Skip to main content

ใครที่ติดตามข้อถกเถียงเกี่ยวกับ GMO ในตอนนี้ คงจะเห็นคล้ายๆ กันว่า นอกจากจุดสนใจที่ค่อนข้างแตกต่างกันของหลายฝ่าย (เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม) ประเด็นที่สร้างความสับสนให้กับการถกเถียงไม่แพ้กันคือการเลือกใช้คำและความหมายของคำสำคัญอย่าง GMO หรือ Genetic Modified Organism ซึ่งดูเหมือนจะหมายถึงอะไรได้มากมาย จนบางคนคิดว่าการพูดถึง GMO ในความหมายกว้าง ซึ่งรวมพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering-GE) เข้ากับการคัดเลือกสายพันธุ์ด้วยวิธีการดั้งเดิม เป็นเพียงเรื่องมั่วๆ ของพวกไม่รู้วิทย์พื้นฯ คำถามคือมันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

ผมเองไม่ได้ถูกเทรนด์มาทางสายวิทย์และมีความรู้วิทย์พื้นฐานต่ำต้อยกว่าหลายๆ ท่านมาก ทั้งหมดที่เขียนขึ้นต่อไปนี้ มาจากการครูพักลักจำ อ่าน และตั้งข้อสังเกตส่วนตัวทั้งสิ้น ผมเห็นว่ามี "สองสามประเด็นเดียวกัน" ที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องนี้ นั่นคือ GMO หมายถึงอะไรได้บ้าง แต่ละฝ่ายใช้คำนี้โดยหมายถึงอะไรกันแน่ และเฉพาะในแง่ชีววิทยา เราต่อต้าน GMO กันในระดับไหนบ้าง

ความหมายตรงตัวของ GMO คือ สิ่งมีชีวิตดัดแปรทางพันธุกรรม ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ว่านี้ในบางกรณีก็รวมมนุษย์และบางกรณีก็ไม่รวมมนุษย์ GMO ที่เราคุ้นเคยกันและเป็นสิ่งที่หลายคนต่อต้านก็คือ สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมผ่านเทคนิคพันธุวิศวกรรม หลายคนใช้ GMO ในความหมายนี้ความหมายเดียว และค่อนข้างเป็นความหมายที่นิยมกันมากกว่า แต่บางคน รวมถึงบางองค์กรก็ไม่

นิยามของกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ระบุว่า วิธีการดัดแปรทางพันธุกรรม (Genetic Modification-GM) หมายถึง 

"The production of heritable improvements in plants or animals for specific uses, via either genetic engineering or other more traditional methods."[1]

ซึ่งถ้าเดินตามนิยามนี้ วิธีการต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกอย่างหยาบๆ ได้ว่า "การคัดสรรโดยมนุษย์" (artificial selection) ทั้งหมด ตั้งแต่ selective breeding จนถึง genetic engineering ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของการดัดแปรทางพันธุกรรมทั้งสิ้น และสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปรทางพันธุกรรมในความหมายนี้ก็แทบจะครอบจักรวาล

แน่นอนว่านิยามนี้ไม่ใช่นิยามที่แพร่หลาย แต่ก็ไม่ได้เป็นนิยามที่ "มั่ว" โดยสิ้นเชิงเช่นกัน เพราะหากพิจารณากันจริงๆ แล้ว การคัดสรรโดยมนุษย์ทั้งหมดก็ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับยีโนไทป์ ยีโนม หรือในระดับ "พันธุกรรม" เพื่อให้เกิดฟีโนไทป์ หรือ ลักษณะปรากฏบางอย่างที่เราต้องการ ดังนั้น การคัดเลือกสายพันธุ์สุนัขด้วยการให้สุนัขบางตัวผสมพันธุ์กันเท่านั้น การเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์โดยอาศัยสารเหนี่ยวนำ (mutagen) ต่างๆ ไปจนถึงการชักนำให้เกิดโพลิพลอยด์เพื่อปรับปรุงพันธุ์พืช เหล่านี้ล้วนทำไปเพื่อต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าวทั้งสิ้น 

วิธีการดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น selective breeding, mutation breeding/mutagenesis และอาจรวมถึงวิธีการอย่าง embryo manipulation ต่างอาศัยระยะเวลามากน้อยต่างกันไป แต่หัวใจสำคัญคือผลลัพธ์ของวิธีการเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลพันธุกรรมทางอ้อม และจะได้ลักษณะปรากฏที่มีอยู่แต่เดิมในพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนั้นเสมอ แม้จะเป็นลักษณะที่ "พึงประสงค์" มากขึ้นในสายตาของผู้คัดสรรก็ตาม

ในทางกลับกัน นวัตกรรมของพันธุวิศวกรรมช่วยตัดตอนการคัดสรรโดยมนุษย์แบบเดิม โดยมุ่งตรงเข้าไปเปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตโดยตรง  ทางลัดที่เกิดขึ้นจากความสามารถของ GE ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้ฝ่ายต่อต้าน GMO จำนวนมาก คือการตัดต่อ/ดัดแปลงสารพันธุกรรม (genetic material) ของสิ่งมีชีวิตข้ามสายพันธุ์ หรือที่เรียกในทางเทคนิคว่า "Transgenic Organisms-TO"[2] หรือบางที่เรียก "Intragenetic Organisms"[3]  เช่น การตัดต่อสารพันธุกรรมแบคทีเรียบางชนิดไปใส่ในฝ้ายเพื่อให้ฝ้ายสร้างสารเคมีที่ช่วยกำจัดหนอนที่เป็นศัตรูฝ้ายได้

วิธีการนี้แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อสารพันธุกรรมในสายพันธุ์เดียวกันหรือสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกันจนพอจะสืบพันธุ์กันได้ (crossable organisms) หรือที่เรียกว่า "Cisgenic Organisms-CO" เช่น การเพิ่มยีนต้านโรคใบไหม้ (Phytophthora infestans) ที่พบในพืชป่าสกุลมะเขือ (wild Solanum) ลงไปในมันฝรั่ง [4] 

ผลลัพธ์ของ GE จึงไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์จากลักษณะปรากฏ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับชีวโมเลกุลโดยตรง ในกรณีของ TO ผลลัพธ์ที่ได้คือลักษณะที่เกิดขึ้นไม่ได้เองตามธรรมชาติ หรือไม่มีอยู่ในพันธุกรรมเดิมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ขณะที่ในกรณี CO ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากการตัดต่อสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันหรือพอจะสืบพันธุ์กันได้ ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยบางคนจึงเสนอว่าเราควรแบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง TO กับ CO เพราะกลุ่มต่อต้าน GMO มักหวาดกลัวเฉพาะกับ TO เท่านั้น[5] 

ถึงตรงนี้ ผมคิดว่าเราได้ข้อสังเกตสำคัญสองสามอย่าง หนึ่งคือในบางกรณีและเป็นกรณีที่สำคัญด้วย การใช้คำว่า GMO ในทางเทคนิคอาจหมายรวมถึงการดัดแปรทางพันธุกรรมที่เกิดจากการเข้าแทรกแซงจากมนุษย์ได้ทั้งหมด ฉะนั้น การเทียบเคียง GE กับการคัดสรรโดยมนุษย์อื่นๆ จึงทำได้ส่วนหนึ่งเพราะเป้าหมายและกระบวนการเหมือนๆ กัน ต่างกันที่วิธีการ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่า GE จะเท่ากับหรือ "เป็นอย่างเดียวกับ" การคัดสรรโดยมนุษย์รูปแบบอื่น ความแตกต่างชัดๆ คือ GE ให้ผลลัพธ์ได้ 2 ทาง คือ TO และ CO โดยเฉพาะผลลัพธ์ในแบบของ TO ซึ่งเป็นสิ่งที่การคัดสรรด้วยวิธีการดั้งเดิมทำไม่ได้

ทำนองเดียวกัน ฝ่ายต่อต้าน GMO จำนวนมากจึงไม่ได้ต่อต้าน GMO ในความหมายกว้าง หรือกระทั่ง GMO ในความหมายแคบที่หมายถึงทั้ง TO และ CO ด้วย กลับกัน ส่วนใหญ่ต่อต้านเฉพาะการดัดแปรพันธุกรรมที่ให้ผลลัพธ์แบบ TO เท่านั้น และนี่เองเป็นเหตุผลให้มีความพยายามแยก  GEO (Genetic Engineered Organisms) และ GMO (Genetic Modified Organisms) ออกจากกัน

ถึงแม้กลุ่มต่อต้านบางกลุ่มจะเห็นว่า ทั้ง TO และ CO ควรถูกมองในระนาบหรือมาตรฐานเดียวกัน [6] แต่ไม่ได้แปลว่า ผู้ต่อต้าน GEO ซึ่งเรียกรวมๆ ด้วยคำว่า GMO จะต่อต้านการคัดสรรโดยมนุษย์ด้วย "วิธีการ" อื่นทั้งหมดอยู่ดี

ความสับสนและเลื่อนไหลในนิยามนี้เอง ไม่ว่าด้วยความจงใจหรือไม่ น่าจะเป็นที่มาของความสับสนในข้อถกเถียงที่ดำเนินอยู่ตอนนี้ ผมเห็นว่าการเข้าใจให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ตนเองต่อต้านหรือปกป้องอยู่ รวมถึงการ "พยายาม" เข้าใจสิ่งที่คนอื่นต่อต้านและปกป้องอยู่ น่าจะช่วยให้การถกเถียงลงเอยด้วยความรู้มากกว่าคำกล่าวหาฝ่ายหนึ่งเป็นพวกมั่วหรือรับเงินมอนซานโท ส่วนอีกฝ่ายเป็นพวกโง่เขลาเบาปัญญา.

 

[1] http://www.usda.gov/wps/portal/usda/usdahome?navid=BIOTECH_GLOSS&navtype=RT&parentnav=BIOTECH

[2] http://knowgenetics.org/transgenic-organisms/

[3] http://www.efsa.europa.eu/sites/default/files/scientific_output/files/main_documents/2561.pdf

[4] http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1439-0523.2008.01619.x/abstract

[5] http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1525145/

[6] http://www.efsa.europa.eu/sites/default/files/scientific_output/files/main_documents/2561.pdf

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”