็ไอ้ความโมโหสุดขีดนั่นแหละ ที่ทำให้เขาเริ่มไปร่วมประท้วงกับผู้ขายสลากกินแบ่งที่ตกงานทั้งหลาย ประท้วงไปประท้วงมา คนขายหวยก็เริ่มหายกันไป โดยยังไม่ได้ผลสำเร็จอันใด เขาเลยตัดสินยื่นฟ้องศาลเรียกร้องค่าเสียหายด้วยตัวเอง ฟ้องแบบคนไม่รู้เรื่องกฎหมายเลยสักตัวด้วย

เอกชัยฝึกเขียนคำร้องด้วยตัวเองทั้งหมด โดยปรึกษาเพื่อนที่เรียนกฎหมายบ้าง และอาศัยซื้อหนังสือกฎหมายมาเปิดอ่าน ดูจะเป็นประสบการณ์แรกที่ทำให้เขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมาย แรกก็ฟ้องผิดไปที่ศาลปกครอง แต่ปรากฏว่าไม่ใช่คดีปกครอง จึงต้องย้ายไปฟ้องศาลแพ่งแทน แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องไปแล้ว แต่ก็ยังยื่นต่อในชั้นอุทธรณ์ต่อไปอยู่

เมื่อเริ่มถลำเข้ามาก็เริ่มหยุดไม่ได้ จากคนที่ไม่ได้สนใจการเมือง กลายเป็นเริ่มเดินเข้าออกในการชุมนุม ติดตามรับฟังข่าวสารทางการเมืองต่อเนื่อง แล้วยิ่งตกงาน ขาดอาชีพ ขาดรายได้ เขาจึงหันมาเป็นพ่อค้าเสียเองด้วย

เมื่อเห็นที่ชุมนุมมีคนขายซีดี แต่ส่วนใหญ่เป็นซีดีปราศรัยของแกนนำหรือรวมเพลงต่างๆ เขาจึงเลือกหาอะไรที่แตกต่างมาขาย เป็นที่มาของการขายซีดีบรรจุสารคดีของสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลีย และเอกสารแปลของวิกิลีกส์ ซึ่งก็ล้วนมีเผยแพร่ในโลกออนไลน์กันอยู่แล้ว

ยังไม่ทันไร ขายไปได้เพียงสองครั้ง ก็ถูกจับกุมในครั้งที่สองเสียนั่น มันเป็นตอนหัวค่ำของที่ 10 มีนาคม 2554 จากการนำไปขายในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงเวทีเล็กของกลุ่มแดงสยาม บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา ใกล้ๆ สนามหลวง แถมยังถูกเจ้าหน้าที่ไปล่อซื้อซีดีก่อนจับกุมเสียอีก

เขาเล่าความรู้สึกตอนนั้นว่า “โห ทำเหมือนกับพี่เป็นอาชญากร เอาเข้าคุก ใส่กุญแจมือตลอดเลยน่ะ ใส่ตั้งแต่ตอนจับเลย การที่เขาใส่กุญแจมือนี่แหละ ที่ทำให้พี่รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เพราะว่าสมมติถ้าโทษเบาๆ ก็แค่อย่างมากเข้าไปอยู่ในห้อง แล้วก็คุยๆ หน่อย ปรับอะไรแบบนี้”

เมื่อไปถึงโรงพัก เจ้าหน้าที่เกือบสิบนายมารุมสอบสวน แต่โดยรวมเขาก็บอกว่าถูกปฏิบัติด้วยดี มีการซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้ เขาถูกค้นข้าวของในกระเป๋า จึงได้เจอเอกสารวิกิลิกส์ที่ถ่ายเอกสารไว้แต่ยังไม่ได้นำมาจำหน่าย รวมทั้งพาไปค้นบ้าน

เอกชัยยอมรับเป็นของตัวเองทั้งหมด และได้นำมาขายจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่เห็นว่าเนื้อหาในซีดีและเอกสารเป็นการหมิ่นประมาทแต่อย่างใด แถมย้ำเจตนาของเขาว่าต้องการเพียงเผยแพร่มุมมองของสื่อต่างชาติต่อเมืองไทย ซึ่งไม่ค่อยมีอยู่ในสื่อกระแสหลักของไทย “ก็เราอ่านแล้วมันไม่หมิ่น แค่ชี้แจงอีกมุมหนึ่งเท่านั้นเอง ต่างชาติเขามองเราอย่างไร เราก็ต้องรู้บ้าง”

ตอนถูกจับกุมนั้น แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามจับเขาเงียบๆ แต่คงมีคนเห็น จึงมีการแจ้งนักข่าวมาที่สถานีตำรวจ ตำรวจจึงต้องพาหลบไปตรวจค้นบ้านไม่ให้นักข่าวเห็น รวมถึงต้องจัดแถลงข่าวการจับกุมเมื่อกลับมาด้วย

เอกชัยบอกว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่บอกให้ไม่ต้องพูดอะไรกับนักข่าวมาก ให้นั่งเฉยๆ ไว้ แต่พอแถลงข่าวจริง เมื่อนักข่าวถาม เอกชัยก็ตอบไปหมดทุกอย่าง สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเจ้าหน้าที่มาก

นั่นแหละ, ความบ้าของเขา

หลังจากถูกควบคุมตัวฝากขังอยู่โรงพักวันกว่าๆ เขาก็ถูกนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเจ้าตัวไม่ถึงกับกลัวหรือเครียดอะไรมาก แล้วจะด้วยความโชคดี ดวงแข็ง หรือความบ้าก็ตาม อยู่คุกได้ราว 9 วัน เขาก็ได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ประกัน 5 แสนบาทของครอบครัว สร้างความประหลาดใจไปถ้วนทั่ว

ออกมาจากคุก คงเห็นว่าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงกับศาลซะแล้ว เลยเริ่มซื้อหนังสือกฎหมายอาญามาอ่าน เริ่มสนใจข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 และติดตามคดีความทางการเมืองต่างๆ บวกกับประสบการณ์เคยเห็นกระบวนการทางกฎหมายจากการฟ้องศาลแพ่งในคดีหวย และเคยขึ้นโรงพักจากคดีชกต่อยกับคนแถวบ้าน ทำให้เขาไม่ตื่นตกใจกับกระบวนการทั้งหมดนัก

“พี่เป็นคนที่เชื่อว่าไม่ว่าหนทางมันจะอับตันแค่นั้น มันต้องมีทางออกซักทาง พี่ชอบหาวิธีพิสดารจนหาทางออกได้ ตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือแล้ว ทะเลาะกับอาจารย์ ขี้เกียจเรียนร.ด. มันต้องไปเรียนค่ายทหารอะไรใช่ไหม โอเค พี่ไม่ว่า แต่ที่โรงเรียนมันให้เรียนอีก ตรงนี้พี่ค้านเลย เรียนตรงนู้นแล้วทำไมต้องมาเรียนอีก มีพี่อยู่คนเดียวที่หือ หือแล้วหืออีก จนสุดท้ายเขาเรียกผู้ปกครองพบครู จะไม่ให้จบ ไม่จบก็ไม่จบ ไปสอบเทียบเอา สุดท้ายพี่ก็สอบเทียบ พี่ก็นิสัยแบบนี้”

นั่นแหละ, ความบ้าของเขา

เมื่อเริ่มเห็นว่าคดีนี้ต่อสู้ชนะได้ยาก และได้ไปร่วมสังเกตการณ์การสืบพยานในคดีอื่นๆ มาบ้าง เอกชัยคิดถึงวิธีการต่อสู้คดีของตัวเอง เมื่อสังเกตเห็นว่าศาลสามารถออกหมายเรียกพยานมาได้ จึงลองปรึกษาทนายว่าจะสามารถเรียกบุคคลทั้งสามในบันทึกของเอกสารวิกิลีกส์มาเบิกความได้หรือไม่ ด้วยความที่เขาไม่ได้เป็นคนพูดหรือเขียนเอง และบุคคลทั้งสามต่างหากที่เอกสารระบุว่าเป็นผู้เอ่ยถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาในคดี เมื่อเห็นว่าเป็นไปได้ จึงลองให้ทนายยื่นบัญชีพยานในส่วนนี้ดู

เขาบอกว่าก็พอรู้ว่าศาลคงไม่ออกหมายเรียก “ผู้ใหญ่” ทั้งสามมาให้ แต่ก็อยากวัดใจดู แล้วก็ถูกของเขา ศาลไม่ใจพอกับเขา โดนถ่วงไปถ่วงมาในการสืบพยานปากอื่นๆ ทุกครั้ง จนที่สุดก็ตัดพยานสามท่านนี้ออกไป แถมศาลยังแนะนำวิธีการสู้คดีให้อีก

“ถามทนายเพื่อนพี่แต่ละคนที่เคยขึ้นศาล เคยเจอไหมอยู่ดีๆ ศาลเรียกมาแล้วบอกว่าคุณอย่าสู้วิธีนี้นะ แล้วมาสู้วิธีนี้ ไม่เคยได้ยิน มีแบบนี้ด้วย ก็แปลกดี”

ยังไม่พอ เอกชัยยังส่งจดหมายถึงสำนักข่าว ABC ในฐานะผู้ผลิตสารคดี ไม่ได้หวังให้มาช่วยอะไรมาก แค่ขอให้ช่วยออกคำแถลงหรือคำชี้แจงเพื่อนำมาเป็นหลักฐานในคดีก็พอ แต่ก็โดนปฏิเสธ แถมยังถูกเตือนให้ระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อีก

แล้วกับข้อหาที่โดนน่ะหรือ เขาบอกว่าตอนแรกก็ไม่เคยรู้จัก แค่คลับคล้ายคลับคลาว่ามีข้อหาลักษณะแบบนี้ โดยนึกว่าเป็นแค่โทษปรับ ปรากฏว่าพอมาโดนเอง ปรากฏว่าไม่ใช่ แถมพอได้ตามดูคดีอื่นๆ มากขึ้น ยังเห็นความไม่เป็นธรรมของมันเข้าอีก

“ก็อย่างที่คุณสมยศพูดว่าจับเข้าคุกก่อน ค่อยแจ้งข้อหาทีหลัง มันไม่ถูก ยังไม่รู้เลยว่าผิดหรือถูก เอาเข้าคุกก่อนแล้ว เกิดตัดสินว่าไม่ผิด แล้วไอ้ที่ติดฟรีๆ นั่นหมายความว่าไง มันไม่ถูกต้อง แล้วก็มองว่า 112 ไม่ให้ประกันตัว มันร้ายแรงเกินไป คือมันแค่คำพูด แต่ทำอย่างกับว่าไปฆ่าคนตาย มันเรื่องนิดเดียวเอง”

นั่นแหละ, ความบ้าของเขา

หลังๆ เขายังใช้ชีวิตตามปกติ มีงานทำเป็นพักๆ บวกกับแวะไปเยี่ยมนักโทษการเมืองในเรือนจำต่างๆ และแวะไปฟังคดีคนอื่นๆ แทบกลายเป็นกิจวัตร จนเห็นภาพเขาติดในภาพถ่ายกรณีอื่นๆ ได้บ่อย แถมยังเขียนข่าวเขียนเรื่องนักโทษเผยแพร่ หลังๆ เริ่มเขียนบทความยาวๆ ลงให้อ่านอีก

วันที่ส.ศิวรักษ์ไปช่วยเบิกความเป็นพยานจำเลย ได้ยินเขาบอกว่าประทับใจมาก เพราะพูดกันตรงๆ ดี สังคมไทยควรจะพูดอะไรกันตรงๆ แบบนี้บ้าง

“เหมือนกับพ่อแม่ ที่ลูกโตแล้ว ไม่ยอมปล่อย เพราะว่าต้องอยู่ในโอวาท อะไรไม่รู้ เฮ้ย เด็กมันโตแล้ว ควรจะปล่อยได้ เรารู้ว่าคุณรัก แต่คุณก็ต้องมีขอบเขต ถ้าลูกเล็กอยู่ ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ลูกคุณโตแล้ว มีความคิดเป็นของเขาเอง ควรจะปล่อยเขาไปบ้าง ทำผิดพลาดอะไรบ้าง ก็ค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้ไป ไปคุมเขาทุกอย่าง จนเขาทำอะไรไม่ได้เลย คิดอะไรเองไม่ได้ ทำอะไรเองไม่ได้ คุณชอบให้ลูกคุณเป็นแบบนี้หรือ

“จริงอยู่ว่าเขาอาจคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็ต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้ แล้วเราก็คอยแนะนำเขาพอ เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นอีกเรื่องหนึ่ง เราต้องปล่อยเขาเรียนรู้  เราก็ไม่ได้บอกว่าที่เสื้อแดงทำนี่ถูกทุกอย่าง ไม่ใช่ อย่างที่บอกว่าเราต้องให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ไป จะผิดบ้างถูกบ้างก็ให้เขาเรียนรู้ไปเอง อย่าไปคุมเขาทุกเรื่อง

จะว่าไป, อะไรกันแน่ที่บ้า?

3

วันพิพากษา ป๊าของเอกชัยอายุ 85 ปี ถ่อสังขารมาฟังการพิจารณาของศาล ด้วยอาจต้องเป็นผู้เซ็นเอกสารต่างๆ เพื่อยื่นประกันตัว ส่วนตัวเอกชัยยังดูมั่นอกมั่นใจพอควรว่าจะรอด

ก่อนขึ้นไปบนศาล เห็นนักข่าวโทรทัศน์หลายสำนักสัมภาษณ์ เขาเปรยให้ฟังว่าไม่รู้จะเอาไปออกกันหรือไม่ หรือนำไปออกอย่างไร

วันนั้น ห้องเล็กๆ ชั้น 8 เต็มแน่นไปด้วยผู้สังเกตการณ์ราว 40 คน ทั้งไทยและเทศ รวมทั้งคนจากสำนักข่าว ABC ต้นเหตุด้วย แต่ลางเริ่มไม่ดี ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ศาลถือกุญแจมือเข้ามานั่งรออยู่ด้วยแล้ว

ศาลสามท่านซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่อ่านคำพิพากษาในคดีสมยศ ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาไม่นาน แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆ ความเยียบเย็นก็แพร่คลุมในความรู้สึก -- มาตราของรัฐธรรมนูญหลายมาตรา, ไม่เพียงในกฎหมาย แต่ในความรู้สึกนึกคิดของ “ปวงชนชาวไทย” แต่ครั้งโบราณกาล, ไม่มีพยานหลักฐานหักล้าง, ถือเป็นความเข้าใจวิญญูชนทั่วไปที่อ่านข้อความนั้น มิใช่ถือตามเจตนาของจำเลย...จนหวยออกอยู่ที่ 3 ปี 4 เดือน

เจ้าหน้าที่ศาลปรี่เดินเข้าไปใส่กุญแจ สักพักก็เดินนำตัวเข้าไปในห้องที่ป้ายด้านหน้าเขียนว่า “ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต” ลงไปคุมขังที่เรือนจำใต้ถุนศาลในที่สุด

จากนั้น ทนายกับทีมงานก็ต้องนำป๊า ลงไปจัดการเรื่องยื่นประกันตัว ป๊าซึ่งอายุหูมากแล้ว ยังหันมาถามว่าตกลงตัดสินยังไง เมื่อบอกจำนวนปีให้ทราบ และแจ้งว่าต้องลุ้นในการยื่นประกันตัว ป๊าก็บอกว่า  “เซ็ง”  ก่อนจะได้ยินแกบอกอีกว่า “รู้สึกหนักเข้าไปอีก”

เมื่อจัดการเรื่องเอกสารเสร็จ และยื่นประกันไปตั้งแต่ก่อนเที่ยง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมคำวินิจฉัยว่าศาลไม่วินิจฉัย และส่งให้อีกศาลวินิจฉัย กว่าจะได้ทราบผล ต้องนั่งรอไปจนถึงหนึ่งทุ่ม เจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งขออภัยว่าวันนี้ศาลมีปริมาณคดีวินิจฉัยค่อนข้างมาก คือจำนวน 58 เรื่อง ทำให้ต้องใช้เวลาในการพิจารณา โดยจะได้รับทราบในวันนี้ทุกคน

รับรู้-รับทราบว่าคดีมาก แต่มองไปโดยรอบ ลุงๆ ป้าๆ คุณย่าคุณยาย ที่จำนวนมากเป็นคนจน ก็ต่างนั่งรอคอยคำวินิจฉัยเช่นกัน ลงไปดูที่เรือนจำใต้ถุนศาลก็อยู่ในอารมณ์เดียวกัน ด้านที่นั่งซึ่งหันเข้าหาลูกกรง มีญาติมิตรชาวบ้านธรรมดา นั่งๆ นอนๆ รอคอยอะไรบางอย่างไม่ต่างกัน ทำให้สงสัยว่ามีอะไรผิดปกติสักอย่างกับกระบวนการแบบนี้

ป๊านั่งนิ่งๆ รออยู่กว่า 6 ชั่วโมง ลุกไปเข้าห้องน้ำสองสามครั้ง และลงไปเยี่ยมลูกชายครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นม๊าที่บ้านโทรมาหาหลายครั้ง ว่ายังไม่เสร็จอีกหรือ ป๊าก็ตอบว่ายัง แต่ไม่กล้าแจ้งผลการตัดสินให้ทราบ นึกความรู้สึกของการอดทนรอคอยบางสิ่ง โดยไม่รู้ว่าต้องจะใช้เวลาถึงเมื่อไร ผลจะเป็นอย่างไร และแนวโน้มอาจจะเป็นเรื่องที่แย่ๆ ออกไหม แบบนั้นแหละ

เวลาทุ่มเศษ เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศเรียก ป๊าเดินช้าๆ เข้าไปรับฟังผล ก่อนบอกให้ผู้ร่วมรอคอยสี่ห้าคนช่วยกันฟังภาษาที่แกไม่ค่อยรู้เรื่องแทน

เมื่อรู้ผลว่าต้องรอคอยต่อไปอีก เราก็ลงไปบอกผลกับเอกชัย พี่สาวที่อยู่ฟังผลด้วยกัน บอกว่าเห็นน้ำตาป๊าไหลตอนลงไปบอกข่าวกับลูกชาย แกตะโกนคุยภาษาจีนกับลูกชาย รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างกันสักพัก แล้วแกก็หันเอามือไปลูบหัวเด็กน้อยที่คงมาเยี่ยมใครสักคนเหมือนกันที่อยู่ข้างๆ ราวกับเข้าใจในชะตากรรมที่เกิดขึ้นของกันและกัน

เมื่อทราบว่าต้องนอนคุกแน่แล้ว เอกชัยก็ฝากนาฬิกาที่ติดตัวอยู่ออกมาให้ป๊า และได้ยินเขาตะโกนบางประโยคมาจากหลังลูกกรงว่า “ครั้งนี้มันต่างจากครั้งที่แล้ว แล้วล่ะ”

จริงดังว่า ล่าสุดศาลอุทธรณ์ปฏิเสธการให้ประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

ใช่, ครั้งนี้มันคงต่างจากครั้งที่แล้วแล้วล่ะ แล้ว “ความบ้า” ล่ะ ยังอยู่พอใช่ไหมพี่?


ป.ล. ดูรายละเอียดของคดีและบันทึกการสังเกตการณ์คดีได้ใน http://freedom.ilaw.or.th/th/case/68

ศศิพิมล: “วันแม่” ปีที่สองที่แม่ยังอยู่ในคุก

ขณะที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลกำหนดอนาคตของประเทศ แต่ก็เป็นวันครบรอบ 1 ปี ของคำพิพากษาคดีๆ หนึ่งที่มีผลกำหนดอนาคตชีวิตของครอบครัวๆ หนึ่งอย่างมหาศาล

“ลำบากน่ะ ลำบากมาก”: เสียงจากอดีตแม่ครัว จำเลยคดีครอบครองอาวุธในศาลทหาร

ผ่านไปเกือบจะครบสองปีแล้ว ตั้งแต่เธอถูกจับกุมดำเนินคดี...แต่คดียังไม่ได้เริ่มสืบพยานโจทก์เลยแม้สักปากเดียว

เสาวณี อินต๊ะหล่อ เคยทำงานเป็นแม่ครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน แต่บ้านที่เธออยู่อาศัยนั้นอยู่ที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่