Skip to main content

สลาวอย ชิเชค – คำชี้แจงฉบับย่อว่าด้วยประชานิยม[1]

 

ภาพ: EFE

 อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีของกรีซ ผู้นำพรรค Syriza
ภาพโดย EFE

 

บทสัมภาษณ์ล่าสุดของผมที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในเม็กซิโกและพิมพ์ซ้ำในบางประเทศในละตินอเมริกา รวมถึงในหนังสือพิมพ์ El Pais อาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนยิ่งเกี่ยวกับจุดยืนที่ผมมีต่อกระแสการเมืองราดิคัลแบบประชานิยมในช่วงที่ผ่านมา

 

แม้ว่าการปฏิวัติโบลิวาร์ในเวเนซุเอล่าควรได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น กระนั้น เราเองก็ควรจำให้ขึ้นใจว่ามันเองตกเป็นเหยื่อของการโต้ปฏิวัติที่มีการเตรียมการเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเหยื่อของสงครามทางเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอย่างยาวนานอีกด้วย พฤติการณ์ข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปในต้นทศวรรษ 1970 ในบันทึกที่ส่งถึง CIA เพื่อให้คำแนะนำว่าจะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยของซัลวาดอร์ อาเยนเด ในชิลีได้ด้วยวิธีใด เฮนรี คิสซิงเจอร์เขียนไว้อย่างรวบรัดว่า “ทำให้เศรษฐกิจชิลีย่อยยับ” (Make the economy scream) ผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ยอมรับโดยเปิดเผยว่า ในทุกวันนี้ พวกเขาใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันนี้กับเวเนซุเอล่า เมื่อสองปีก่อน ลอวเรนซ์ อีเกลเบอร์เกอร์ (Lawrence Eagleburger) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าว Fox News ว่า ความนิยมที่ประชาชนชาวเวเนซุเอลามีต่ออูโก ชาเวซ “มีผลตราบเท่าที่ประชากรของเวเนซุเอลามองเห็นความสามารถบางอย่างในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้ดีขึ้นได้ หากเศรษฐกิจย่ำแย่ถึงขีดสุดในจุดในจุดหนึ่ง ความนิยมภายในประเทศต่อตัวชาเวซจะลดลงอย่างแน่นอน และนี่เป็นไม้ตายที่สำคัญที่สุดที่เรามีและเราควรใช้เพื่อต่อสู้กับชาเวซ กล่าวคือ ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อพยายามทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่จนความนิยมของชาเวซในประเทศและในภูมิภาคลดลง… ในเวลานี้ การทำให้เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาย่ำแย่กว่าเดิมได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใด ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรทำในแบบที่ไม่ต้องให้เรากับเวเนซุเอลาขัดแย้งกันโดยตรง”  

 

อย่างน้อยที่สุดที่เราพูดได้ก็คือ ข้อความข้างต้นช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข้อสันนิษฐานที่ว่าความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลชาวิสตา (Chavista government) เผชิญอยู่มิได้ยังผลมาจากความไร้ความสามารถของการเมืองเรื่องเศรษฐกิจของพวกเขาเพียงอย่างเดียว ประเด็นสำคัญในทางการเมืองซึ่งพวกเสรีนิยมบางคนยากจะยอมรับอยู่ตรงที่ว่า ชัดเจนว่าสิ่งที่เรากำลังรับมืออยู่ไม่ใช่กระบวนการและปฏิกิริยาของตลาดที่คาดการณ์ไม่ได้ (ตัวอย่างเช่น การที่เจ้าของร้านพยายามทำกำไรมากขึ้นด้วยการเก็บสินค้าบางชนิดออกจากชั้นวางสินค้า) แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่วางแผนมาอย่างเพียบพร้อมและประณีต ฉะนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ ใช่หรือไม่ว่าความหวาดกลัวบางอย่าง (การที่ตำรวจบุกคลังสินค้าลับ จับกุมผู้เก็งกำไรและผู้ร่วมประสานงานให้เกิดการขาดแคลนสินค้า ฯลฯ) ในฐานะมาตรการโต้กลับเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว ใช่หรือไม่ว่าการที่ประธานาธิบดีโอบามาออกคำสั่งประกาศให้เวเนซุเอลาเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ” เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2558 คือการเปิดไฟเขียวให้กับการทำรัฐประหาร สิ่งเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในกรีซในรูปแบบที่ดู “อารยะ” มากกว่า

 

เราทุกวันนี้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากสิ่งที่เราควรเรียกได้โดยไม่ต้องเหนียมอายว่า โฆษณาชวนเชื่อของศัตรู ผมขออ้างสิ่งที่อแล็ง บาดิยูกล่าวไว้ “เป้าประสงค์ของโฆษณาชวนเชื่อของศัตรูหาใช่การทำลายพลังที่มีอยู่ (หน้าที่นี้โดยทั่วไปเป็นของกำลังตำรวจ) แต่เป็นการทำลายความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่ผู้คนมองข้าม” กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ศัตรูกำลังพยายามทำลายความหวัง สารในโฆษณาชวนเชื่อกระแสหลักจำนวนมากคือความเชื่ออย่างสยบยอมที่ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ แม้ไม่ใช่โลกที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นโลกที่เลวร้ายน้อยที่สุด ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่ขุดรากถอนโคนใดๆ ก็ตามจึงมีแต่จะทำให้โลกของเราเลวลง นี่เองเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงควรสนับสนุนการต่อต้านทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านของพรรค Syriza ในกรีซ พรรค Podemos ในสเปน เรื่อยไปจนถึง “ประชานิยม” ในละตินอเมริกา แน่นอน เราควรวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาอย่างรุนแรงในกรณีที่จำเป็น แต่การวิพากษ์ควรเป็นแต่เฉพาะการวิพากษ์จากภายใน (internal critique) คือเป็นการวิพากษ์โดยพันธมิตรของเรา ดังที่เหมา เจ๋อ ตุง คงเคยกล่าวไว้ ความตึงเครียดเหล่านี้เป็น “ความขัดแย้งในหมู่ประชาชน” ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรู

 

โลกอุดมคติค่อยๆ ปรากฏให้เราเห็นผ่านปฏิกิริยาของผู้มีอำนาจในยุโรปที่มีต่อชัยชนะของพรรค Syriza ในกรีซ และอุดมคติที่ดีที่สุดสะท้อนจากชื่อบทความของกีเดียน รัชมัน (Gideon Rachman) ใน Financial Times ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม 2557 เรื่อง “จุดอ่อนของยูโรโซนอยู่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” (Eurozone’s weakest link is the voters.) ในโลกอุดมคติที่คนเหล่านี้ใฝ่ฝัน ยุโรปสามารถกำจัด “จุดอ่อน” ที่ว่านี้ได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจในการกำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจที่จำเป็นได้โดยตรง และหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น มันจะมีหน้าที่เพียงเพื่อรับรองฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเท่านั้น โอกาสที่ผลการเลือกตั้งจะออกมาในทางที่ “ผิด” ทำให้ผู้มีอำนาจหวาดวิตก เพราะพวกเขาได้วาดภาพความโกลาหล ความยากจน และความรุนแรงในสังคมเอาไว้ เป็นธรรมดา บุคลาธิษฐานทางอุดมการณ์กำลังอยู่ในโมงยามที่รุ่งโรจน์ เมื่อตลาดเริ่มพูดเหมือนคนที่มีชีวิต พร้อมแสดงความ “วิตกกังวล” ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากการเลือกตั้งไม่อาจสร้างรัฐบาลที่มีอำนาจสั่งการในการสานต่อโครงการรัดเข็มขัดทางการเงินและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างต่อไปได้

 

ไม่นานมานี้ สื่อมวลชนในเยอรมันพรรณนาลักษณะของยานิส วารูฟาคิส รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของกรีซว่าเป็นคนโรคจิตที่ใช้ชีวิตอยู่ในคนละจักรวาลกับเรา แต่คำถามคือเขาเป็นพวกราดิคัลขนาดนั้นหรือเปล่า สิ่งที่น่าบั่นทอนกำลัง (enervating) ไม่ใช่ความราดิคัลของวารูฟาคิส แต่เป็นความพอประมาณที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติและมีความสมเหตุสมผล ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดสมาชิกสายราดิคัลในพรรค Syriza จึงกล่าวหาว่าวารูฟาคิสยอมอ่อนข้อให้กับอียู หากพิจารณาข้อเสนอของวารูฟาคิสโดยละเอียด เราจะสังเกตได้เองว่ามีหลายมาตรการที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยสายกลางตามแบบฉบับเมื่อ 40 ปีก่อน (โครงการของรัฐบาลสวีเดนในทศวรรษที่ 1960 ราดิคัลกว่านี้มาก) นี่เป็นสัญญาณอันน่าเศร้าของยุคสมัยของเราตรงที่ว่า ในทุกวันนี้ คุณต้องเข้าร่วมกับพรรคฝ่ายซ้ายราดิคัลเสียก่อน ก่อนที่จะผลักดันมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้ออกมาได้ กระนั้น แม้จะเป็นสัญญาณที่น่าเศร้า แต่มันก็เป็นโอกาสดีสำหรับฝ่ายซ้ายในการช่วงชิงพื้นที่ที่เคยตกอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายซ้ายกลางมาเมื่อหลายทศวรรษก่อนด้วยเช่นกัน

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากรัฐบาล Syriza ล้มเหลว? ผลลัพธ์อาจจะเป็นหายนะ ไม่เฉพาะเพียงต่อกรีซ แต่ยังเป็นหายนะสำหรับยุโรปเองด้วย ความพ่ายแพ้ของ Syriza ที่จะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งจะเพิ่มน้ำหนักให้กับความคิดเห็นของพวกมองโลกในแง่ร้ายที่มองว่าภารกิจของการปฏิรูปด้วยความอดทนมีแต่จะคว้าน้ำเหลว และการปฏิรูปเป็นยูโทเปียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทุกวันนี้ หาใช่การปฏิวัติอย่างขุดรากถอนโคนไม่ (เหมือนที่อัลแบร์โต ทอสคาโนว่าไว้) โดยสรุป ความพ่ายแพ้ของ Syriza จะเป็นสิ่งยืนยันว่าเรากำลังเข้าใกล้ยุคสมัยของการต่อสู้ฟาดฟันกันด้วยความรุนแรงมากขึ้นทุกที.  

 

 

[1] แปลจาก Slavoj Zizek. “A Brief Clarification about Populism”. TeleSUR. Retrieved from http://www.telesurtv.net/english/opinion/A-Brief-Clarification-about-Populism-20150424-0013.html

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”