Skip to main content

ภาพ: The Economist

*หมายเหตุ มโนทัศน์เรื่อง Anthropocene และ Capitalocene กลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในหมู่นักวิชาการต่างประเทศมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดเมื่อกลางปีก่อน ดอนนา ฮาราเวย์ (Donna Haraway - DH) นักปรัชญาชาวอเมริกัน ได้ทดลองเสนอมโนทัศน์ใหม่ที่ชื่อประหลาดกว่าเก่าขึ้นมา นั่นคือ Chthulucene มิตรสหายท่านหนึ่งเคยสรุปประเด็นข้อเสนอของเธอไว้แล้ว ผมเองเพิ่งมีโอกาสได้ฟังจริง ๆ จัง ๆ โพสต์นี้เป็นสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องดังกล่าว โดยพยายามไล่เรียงบริบทที่คำทั้งสามคำถูกนำมาใช้อย่างคร่าว ๆ คิดว่าอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจครับ

Anthropocene Capitalocene และ Chthulucene กับข้อเสนอของ Donna Haraway

ในความหมายทั่ว ๆ ไป Anthropocene หรือ ยุคของมนุษย์ ซึ่งมีความหมายตามรากศัพท์ภาษากรีกว่า มนุษย์ใหม่ (New Human) เป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของยุคสมัยทางธรณีวิทยาที่มนุษย์ พฤติกรรม และกิจกรรมของมนุษย์มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศหรือธรรมชาติ และได้เปลี่ยนแปลง "โลก" ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ภายใต้กรอบคิดนี้ มนุษย์คือผู้ที่กระทำและทำลายธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสื่อมสลายของระบบนิเวศ (ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำท่วมโลก ไฟป่า ปัญหาหมอกควันพิษ ดินถล่ม ฯลฯ) และการสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ทั่วโลกด้วย 

DH เสนอว่า Anthropocene สัมพันธ์กับสัญลักษณ์ของ Gaia เทพกรีก ซึ่งเป็นภาพแทนของโลกเมื่อ "มนุษย์" (Anthropos) หันมองกลับไปจากอวกาศ ตามข้อเสนอเรื่อง สมมติฐานไกอา (Gaia's hypothesis) ของเจมส์ เลิฟล็อก (James Lovelock) นักวิทยาศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ในแง่นี้ โลกในสายตามนุษย์ โลกที่มนุษย์เห็นเมื่อมองย้อนกลับไปจึงไม่ใช่อะไรเลย นอกจากตัวมนุษย์เองที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง โลกสำหรับมนุษย์ไม่ใช่อะไรนอกจากระบบเครือข่ายของการผลิตสร้างตัวเองของมนุษย์ (autopoeisis) ภายในตัวของมนุษย์เอง

อย่างไรก็ตาม มโนทัศน์ หรือ "ญาณวิทยา" แบบนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า ละเลยต่อความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์และกิจกรรมของมนุษย์ ปัญหาใหญ่คือมนุษย์คนไหน กลุ่มไหน ช่วงเวลาใด ที่ควรเป็นผู้รับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศกันแน่ เพราะใช่ว่าทุกการกระทำของมนุษย์ทุก ๆ คน ในทุก ๆ สังคม จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือธรรมชาติในลักษณะเดียวกัน หรือตลอดเวลา

ทำนองเดียวกัน มโนทัศน์เรื่อง Anthropocene ยังถูกโจมตีว่า เป็นมโนทัศน์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง มนุษย์เป็นผู้กระทำและกำกับความหมายให้กับสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ นอกจากนี้ ยังตกอยู่ภายใต้ "Ontology" ที่แบ่งแยก มนุษย์ กับ ธรรมชาติ (สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์) ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ในแง่นี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่า เราจะเชื่อว่ามนุษย์เป็นศัตรูกับธรรมชาติ (human and nature) หรือมนุษย์ควรดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยแยกจากกันไม่ได้ (human-in-nature) เพราะถึงที่สุด การอยู่ร่วมกับธรรมชาติก็ยังเป็นการอาศัยอยู่โดยแยกธรรมชาติและมนุษย์ออกจากกันโดยสาระสำคัญอยู่ดี

การมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและเชื่อในความสามารถในการผลิตสร้างเองอย่างไม่สิ้นสุดและอย่างเป็นอิสระจากสิ่งอื่น ๆ ของมนุษย์ ยังทำให้มโนทัศน์เรื่อง Anthropocene ละเลยบทบาทของ "สิ่งอื่น" ที่เอาเข้าจริง มีส่วนรับผิดชอบในฐานะสาเหตุหลักของความเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศวิทยาและภัยพิบัตินานัปการที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา นั่นก็คือ ทุน

กรอบคิดที่สองคือ ยุคของทุน หรือ Capitalocene เสนอคำอธิบายยุคสมัยที่ทุนและการก่อตัวของทุนต่อผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของโลก เจสัน ดับเบิลยู. มัวร์ (Jason W. Moore) นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษเสนอกรอบคิดนี้และชี้ให้เห็นว่า ยุคของทุนใหม่ (New Capital) หมายถึง ช่วงเวลาที่ทุนนิยมก่อตัวขึ้นในอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา การสะสมทุนและการผลิตในรูปแบบต่าง ๆ การพัฒนาอุตสาหกรรม การถลุงใช้แร่ธาตุ การแปรรูปทรัพยากรธรรมชาตินานาชนิดเพื่อใช้เป็น "ทุน" อย่างมหาศาล ล้วนแต่เป็นตัวการสำคัญต่อวิกฤติเชิงนิเวศวิทยาที่เราพบอยู่ในทุกวันนี้ ฉะนั้น จึงไม่ใช่มนุษย์ทุก ๆ คนที่เป็นตัวการหลักในการเปลี่ยนแปลงและทำลายธรรมชาติ แต่คือมนุษย์ภายใต้ระบบทุน ที่ทั้งเปลี่ยนแปลงและทำลาย (metabolism) ธรรมชาติเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาคือ ทุนนิยมเริ่มต้นขึ้นจริงเมื่อไหร่ แล้วกิจกรรมของมนุษย์ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของระบอบทุนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาบ้างเลยหรือ และถึงที่สุด ทุกกิจกรรมของมนุษย์ภายใต้ระบอบทุนล้วนต้องรับผิดชอบการความล่มสลายของระบบนิเวศเท่า ๆ กันอย่างนั้นหรือเปล่า

ภายใต้ข้อถกเถียงเชิงญาณวิทยาดังกล่าว สิ่งที่ DH เสนอคือการไปให้ไกลกว่าญาณวิทยาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และพยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ในระบบนิเวศอย่างที่เป็นจริง กรอบคิดที่สามคือ Chthulucene มีความหมายตามรากศัพท์ว่า "อยู่ใต้โลก" "ใต้พื้นโลก" ซึ่งตรงข้ามกับสัญลักษณ์ของกรอบคิดแบบ Anthropocene นั่นก็คือ Gaia หรือ "โลก"

คุณุปการสำคัญของ Chthulucene ซึ่ง DH เห็นว่าเป็นกรอบคิดที่น่าสะพรึงกลัว (dreadful) ที่สุด เพราะขัดแย้งกับความเข้าใจทั่ว ๆ ไปที่เรามีต่อโลกและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งอื่นภายในระบบนิเวศ คือการชี้ให้เห็นการดำรงอยู่ของสิ่งอื่นและตัวเรา ซึ่งสอดประสานกันจนทำให้ตัวมนุษย์ไม่ได้เป็น "มนุษย์" อย่างที่เราทึกทักกันว่าเป็น

Chthulucene หมายถึง ยุคที่มนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ("สิ่งใต้โลก") ดำรงอยู่ร่วมกันจนไม่เหลือสิ่งที่เรียกว่า "มนุษย์" ในฐานะ "ปัจเจกชน" ที่ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากสิ่งอื่นและไม่สัมพันธ์กับสิ่งใดอีกต่อไป ภายใต้กรอบคิดที่วางตัวอยู่บนวิธีคิดแบบนิเวศวิทยา Chthulucene เสนอภาพความสัมพันธ์แบบเครือข่ายหรือ ร่างแห (mesh) ของระบบนิเวศที่สิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกัน แม้กระทั่งในตัวของมนุษย์เอง

ผลก็คือ ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ตัวตนของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นจากเซลล์ ดำรงอยู่ด้วยความสมดุลขององค์ประกอบภายใน (homeostasis) และถูกแทรกซอนด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรียอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นตัวตนที่คลุมเครือ พร่าเลือน อยู่ในสภาวะการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีลักษณะตายตัว แน่นอน ชัดเจน และแยกขาดออกจากสิ่งอื่นอย่างเด็ดขาดแบบที่ทัศนะที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติอย่างสิ้นเชิงเคยเข้าใจกัน

มนุษย์สำหรับ Chthulucene จึงไม่อาจเป็นมนุษย์ได้ถ้าไม่เป็นธรรมชาติหรือเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ไปพร้อม ๆ กัน "มนุษย์" ไม่ใช่แค่ต้องดำรงอยู่ร่วมกันกับสิ่งอื่น แต่ตัวมนุษย์คือไลเคน (We are all lichens) ไม่ใช่เพราะมนุษย์ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ แต่เพราะ ไลเคน คือการรวมตัวของสิ่งมีชีวิต (organism) สองชนิดคือ เห็ดราและสาหร่าย ไลเคนจึงไม่ได้ดำรงอยู่ลำพัง แต่ดำรงอยู่ได้จากการดำรงอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันของสิ่งอื่น (symbiosis) และดำรงอยู่ด้วยการผลิตสร้างร่วมกันของสิ่งอื่น ๆ (symbiogenesis/symbiopoeisis) ฉะนั้น ร่างกายและตัวตนของมนุษย์ จึงเป็นสถานที่ที่สิ่งอื่นดำรงอยู่ร่วมกัน เช่นเดียวกับที่วัตถุ (objects) หรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นนั่นเอง

สำหรับ DH ความสัมพันธ์ที่อันตรายและน่าสะพรึงกลัวภายใต้ Chthulucene นี่เองที่ทำให้มนุษย์ต้องตั้งคำถาม ทั้งกับญาณวิทยา และ Ontology ในการทำความเข้าใจโลกและการดำรงอยู่ของตนเองร่วมกับสิ่งอื่นภายในโลกใหม่อีกครั้ง

 

พูดให้ถึงที่สุด ภายใต้มโนทัศน์แบบ Chthulucene มนุษย์ที่เป็น "มนุษย์" ไม่มีอยู่อีกแล้ว และอาจไม่เคยมีอยู่เลย จะมีก็แต่มนุษย์ครึ่งสัตว์แบบ "เมดูซ่า" หรือไม่ก็ "ระตู คิดุล" (Ratu Kidul) เทพีผู้ปกปักษ์ทะเลชวาตอนใต้ ผู้มีร่างกายเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปลา.

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”