Skip to main content

 

“There is No Such Thing as Absolute Evil”:

บทสัมภาษณ์ ฌักส์ แวร์แฌส์ ใน SPIEGEL ONLINE (ตอนที่ 4)

 

S: คุณชั่งใจนานไหมครับก่อนจะรับว่าความให้กับเคลาส์ บาร์บี อดีตหัวหน้ากลุ่มเกสตาโป เจ้าของฉายา “นักฆ่าแห่งเมืองลียง”

JV: ไม่เลยครับ ในการพิจารณาคดีของบาร์บีในเมืองลียง ผมเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาและทนายความฝ่ายตรงข้ามถึง 39 คน นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่ทำให้ผมรับว่าความให้กับเขา

 

S: คุณต้องขอการคุ้มกันจากตำรวจ หลังจากที่คุณทำให้ฝรั่งเศสต้องทบทวนตัวเอง พร้อมทั้งกล่าวหาเพื่อนร่วมชาติของคุณว่าให้ความช่วยเหลือพวกนาซี

JV: ความงดงามของการพิจารณาคดีวัดได้จากร่องรอยที่มันทิ้งไว้เบื้องหลังครับ ในช่วงเวลายาวนานหลังจากคดีความนั้นสิ้นสุดลง

 

S: คุณประทับใจอะไรในตัวบาร์บีเหรอครับ

JV: ผมประหลาดใจที่เขาเป็นเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ไม่ได้บุคลิกอะไรที่โดดเด่นเป็นพิเศษเลย แต่แน่นอนว่าเราต้องไม่ลืมว่าอาชญากรรมที่เขาก่อกับการพิจารณาคดีครั้งนั้นกินเวลาห่างกันเกิน 40 ปี เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

S: คุณน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี คุณเองก็เคยหายไปอย่างไร้ร่องรอยในช่วงทศวรรษที่ 1970 คุณหายตัวไป 8 ปี โดยไม่บอกไม่กล่าวกระทั่งครอบครัวของตัวเอง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าคุณหายไปไหน

JV: อ็องเดร มาลโรซ์ (André Malraux) เคยบอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว ความจริงเกี่ยวกับมนุษย์คนหนึ่งมักซ่อนอยู่ในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา

 

S: … พูดอีกอย่างก็คือ คุณไม่ได้อยากจะไขความกระจ่างในประเด็นนี้อยู่แล้วด้วย?

JV: ใช่สิครับ น่าตื่นเต้นดีออกที่ไม่มีใครในรัฐตำรวจสมัยใหม่แห่งนี้รู้เลยว่าคุณหายไปไหนเกือบ 10 ปี บางคนเดาว่าผมไปอยู่กับกลุ่มเขมรแดงในกัมพูชา หรือในปาเลสไตน์ ในจีน และในฝรั่งเศส ผมสนุกกับการอ่านประกาศมรณกรรมของตัวเอง พวกนั้นมักเขียนถึงเด็กหนุ่มพรสวรรค์สูงผู้ได้จากโลกนี้ไปแล้ว

 

S: คุณรับงานมากมายโดยไม่รับเงินค่าแรงเลย คุณว่าความให้กับโสเภณีและเด็กยากจน คุณเอาเงินจากไหนมาเลี้ยงบริษัทของคุณเอง

JV: ไม่ต้องห่วงครับ ผมทำงานให้กับบรรษัทอุตสาหกรรมหลายแห่งอยู่ด้วย พวกนั้นจ่ายเงินดีทีเดียว ผมถึงมีเงินเหลืออยู่ตลอด

 

S: มีข่าวลือเหมือนกันว่าคุณถูกจ้างให้ไปเป็นที่ปรึกษาของผู้มีอิทธิพลหลายคนในแอฟริกา อย่างเช่น มัวเซ่ ฌอมเบ้ (Moise Tshombé) อดีตนักการเมืองชาวคองโก ผู้มีส่วนร่วมในคดีฆาตกรรม (อดีตนายกรัฐมนตรีของคองโก) พาทริซ ลูมุมบา (Patrice Lumumba) นอกจากนี้คุณยังยื่นเรื่องฟ้องร้อง องค์การนิรโทษกรรมสากล ในนามของญาสแซงเบ้ เอยาเดม่า (Gnassingbé Eyadéma) อดีตประธานาธิบดีมือเปื้อนเลือดของโตโกอีกด้วย

JV: นั่นเพราะพวกเขาชอบอ้างข้อมูลมั่วซั่ว องค์กรดี ๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตามย่อมต้องเคารพขีดจำกัดบางอย่างด้วยเหมือนกัน

 

S: แต่คุณก็สามารถบอกเอยาเดม่า ฌอมเบ และคนประเภทนั้นได้ไม่ใช่เหรอครับว่า ตัวคุณเองไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลย

JV: ครับ ผมทำยังงั้นได้ แต่มันจะเหมือนกับการที่หมอบอกคนไข้ของเขาว่า “เสียใจด้วยนะครับ คุณติดเชื้อเอดส์ แต่ผมไม่ชอบคนดำ ผมคิดว่าพวกนั้นเป็นอาชญากรและผมรู้สึกขยะแขยง เพราะฉะนั้น ผมจะไม่รักษาคุณ”

 

S: แต่หมอต้องช่วยรักษาคนไข้ ขณะที่ทนายความไม่จำเป็นต้องรับว่าความให้กับทุกกรณีก็ได้

JV: ถ้าคุณไปพบหมอที่เห็นเลือดไม่ได้ เห็นหนองมองแผลก็ไม่ได้ ผมว่าเขาก็ไม่ควรมาเป็นหมอ ไม่ต่างอะไรกับเวลาที่คุณไปพบทนายความที่ไม่ชอบอาชญากรหรือเผด็จการนั่นแหละครับ  

 

S: คุณเคยเขียนไว้ว่า “ศีลธรรมของผมคือการต่อต้านศีลธรรมทุกรูปแบบ เพราะมันจะคอยกระหน่ำซ้ำเติมชีวิต”

JV: ใช่ครับ ผมเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง ซึ่งผมตั้งชื่อตามสมญาที่นักข่าวเรียกผมว่า “Le Saluad Luminuex”

 

S: เป็นไปได้ไหมว่าคุณมักใช้อาชีพของคุณไปเพื่อการยั่วยุทางความรู้อยู่เสมอมา

JV: ผมใช้อาชีพส่วนใหญ่ของผมไปกับการส่งเสริมความรู้เสมอมาครับ ผมมองโลกเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเพราะเห็นโลกในมุมที่แตกต่างออกไป ต้องขอบคุณอาชีพทนายความที่ทำให้ผมคุ้นเคยกับการมองโลกจากมุมของผู้ก่อการร้ายและตำรวจ อาชญากรและคนโง่ หญิงบริสุทธิ์และหญิงร่านสวาท และผมยืนยันกับคุณได้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เรามองโลกได้ดีขึ้น

 

S: มิสเตอร์แวร์แฌส์ ขอบคุณสำหรับการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ครับ 

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”