Skip to main content

บทที่ 10 นักเสรีนิยมกับนักประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 19 (Liberals and Democrats in the Nineteenth century)

 

ในยุโรป อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์และพัฒนาการของรัฐเสรีนิยมสู่รัฐประชาธิปไตยนั้นเริ่มต้นในยุคของการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ในภาคยุโรปพื้นทวีป เบเนเด็ตโต โครเช่ (Benedetto Croce, 1866-1952) เขียนงานในช่วงปีที่สิบของระบอบฟาสซิสม์อิตาลี (1932) โดยเรียกช่วงเวลาดังกล่าว (ด้วยสำนวนโวหารที่เข้าใจกันได้ในสถานการณ์เช่นนั้น) ว่ายุคของ "ศาสนาแห่งเสรีภาพ" ทั้งยังอ้างว่าตัวเขามองเห็น "ระยะก่อตัว" ของอารยธรรมใหม่ในยุคสมัยที่ว่านี้ด้วย[1] มโนทัศน์เรื่องเสรีภาพของโครเช่ได้นำเสรีภาพในความหมายของพวกเสรีนิยม (โครเช่พูดถึง "การแทนที่สมบูรณาญาสิทธิด้วยการปกครองตามรัฐธรรมนูญ) และเสรีภาพแบบประชาธิปไตย (การปฏิรูปการเลือกตั้งและการขยายการมีส่วนร่วมทางการเมือง) มาใช้โดยมิได้แยกแยะความต่างระหว่างกันให้ชัดเจน ทั้งนี้ โดยเพิ่มแง่มุมของ "การปลดแอกจากการปกครองของต่างชาติ" หรือ เสรีภาพในฐานะชาติที่เป็นเอกราชเข้ามา อย่างไรก็ดี หากเราจะมองหา "ระยะก่อตัว" ที่ว่า เราจำต้องย้อนกลับไปในอดีต แต่ไม่ใช่ย้อนไปยัง "ผืนป่าเยอรมัน" ที่เฮเกลมองว่าเป็นแหล่งกำเนิดของเสรีภาพสมัยใหม่เช่นเดียวกับม็องเตสกิเออ แต่เป็นอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐเสรีนิยมสมัยใหม่ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งยังคงเป็นโมเดลในอุดมคติของทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย การปฏิวัติเพียวริทัน (Puritan Revolution) และความวุ่นวายทางความคิด ลัทธิทางศาสนา รวมถึงขบวนการทางการเมืองในช่วงนั้น ได้เปิดทางให้กับการรุ่งเรืองของความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพของบุคคล เสรีภาพทางความเชื่อทางศาสนา เสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพของการตีพิมพ์ อันถูกกำหนดให้กลายเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของความคิดแบบเสรีนิยม ผลลัพธ์อันนองเลือดได้ยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของรัฐสภาเหนือสถาบันกษัตริย์ และในไม่ช้า -อย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่เป็นระเบียบนัก- ก็ได้นำทางไปสู่การก่อร่างสร้างรัฐแบบตัวแทนในฐานะรูปแบบของการปกครองในอุดมคติของทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ อันได้รับแรงบันดาลใจจากม็องเตสกิเออ ผู้ทรงอิทธิพลต่อรัฐธรรมนูญนิยมของอเมริกันและอังกฤษ ซึ่งยังเป็นอุดมคติที่ทรงพลังอยู่ในทุกวันนี้ (หากว่าไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่ามาแทนที่) หากเราคิดว่าประชาธิปไตยหมายถึงการขยายสิทธิทางการเมืองให้กับพลเมืองทุกคนที่ล่วงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อุดมคติแบบประชาธิปไตยเองก็เพิ่งได้รับการป่าวประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นครั้งแรกในช่วงของ 'การกบฏครั้งยิ่งใหญ่' (great rebellion) นี่เอง อันที่จริง 'ข้อตกลงแห่งประชาชน' ของพวกเลเวลเลอร์ (1648) เป็นจุดเริ่มแรกที่เราพบการท้าทายหลักการการปกครองที่จำกัดสิทธิทางการเมืองของผู้ที่ไม่ได้ถือครองที่ดิน (ซึ่งยังคงมีผลบังคับต่อมาอีกอย่างน้อยสองศตวรรษ) และแทนที่ด้วยการประกาศหลักการประชาธิปไตยที่ว่า

 

ประชาชนชาวอังกฤษ ... ในการเลือกตั้งผู้แทนของพวกเขา จะได้รับการจัดแบ่งตามจำนวนโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น และเพื่อการนี้ ผู้แทนของทั้งชาติจึงควรประกอบด้วยคน 300 คน ... และในการเลือกตั้งทุกครั้ง ... พวกเขาควรมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป[2]

 

ยิ่งกว่านั้น ในอังกฤษ และเฉพาะแต่ในอังกฤษเท่านั้นที่กระบวนการอันสันติและค่อยเป็นค่อยไปของวิวัฒนาการจากภายในที่ปราศจากความขัดแย้งรุนแรงหรือไม่มีช่วงเวลาของการตอบโต้และถดถอย ได้กรุยทางจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในปี 1688 ไปสู่การแทนที่ราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ด้วยราชาธิปไตยแบบรัฐสภา (parliamentary monarchy) และจากประชาธิปไตยอย่างจำกัดไปสู่ประชาธิปไตยแบบขยาย

 

ในฝรั่งเศส  กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยซึ่งนำทางสู่ความเปลี่ยนแปลงในยุโรปภาคพื้นทวีปในหลายแง่มุม กลับเต็มไปด้วยความขรุขระกว่ามาก การปฏิวัติในปี 1848 ซึ่งพยายามบังคับใช้ประชาธิปไตยโดยใช้กำลัง ได้ล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การสถาปนาระบอบใหม่ที่มีลักษณะเผด็จการแบบซีซาร์ (จักรวรรดิที่สองของนโปเลียนที่ 3) ในขณะที่การปกครองแบบเผด็จการซีซาร์ครั้งล่าสุดของอังกฤษอย่างระบอบเผด็จการของครอมเวลล์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่ในฝรั่งเศส ช่องว่างระหว่างสาธารณรัฐของจาโคแบ็งถึงจักรวรรดิของนโปเลียนเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ข้อเท็จจริงนี้ได้ปลุกเร้าความรู้สึกอันรุนแรงของเสรีนิยมที่ต่อต้านประชาธิปไตยในหมู่นักเขียนในยุคนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ถึงอิทธิพลอันยาวนานและลึกซึ้งของวิวาทะที่ว่า รัฐประชาธิปไตยเป็นพัฒนาการที่เป็นไปได้และพึงปรารถนาสำหรับรัฐเสรีนิยมหรือไม่ ในหมู่นักเขียนอนุรักษ์นิยมซึ่งมีมุมมองที่อาจสืบย้อนไปได้ถึงนักคิดยุคคลาสสิก โดยเฉพาะเพลโต ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ประชาธิปไตยและทรราชคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน เผด็จการแบบซีซาร์ไม่ใช่อะไรนอกเสียจากผลพวงอันเป็นธรรมชาติและน่าสะพรึงกลัวของความผิดปกติที่ถูกปลดปล่อยออกมาโดยระบอบสาธารณรัฐของพวกผู้นำจอมหลอกลวง ในหน้าสุดท้ายของ Democracy in America ต็อกเกอร์วีลย์ (1805-1859) ได้เสนอคำทำนายอันมีชื่อเสียงของเขาไว้ว่า

 

ข้าพเจ้าพยายามคิดจินตนาการว่า เผด็จการจะเกิดขึ้นภายใต้ลักษณะอันแปลกใหม่อย่างไร หะแรก ข้าพเจ้าพบมวลมหาประชาชนผู้คล้ายคลึงและเท่าเทียมกันนับไม่ถ้วน วนเวียนอยู่รอบ ๆ ข้าพเจ้าอย่างไม่หยุดหย่อน เพียงเพื่อแสวงหาความสุขอันแสนดาษดื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งกัดกินจิตวิญญาณของพวกเขาเอง ... เบื้องบนเหนือผู้คนเหล่านี้ คืออำนาจคุ้มครองอันแผ่ไพศาล ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการรับประกันความสุขและปกป้องดูแลชะตากรรมของพวกเขาเอาไว้[3]

 

การล่มสลายของสาธารณรัฐที่มีอายุสั้น ซึ่งยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนถึงปี 1848 รวมถึงจักรวรรดิที่สองที่เข้ามาแทนที่ ดูคล้ายจะยืนยันถึงคำพยากรณ์ของผู้วิเคราะห์ประชาธิปไตยอเมริกัน ซึ่งมีสายตายาวไกลได้เป็นอย่างดี

 

ตลอดหนึ่งศตวรรษ การเปลี่ยนผ่านสู่เสรีนิยมและการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน บางครั้งเกิดขึ้นแยกจากกัน ขึ้นอยู่กับว่า การขยายสิทธิการเลือกตั้งจะถูกพิจารณาว่าเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นโดยกำเนิดของรัฐเสรีนิยม หรือจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาอันนำไปสู่การเสื่อมถอยมากกว่าการขยายเสรีภาพ คำตอบที่หลากหลายถึงประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตย สะท้อนออกมาเป็นความแตกแยกในหมู่นักเสรีนิยมประเภทต่าง ๆ ด้านหนึ่ง คือพวกที่เป็นเสรีนิยมราดิคัล กล่าวคือเป็นทั้งนักเสรีนิยมและนักประชาธิปไตยในเวลาเดียวกัน กับอีกด้านหนึ่ง คือพวกอนุรักษ์นิยม ผู้ไม่เป็นนักประชาธิปไตย อีกทั้งยังท้าทายการขยายสิทธิการเลือกตั้งทั้งปวงอย่างไม่หยุดหย่อน เพราะเห็นว่ามันอาจเป็นการกัดกร่อนบ่อนทำลายเสรีภาพก็เป็นได้ นักประชาธิปไตยประเภทต่าง ๆ เอง ก็แตกแยกจากการเผชิญหน้าระหว่างนักประชาธิปไตยที่เสรีและไม่เสรีเช่นกัน พวกหลังนั้นให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจมากกว่าการจำกัดอำนาจ กับการสถาปนารัฐบาลที่ปกครองตนเองมากกว่าการแบ่งแยกอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลาง กับการแบ่งแยกอำนาจในแนวราบมากกว่าในแนวดิ่ง กับการได้มาซึ่งอาณาบริเวณสาธารณะมากกว่าการปกป้องอาณาบริเวณส่วนตัวด้วยความระมัดระวัง เมื่อขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการขยายสิทธิทางการเมืองได้ก้าวผ่านขั้นตอนที่รวดเร็วมากมาย ไปสู่การให้สิทธิเลือกตั้งแก่พลเมืองทั้งมวล นักเสรีนิยมประชาธิปไตยกับนักประชาธิปไตยเสรีก็ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกันขึ้นเรื่อย ๆ นักประชาธิปไตยแท้ ๆ จะพบว่าตนเองยืนอยู่เคียงข้างกับขบวนการสังคมนิยมในระยะเริ่มแรก ถึงแม้บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจะต้องต่อสู้ฟาดฟันกัน อย่างในกรณีพรรคของมาซซินี (Mazzini's party) ในอิตาลี ขณะที่ ระหว่างนักประชาธิปไตยแท้ ๆ กับนักเสรีนิยมอนุรักษ์นิยม ระยะห่างนั้นเป็นอะไรที่ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตยสามารถสรุปเป็นแผนผังที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสามประการ ได้แก่ (1) เสรีนิยมกับประชาธิปไตยนั้นไปด้วยกันได้ และด้วยเหตุนี้เอง จึงสามารถอยู่รวมกันได้ ในความหมายที่ว่า รัฐหนึ่ง ๆ สามารถเป็นรัฐเสรีนิยมและประชาธิปไตยได้ในเวลาเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐเสรีนิยมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือรัฐประชาธิปไตยที่ไม่เสรีจะเป็นไปไม่ได้เลย (รัฐแบบแรกนั้นเห็นได้จากพวกเสรีนิยมอนุรักษ์นิยม ส่วนรัฐแบบหลังก็โดยพวกประชาธิปไตยราดิคัล) (2) เสรีนิยมกับประชาธิปไตยนั้นขัดแย้งกัน ในแง่ที่ว่า เมื่อผลักประชาธิปไตยไปสุดทางก็จะทำลายรัฐเสรีนิยมลง (นี่คือข้อโต้แย้งของพวกเสรีนิยมอนุรักษ์นิยม) หรือไม่ก็จะเป็นจริงได้เฉพาะในรัฐสังคม (social state) ที่ได้ละทิ้งอุดมคติของรัฐที่มีบทบาทหน้าที่จำกัดลงไป (นี้คือข้อโต้แย้งของพวกประชาธิปไตยราดิคัล) และ (3) เสรีนิยมกับประชาธิปไตยนั้นเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่ที่ว่า อุดมคติแบบเสรีนิยมจะเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ก็ด้วยอาศัยประชาธิปไตยเท่านั้น และประชาธิปไตยจะมีผลได้จริงก็เฉพาะแต่ในรัฐเสรีนิยม

 

กล่าวอย่างเป็นระบบก็คือ ข้อ (1) เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของความเป็นไปได้ (ทั้ง เสรีนิยม และ ประชาธิปไตย) ข้อ (2) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของความเป็นไปไม่ได้ (ไม่ เสรีนิยม ก็ ประชาธิปไตย) ส่วนข้อ (3) เกี่ยวข้องกับความสำคัญของความจำเป็น (เสรีนิยม กับ ประชาธิปไตย) จากจุดที่ประชาธิปไตยในฐานะรูปแบบการปกครองเกี่ยวข้องกับเสรีนิยมและสังคมนิยมพอ ๆ กัน กรอบโครงเดียวกันนี้จึงสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับสังคมนิยมได้ด้วย ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจมองได้ว่าเป็นทั้งความความเป็นไปได้ที่เกี่ยวพันกันหรือความเป็นไปได้ที่จะอยู่ร่วมกัน ความเป็นไปไม่ได้ (นี่คือมุมมองของนักประชาธิปไตยเสรี และในทางตรงกันข้าม คือมุมมองของผู้ที่สนับสนุนเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ) หรือความจำเป็น อย่างที่ได้รับการสนับสนุนโดยตัวทฤษฎีและขบวนการสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มองว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงวิธีการที่ทำให้สังคมนิยมเป็นจริง และสังคมนิยมเป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์.

 

 

[1] B. Croce, Storia d’Europa nel secolo decimonono, Laterza, Bari 1932, p. 21.

 

[2] ดู A.S.P. Woodhouse, ed., Puritanism and Liberty, Being the Army Debates (1647-49) from the Clarke Manuscripts, Dent, London 1986, pp. 356-7.

 

[3] A. de Tocqueville, Democracy in America (1833-1840), trans. G. Lawrence, Fontana, London 1968, vol. 2, p. 898.

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”