Skip to main content

บทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Capital in the Twenty-First Century ของโตมาส์ ปิเก็ตตี้ (Thomas Piketty) ส่วนใหญ่เขียนกันออกมาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่หนังสือติดอันดับหนังสือขายดีลำดับต้น ๆ ในเดือนเมษายน แต่ผมคิดว่าการอ่านหนังสือทั้งเล่มให้จบก่อนจะเสนอความเห็นของตัวเองออกไปเป็นเรื่องฉลาดกว่า ผมจึงใช้เวลา 5 เดือนในการอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวจนจบ

ประเด็นหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้สอดคล้องกับงานเรื่อง Capital ของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) คือมันทำหน้าที่เป็นหมุดหมายสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจหรือเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของปิเก็ตตี้หรือไม่ก็ตาม กล่าวอย่างเป็นธรรมแก่ผู้เขียน ในขณะที่งานของมาร์กซ์ใช้ข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังน้อยมาก ไม่นับว่าข้อมูลส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลที่แปลกประหลาด ผลงานของปิเก็ตตี้กลับเขียนขึ้นบนฐานข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจที่เก็บรวบรวมอย่างระมัดระวัง และมีข้อมูลที่แปลกประหลาดอยู่ไม่มากนัก

ในสหรัฐฯ ตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางรายได้จากการคำนวณส่วนใหญ่แล้วเพิ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 1981 และเพิ่มสูงสุดแตะระดับเดียวกับเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ในปี 2007 ข้อมูลนี้เป็นจริงเช่นกันในสหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ในประเทศเหล่านี้ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ลดลงอย่างรวดเร็วจากปี 1914 ถึง 1950 เช่นเดียวกับในฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และสวีเดน ทว่าสำหรับ 4 ประเทศหลัง การกระจายรายได้ในปัจจุบันจะเป็นธรรมกว่าในช่วงที่ความเหลื่อมล้ำแตะระดับสูงสุดเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน

นักเศรษฐศาสตร์ อย่างน้อยในสหรัฐฯ ต่างให้ความสำคัญกับสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น สาเหตุประการแรก คือความแตกต่างของค่าแรงระหว่างแรงงาน “ฝีมือ” กับแรงงาน “ไร้ฝีมือ” ซึ่งปรับตัวตามระดับของการได้รับการศึกษา ในแง่นี้ เป็นที่ยอมรับกันว่า ค่าแรงที่สูงกว่าสะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของฝีมือแรงงานที่เหมาะกับเศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้น คำถามจึงอยู่ที่ว่า เราจะปรับปรุงทักษะฝีมือแรงงานได้อย่างไร

สาเหตุประการต่อมา คือค่าตอบแทนมหาศาลของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรและบรรดาผู้ที่เกี่ยวพันกับภาคการเงิน ซึ่งวิกฤตการเงินในปี 2008 ยังคงทำให้ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากฉงนสงสัยกับคำกล่าวอ้างที่ว่า ค่าตอบแทนเหล่านี้คือผลตอบแทนสำหรับกิจกรรมที่มีมูลค่าทางสังคม

สาเหตุประการที่สาม คือลักษณะที่ผู้ชนะได้ทุกอย่างในสายอาชีพต่าง ๆ ในสังคมที่เราสามารถระบุได้ว่าใครคือทันตแพทย์ที่เก่งที่สุดในจังหวัดหรือนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก ความแตกต่างทางความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ นำไปสู่ความแตกต่างทางรายได้ที่มหาศาลกว่าในอดีต และประการสุดท้าย คือ “การหาคู่ที่มีลักษณะเหมือน ๆ กัน” (assortative mating) เมื่อผู้ชายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสายอาชีพของตนไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสายอาชีพของตน

ทว่าปิเก็ตตี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสาเหตุของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งรายได้ (ค่าแรงและเงินเดือน) เหล่านี้เลย ซ้ำยังมุ่งความสนใจหลักไปยังสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็น แนวโน้มสู่ความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 ที่เกิดขึ้นจากการสะสมเงินออมอย่างต่อเนื่องในหมู่ผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งส่งต่อไปยังลูกหลานของตนพร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สะสมมา

เป็นความจริงที่ส่วนแบ่งของรายได้จากทุน (ดอกเบี้ย เงินปันผล และกำไรจากการขายทรัพย์สิน) เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ประเทศที่ร่ำรวยเป็นลำดับต้น ๆ ระหว่างช่วงปี 1975-2007 ในขณะที่ส่วนแบ่งของรายได้จากกำลังแรงงาน (ค่าแรงและเงินเดือน) กลับลดลง และหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป แนวโน้มที่ว่านี้อาจจะสนับสนุนสมมติฐานของปิเก็ตตี้เอง ทั้งนี้ ปิเก็ตตี้ควรได้รับคำชื่นชมสำหรับการชี้ให้เห็นว่า ไม่มีหลักฐานสนับสนุนใด ๆ บ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นที่ว่าส่วนแบ่งจากทุนที่เพิ่มขึ้นจะหมุนกลับไปสู่อัตราคงที่ในระยะยาวนั้นเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีมานี้ อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำจนเกือบศูนย์อยู่ ทั้งที่คำกล่าวอ้างที่ว่า ในระยะยาว อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญคือหัวใจหลักของหนังสือทั้งหมดในหนังสือของปิเก็ตตี้เอง

กล่าวคือ ปิเก็ตตี้ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาวจริง ๆ หมายถึง เป็นแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ยาวนานนับศตวรรษ ไม่ใช่เพียงความผันผวนในรอบทศวรรษหนึ่ง ๆ เป็นต้นว่า วิกฤตการเงินโลกในช่วงที่ผ่านมาวิ่งสวนทางกับสมมติฐานในระยะยาวมากๆ ของเขาเอง กระนั้น สถิติของเขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเหลื่อมล้ำและส่วนแบ่งจากทุนที่ลดลงอย่างไม่ต่อเนื่องกันอันเป็นผลจากราคาสินทรัพย์ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งปิเก็ตตี้วิเคราะห์ว่า นี่เป็นสัญญาณสำคัญทางประวัติศาสตร์

สาระสำคัญของหนังสือวางอยู่บนความเปลี่ยนแปลงในรอบสามศตวรรษ อันได้แก่ ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในศตวรรษที่ 19 ความเหลื่อมล้ำที่ลดลงในศตวรรษที่ 20 และการคาดการณ์ว่าความเหลื่อมล้ำจะเพิ่มสูงสุดในประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ปิเก็ตตี้เสนอข้อโต้แย้งที่ดึงดูดใจด้วยข้อมูลสถิติ รวมถึงการอ้างอิงออโนเร่ เดอ บัลซัค (Honoré de Balzac) และเจน ออสเตน (Jane Austen) ว่า ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในฝรั่งเศสและอังกฤษในช่วงปี 1800-1860 นำไปสู่การสะสมทุนที่ผู้แสวงค่าเช่ากลุ่มเล็ก ๆ มีรายได้จากดอกเบี้ย ขณะที่คนที่เหลือในสังคมยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ

ความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งที่สุดในกราฟของปิเก็ตตี้คือความเปลี่ยนแปลงระลอกที่สอง เมื่ออัตราความเหลื่อมล้ำลดลงฮวบฮาบระหว่างปี 1914-1950 เนื่องมาจากการล่มสลายของทุน อันเป็นผลของสงครามโลกทั้งสองครั้ง การพังทลายของตลาดหุ้น และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงการเติบโตครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลที่มีอำนาจมากและการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า

ทว่าน่าประหลาดใจว่าสิ่งที่แทบไม่พบเลยในข้อมูลของปิเก็ตตี้ คือหลักฐานที่ชี้ว่าความเปลี่ยนแปลงระลอกที่สามอย่างความเหลื่อมล้ำที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งนับจากปี 1980 เป็นต้นมา เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงจากแรงงานกลับสู่ทุน ส่วนแบ่งของรายได้จากทุนในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสยังคงต่ำกว่าในปี 1860 ขณะที่ตัวชี้วัดถึงความเหลื่อมล้ำอื่น ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 นั้นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภายในส่วนแบ่งจากแรงงาน (ระหว่างรายได้ที่ได้รับในรูปแบบต่าง ๆ กัน) เอง มากกว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระหว่างรายได้จากแรงงานกับทุน คนรวยในทุกวันนี้ทำงาน ต่างจากคนรวยในยุคของบัลซัคและออสเตน

ด้วยเหตุนี้ สมมติฐานของปิเก็ตตี้จึงเป็นเพียงการคาดการณ์อนาคตมากกว่าเป็นคำอธิบายสำหรับอดีตหรือการวิเคราะห์แนวโน้มร่วมสมัย เขาคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้นเกินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

การสะสมทุนยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่คนรวยจะรวยขึ้นผ่านมรดกและรายได้จากทุนมากกว่าจากเงินเดือนและการซื้อขายหุ้นอันผิดธรรมดา จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจของปิเก็ตตี้ทั้งหมด การคาดการณ์ของเขาโดยมากกลับวางอยู่บนการให้เหตุผลที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ (a priori) โดยชี้ว่า การกระจายรายได้จะต้องมีแนวโน้มสร้างความเหลื่อมล้ำเพราะการสะสมเงินออม

อย่างไรก็ตาม หากช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่แปลกที่เรามองเห็นรากฐานของการคาดการณ์ที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อำนานคัดง้างอย่างเช่นประชาธิปไตยจะปรากฏขึ้นได้ และถึงที่สุด การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าที่เติบโตขึ้นในศตวรรษที่ 20 ก็เป็นผลมาจากความล้นเกินในยุคแห่งความงดงาม (Belle Époque) นั่นเอง

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลดอัตราภาษีรายได้จากทุนและระงับการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับคนที่รวยที่สุดร้อยละ 1 ของรัฐบาลสหรัฐถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงอำนาจทางการเมืองของคนรวย ทว่าลองคิดจินตนาการถึงอนาคตที่เราอาศัยอยู่ในโลกของปิเก็ตตี้ ที่ซึ่งมรดกและรายได้ที่ไม่ได้มาจากการทำงานนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้อย่างมหาศาล ถึงตอนนั้น คนส่วนใหญ่ร้อยละ 99 จะยังคงถูกโน้มน้าวให้ลงคะแนนเสียงที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนเองได้อีกหรือ

หมายเหตุ:

แปลจาก Jeffrey Frankel, “Piketty’s Missing Rentiers” Project Syndicate Retreived from https://www.project-syndicate.org/commentary/jeffrey-frankel-says-that-inequality-is-rising--but-not-for-the-reason-thomas-piketty-has-given

เจฟฟรีย์ ฟรังเคล (Jeffrey Frankel) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) และเป็นอดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton)

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”