Skip to main content

Capitalism in the Web of Life: บทสัมภาษณ์ เจสัน ดับเบิลยู. มัวร์[1]
สัมภาษณ์โดย คามิล อะห์ซัน

เจสัน ดับเบิลยู มัวร์ (Jason W. Moore) เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน (Binghamton University) หนังสือเล่มล่าสุดของเขาเรื่อง Capitalism in the Web of Life: Ecology and the Accumulation of Capital (Verso, 2015) เสนอบทวิเคราะห์ทุนนิยมในฐานะระบบนิเวศวิทยารูปแบบหนึ่งที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ

คามิล อะห์ซัน (Kamil Ahsan) เป็นนักเขียนอิสระและนักศึกษาปริญญาเอกด้านชีววิทยาพัฒนาการ มหาวิทยาลัยชิคาโก

คามิล: คุณตอบโต้คู่ตรงข้ามระหว่างธรรมชาติกับสังคม ด้วยการเสนอแนวคิดใหม่เรื่อง “oikos” แนวคิดที่ว่านี้คืออะไร และมันช่วยให้เราวิเคราะห์ระบบทุนนิยมอย่างลึกซึ้งกว่าเดิมได้อย่างไร

เจสัน: พื้นฐานสำคัญของความคิดแบบราดิคัลคือการเพิกเฉยต่อการให้น้ำหนักกับประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโยงใยของชีวิต  สิ่งที่เกิดขึ้นคือความคิดแบบนี้มองธรรมชาติว่าอยู่ภายนอกความสัมพันธ์ของมนุษย์มาตั้งแต่ต้น มองธรรมชาติว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีประวัติศาสตร์ อันนำไปสู่ความคิดที่ว่าธรรมชาติอยู่ตรงนั้นและเราต้องอนุรักษ์ธรรมชาติเพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดหายนะ การคิดเช่นนี้ถูกต้องส่วนหนึ่ง แต่ในทางกลับกันก็เป็นการทำในสิ่งที่พวกราดิคัลถนัด นั่นคือการกล่าวถึงระบบอย่างผิดๆ

พวกราดิคัลพูดถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติส่วนอื่นๆ แต่กลับไม่พูดถึงความสัมพันธ์ของการสร้างชีวิตที่ผลิตทั้งสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ขึ้นมา เผ่าพันธุ์มนุษย์วิวัฒนาการขึ้นผ่านกิจกรรมของการสร้างสภาพแวดล้อมนานัปการ ซึ่งมิได้เปลี่ยนแปลงเพียงภูมิทัศน์ที่พวกเขาอาศัยอยู่ แต่ยังเปลี่ยนชีววิทยาของมนุษย์เองด้วย ตัวอย่างเช่น การควบคุมไฟช่วยให้บรรพบุรุษของมนุษย์พัฒนาระบบการย่อยอาหารที่เล็กลงและใช้ไฟประหนึ่งกระเพาะอาหารภายนอกร่างกาย

แนวคิดหลักเรื่องหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ โดยทั่วไปแล้ว มีธรรมชาติหลายรูปแบบที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงน้อย เช่น การที่โลกหมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน

เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์ของการสร้างชีวิต และเรียกความสัมพันธ์ที่ให้กำเนิดระบบนิเวศที่หลากหลาย รวมถึงตัวมนุษย์เองด้วยว่า oikos มนุษย์สร้างสภาพแวดล้อมที่ตนเองอาศัยอยู่ สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกันและสายสัมพันธ์ร่วมกับชีววิทยาของตนเองอยู่ตลอดเวลา โครงสร้างของอำนาจ การผลิต และที่สำคัญมากๆ คือโครงสร้างของการเจริญพันธุ์ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเกี่ยวกับการที่มนุษย์สร้างภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อม รวมถึงการที่สภาพแวดล้อมเหล่านั้นกำลังสร้างมนุษย์ แต่คลังศัพท์และชุดความคิดต่างๆ ภายใต้วิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามระหว่างธรรมชาติกับสังคมนั้นยากจะเปลี่ยนแปลง เราจึงจำเป็นต้องทำลายคู่ตรงข้ามระหว่างธรรมชาติกับสังคมและเสนอชุดความคิดใหม่ๆ บางอย่างขึ้นมาทดแทน

คามิล: ในช่วงต้นของหนังสือ คุณอ้างถึงข้อสังเกตของคาร์ล มาร์กซ์ ที่ว่ากระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรมได้เปลี่ยน “เลือดให้กลายเป็นทุน” คุณพูดถึงการเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ต่อไปเมื่อกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงงานของธรรมชาติทุกรูปแบบให้กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่า ตามประวัติศาสตร์แล้ว มีธรรมชาติรูปแบบใดบ้างที่ทุนนิยมนำไปใช้ประโยชน์ และอะไรคือแนวโน้มของทุนนิยมที่มีต่อธรรมชาติในส่วนที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์

เจสัน: ทุนนิยมเป็นระบบที่แปลกประหลาด เพราะมันไม่ใช่ระบบที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างที่พวกนักอนุรักษ์ชอบพูดกัน ทุนนิยมมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในทิศทางที่จำกัด นั่นคือการที่มนุษย์ทำงานอยู่ภายในระบบของสินค้าซึ่งวางรากฐานอยู่บนการขูดรีด เช่น แรงงานทำงาน 4 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ค่าแรงของตน และทำงานอีก 4-10 ชั่วโมงเพื่อนายทุน นั่นเป็นมิติหนึ่งที่มาร์กซ์สนใจ แต่เขาเองตระหนักถึงมิติที่กว้างกว่านี้  

ทุนนิยมปฏิบัติต่อส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ภายในความสัมพันธ์ที่ผูกไว้ด้วยเงินตราและถูกผลิตซ้ำภายในความสัมพันธ์ที่ผูกไว้ด้วยเงินตรา ในฐานะที่เป็นสังคม แต่ในทางตรงกันข้าม ทุนนิยมยังเป็นดินแดนเอกเทศของการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้าภายในมหาสมุทรของการใช้ประโยชน์จากงาน/พลังงานไร้ค่าจ้างอันกว้างใหญ่กว่ามาก กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนของคนงานโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ในเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน หรือในดีทรอยต์เมื่อ 70 ปีที่แล้ว พึ่งพาการใช้ประโยชนจากงาน/พลังงานไร้ค่าจ้างจากธรรมชาติส่วนอื่นๆ เหนือสิ่งอื่นใด ทุนนิยมเป็นระบบอันเรืองรองและเป็นอันตรายของการ “ใช้ประโยชน์จากผู้หญิง ธรรมชาติ และดินแดนอาณานิคม” ตามถ้อยความที่ยอดเยี่ยมของมาเรีย มีส

ปัญหาของทุนนิยมในทุกวันนี้คือ โอกาสในการใช้ประโยชน์จากงานอย่างฟรีๆ ทั้งจากป่าไม้ มหาสมุทร สภาพภูมิอากาศ พื้นดิน และมนุษย์กำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน กระแสของทุนที่ล่องลอยอยู่ทั่วโลกคอยมองหาอะไรก็ตามมาลงทุนกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มุมมองต่อทุนนิยมในหนังสือเล่มนี้บ่งชี้ถึงบางสิ่งที่มีพลวัตเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและจะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่มีเสถียรภาพมากขึ้นในอีกหนึ่งหรือสองทศวรรษข้างหน้า เรามีทุนมากมายที่ต้องการการลงทุนและโอกาสในการได้งานอย่างฟรีๆ หดตัวอย่างมหาศาล  นี่หมายความว่าทุนนิยมต้องเริ่มจ่ายต้นทุนธุรกิจของตน ซึ่งก็หมายความว่าโอกาสในการลงทุนกำลังลดลง เงินเหล่านี้เองที่ไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรกับมัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับคำวิจารณ์ของพวกราดิคัลมีอยู่สองเรื่องคู่ขนานกัน อย่างแรกคือโลกกำลังถึงจุดจบตามแนวคิดว่าด้วยหายนะของดาวเคราะห์ดวงนี้ของจอห์น เบลลามี ฟอสเตอร์ และอีกอย่างหนึ่งคือเห็นว่าทุนนิยมประสบปัญหาเรื่องการบริโภคต่ำเกินไปและปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งสองนี้จะไม่สมบูรณ์หากปราศจากกันและกัน และมันจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาร่วมกัน เมื่อใดก็ตามที่คุณนำวิกฤตทางนิเวศวิทยามาพิจารณาร่วมกับทฤษฎีว่าด้วยวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ชุดคำที่ใช้ทำความเข้าใจความรุ่งเรืองและร่วงโรย และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะเริ่มเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับในทางกลับกัน สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ การที่ประเด็นหลักของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่แตกต่างกันไปตามชนชั้น เชื้อชาติ และเพศสภาพ เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับวิธีการทำงานของทุนนิยมภายในโยงใยของชีวิต

[1] แปลจาก Kamil Ahsan, “Capitalism in the Web of Life: Interview with Jason W. Moore,” Viewpoint September 28, 2015 https://viewpointmag.com/2015/09/28/capitalism-in-the-web-of-life-an-interview-with-jason-moore/

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”