Skip to main content

บทที่ 9 ปัจเจกชนนิยมกับอินทรียภาพนิยม (Individualism and Organicism)

 

ความสัมพันธ์ต่างตอบแทนระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตยนั้นเป็นไปได้เพราะทั้งสองมีจุดตั้งต้นร่วมกันอยู่ที่ปัจเจกชน ทั้งคู่ต่างตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องสังคมแบบปัจเจก ประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองทั้งมวลถูกแบ่งแยกโดยคู่ขัดแย้งสำคัญระหว่างอินทรียภาพนิยม (องค์รวม) กับปัจเจกชนนิยม (หน่วยย่อย) ถึงแม้จะปราศจากรูปแบบอันเป็นหนึ่งเดียว แต่เราสามารถพูดอย่างคร่าว ๆ ได้ว่า อินทรียภาพนิยมนั้นเป็นสิ่งโบราณและคลาสสิก ขณะที่ปัจเจกชนนิยมเป็นสิ่งทันสมัย (หรืออย่างน้อยที่สุด ปัจเจกชนนิยมก็เป็นรากฐานให้กับทฤษฎีของรัฐสมัยใหม่) ซึ่งนี่ใกล้เคียงกับความจริงมากว่าความเข้าใจทางประวัติศาสตร์แบบกงสต็องที่เห็นประชาธิปไตย (โบราณ) อยู่ตรงข้ามกับเสรีนิยม (สมัยใหม่) สำหรับอินทรียภาพนิยม รัฐคือองคาพยพหนึ่ง เป็นโครงสร้างทั้งมวลที่ประกอบด้วยผู้คนหน่วยย่อยที่ต่างมีชะตากรรมของตัวเอง และตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยปัจเจกคนแต่ละคน (uti singuli) ไม่ได้ถือครองสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนอย่างเป็นอิสระแต่อย่างใด กลับกัน ปัจเจกชนนิยมเห็นว่า รัฐคือการรวมตัวของปัจเจกชน และรูปแบบของรัฐมาจากการกระทำและความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นระหว่างปัจเจกแต่ละคน ในหน้าแรก ๆ ของ Politics อริสโตเติลได้บัญญัติคำอธิบายเกี่ยวกับหลักการอันเป็นรากฐานของอินทรียภาพนิยม นั่นคือ "ส่วนทั้งหมดนั้นสำคัญกว่าส่วนย่อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากร่างกายทั้งหมดถูกทำลาย ก็ย่อมเหลืออะไรตั้งแต่หัวจรดเท้า" เราจะเห็นว่า "นครรัฐมีอยู่โดยธรรมชาติ และเป็นสิ่งสำคัญกว่าปัจเจกชน"[1] ไม่มีทฤษฎีปัจเจกชนนิยมที่สมบูรณ์ใด ๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งถึงฮอบส์ ผู้เสนอสมมติฐานเกี่ยวกับสภาวะธรรมชาติที่มีแต่ปัจเจกผู้ถูกแยกออกจากกันด้วยผลประโยชน์และความปรารถนาที่จะกดขี่กันเอง และถูกบังคับให้เข้าสู่สังคมการเมืองด้วยฉันทามติร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะรวมหมู่ ผลลัพธ์สำคัญของการกลับหัวกลับหางจุดตั้งต้นก่อนหน้าคือ การก่อกำเนิดความคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตยสมัยใหม่ ในความคิดแบบเสรีนิยม มโนทัศน์เรื่องความสอดคล้องแบบอินทรียภาพอันเป็นที่มั่นที่ทำให้รัฐมีความสำคัญและอยู่เหนือกว่าส่วนอื่น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ มิได้เปิดพื้นที่ให้กับการกระทำที่เป็นอิสระจากส่วนทั้งหมด ไม่มีความแตกต่างระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ และไม่อาจอธิบายถึงผลประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นนามธรรม ซึ่งได้รับการตอบสนองจากความสัมพันธ์ร่วมกับปัจเจกคนอื่น ๆ (ในตลาด) จากผลประโยชน์สาธารณะได้ ขณะเดียวกัน ประชาธิปไตยมีรากฐานอยู่บนมโนทัศน์เรื่องอำนาจที่มาจากเบื้องล่าง และมองความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับอำนาจแบบอินทรียภาพนิยมที่ได้รับมาจากเบื้องบน ว่าเป็นการกระตุ้นเสริมรูปแบบการปกครองที่เป็นเผด็จการ เหตุเพราะเป็นเรื่องยากที่จะคิดจินตนาการถึงอินทรียภาพนิยมภายใต้การปกครองของมวลหมู่สมาชิก ไม่ใช่โดยท่านผู้นำ

 

จำต้องเสริมว่า ขณะที่เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นมโนทัศน์แบบปัจเจกชนนิยม ปัจเจกของเสรีนิยมก็ไม่ได้เหมือนกับปัจเจกของประชาธิปไตย หรือพูดให้ชัดคือ ผลประโยชน์เชิงปัจเจกที่เสรีนิยมปกป้องไม่เหมือนกับที่ประชาธิปไตยปกป้อง สิ่งนี้อาจชี้ให้เห็นถึงอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมการผสมผสานระหว่างประชาธิปไตยกับเสรีนิยมจึงเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้จำเป็นเสมอไป

 

ไม่มีมโนทัศน์เกี่ยวกับสังคมแบบปัจเจกชนนิยมใด ๆ ที่ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคม (social being) หรือเห็นว่าปัจเจกนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราไม่ควรสับสนระหว่างปัจเจกชนนิยมกับอนาธิปัตย์นิยมทางปรัชญา (philosophical anarchism) ที่สไตร์เนอร์ (Stirner, 1806-1856) เสนอไว้ อย่างไรก็ดี เสรีนิยมและประชาธิปไตยนั้นแตกต่างกันในเรื่องของทิศทางที่ทั้งสองเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับสังคม เสรีนิยมนั้นตัดปัจเจกชนออกจากองคาพยพแบบอินทรีย์ ให้พวกเขาใช้ชีวิตหรืออย่างน้อยส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่นอกครรภ์มารดา ผลักพวกเขาเข้าสู่โลกของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดอันแสนอันตรายและไม่มีใครรู้จักใคร ขณะที่ประชาธิปไตยพาปัจเจกเข้าหาปัจเจกคนอื่น ๆ เพื่อให้สังคมที่ไม่ใช่สังคมองค์รวมอินทรีย์อีกต่อไป แต่คือการรวมตัวของปัจเจกที่เสรี สามารถก่อตัวขึ้นอีกครั้งจากความเป็นหนึ่งเดียวกันของพวกเขาเอง เสรีนิยมปกป้องและป่าวประกาศถึงเสรีภาพของปัจเจกชนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐทั้งในพื้นที่ทางเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ ขณะที่ประชาธิปไตยสร้างความปรองดองระหว่างปัจเจกกับสังคม ด้วยการทำให้สังคมเป็นผลผลิตของข้อตกลงร่วมกันระหว่างปัจเจกชน สำหรับเสรีนิยม ปัจเจกชนคือผู้กระทำการทุกอย่างที่อยู่ภายนอกขอบเขตการควบคุมของรัฐ สำหรับประชาธิปไตย ปัจเจกคือผู้กระทำการในรัฐที่แตกต่างออกไป นั่นคือ ในรัฐที่การตัดสินใจร่วมกันเกิดขึ้นจากปัจเจก หรือไม่ก็โดยผู้แทนของพวกเขาโดยตรง เสรีนิยมให้ความสำคัญกับความสามารถของปัจเจกในการสร้างชีวิตตัวเอง ความสามารถในการพัฒนาความสามารถของตน และความก้าวหน้าทางปัญญาและศีลธรรม บนเงื่อนไขของอิสรภาพที่พ้นจากพันธนาการจากภายนอกที่ห้อมล้อมเขาไว้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ ขณะที่ประชาธิปไตยเคารพในความสามารถของปัจเจกในการเอาชนะความโดดเดี่ยว ด้วยการออกแบบกระบวนการต่าง ๆ ที่เปิดทางให้สถาบันที่ใช้อำนาจร่วมกันโดยไม่เป็นทรราชเกิดขึ้นได้ จากแง่มุมเกี่ยวกับปัจเจกชนนิยมทั้งสองแบบนี้ เสรีนิยมนั้นมองไปยังแง่มุมภายใน ขณะที่ประชาธิปไตยมองออกมาภายนอก สิ่งที่เป็นคำถามก็คือ ความเป็นไปได้ของปัจเจกสองแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปัจเจกในฐานะส่วนเล็ก ๆ (microcosm) หรือส่วนทั้งหมดที่สมบูรณ์ในตัวเอง กับปัจเจกในฐานะอนุภาค (หน่วยย่อย) ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ทว่าอาจรวมหรือรวมกันขึ้นใหม่กับอนุภาคที่คล้ายกันอื่น ๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย จนก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพแบบสมมติ (ที่แบ่งตัวได้เสมอ) ขึ้นมา

 

ปัจเจกชนนิยมแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยต่างเกิดขึ้นจากการต่อสู้กับอินทรียภาพนิยมที่มีรูปแบบต่าง ๆ กัน ด้วยกระบวนการเฉพาะแบบเดียวกัน สำหรับปัจเจกชนนิยมเสรี กระบวนการนั้นเกิดจากการค่อย ๆ บ่อนเซาะความเป็นองค์รวม คล้ายกับกิริยาท่าทางของเด็กเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ที่ถอยห่างตัวเองออกจากกลุ่มดั้งเดิมที่เปี่ยมด้วยอำนาจอันล้นพ้น จนได้มาซึ่งพื้นที่ของการกระทำของปัจเจกที่กว้างขวางขึ้้นของตนเอง อีกทางหนึ่ง สำหรับปัจเจกชนนิยประชาธิปไตย กระบวนการนี้เกิดจากการสลายตัวภายในของการหลอมรวมทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว จนเกิดเป็นส่วนประกอบที่ก่อตัวขึ้นภายนอกอันเป็นอิสระทั้งจากกันเองและจากส่วนทั้งหมด และยังสามารถกำหนดชีวิตตัวเองต่อไปได้ ผลกระทบของกระบวนการแรก คือการลดอำนาจสาธารณะให้เหลือน้อยที่สุด ขณะที่ผลของกระบวนการที่สอง คือการสร้างอำนาจสาธารณะขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการสร้างใหม่ผ่านผลรวมของอำนาจเฉพาะของแต่ละคน อย่างที่เห็นชัดในทฤษฎีสัญญาประชาคมที่มองว่า รัฐตั้งอยู่บนหลักการของสถาบันทางกฎหมายที่คล้ายคลึงกับสัญญา และเป็นพื้นที่ของสิทธิส่วนบุคคลซึ่งได้รวมเจตจำนงเฉพาะของแต่ละคนเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นเจตจำนงส่วนรวม 

 

 

[1] Aristotle, Politics 1253a, trans. E. Barker, Clarendon Press, Oxford 1948, pp. 7-8.

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”