Skip to main content

Capitalism in the Web of Life: บทสัมภาษณ์ เจสัน ดับเบิลยู. มัวร์[1]
สัมภาษณ์โดย คามิล อะห์ซัน

เจสัน ดับเบิลยู มัวร์ (Jason W. Moore) เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน (Binghamton University) หนังสือเล่มล่าสุดของเขาเรื่อง Capitalism in the Web of Life: Ecology and the Accumulation of Capital (Verso, 2015) เสนอบทวิเคราะห์ทุนนิยมในฐานะระบบนิเวศวิทยารูปแบบหนึ่งที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ 

คามิล อะห์ซัน (Kamil Ahsan) เป็นนักเขียนอิสระและนักศึกษาปริญญาเอกด้านชีววิทยาพัฒนาการ มหาวิทยาลัยชิคาโก

คาลิล: พูดถึงเรื่องกระบวนการแรงงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกดขี่ของทุนในทัศนะแบบมาร์กซิสต์คลาสสิก คุณแย้งว่ามาร์กซ์ไม่เพียงเห็นว่าส่วนสำคัญของทุนนิยมประกอบด้วยแรงงานที่มีค่าจ้าง แต่ยังรวมไปถึงพลังงานและงานที่ไม่มีค่าจ้างของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิง ตลอดจนธรรมชาตินอกเหนือจากมนุษย์เองด้วย คุณยังตั้งข้อสังเกตไว้อีกว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ดูเหมือนเราเองจะค่อยๆ ทำให้ค่าแรงกับงานเป็นศัตรูกับสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามที่ไม่ถูกต้องนัก เราจะก้าวข้ามคู่ตรงข้ามที่คุณพยายามทำลายนี้ไปได้อย่างไร

เจสัน: ผมกล่าวไปถึงหัวใจสำคัญของวิธีคิดแบบมาร์กซิสต์เพื่อแยกแยะให้เห็นถึงการตีความใหม่ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของมาร์กซ์ มูลค่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดของพวกมาร์กซิสต์ที่เล่นเอาผมแทบหลับเวลามีใครพูดคำว่า “กฎของมูลค่า” ขึ้นมา แต่ในทุกอารยธรรมต่างก็มีวิธีในการให้มูลค่ากับชีวิต ไม่ใช่แค่ทุนนิยมเท่านั้น สิ่งที่ทุนนิยมทำคือการบอกว่า เอาล่ะ สิ่งสำคัญคือผลิตภาพแรงงานภายในความสัมพันธ์ที่ผูกไว้ด้วยเงินตรา จากนั้นเราจะปรับมูลค่างานของผู้หญิง ธรรมชาติ และเมืองอาณานิคมให้ลดลง สิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกับข้อถกเถียงแบบมาร์กซิสต์ทั่วๆ ไป ในระบบทุนนิยมมีกฎของมูลค่าอยู่ประเภทหนึ่ง คือกฎของ “ธรรมชาติราคาถูก” หรือกฎของการลดทอนมูลค่าของงานของมนุษย์ พร้อมกับธรรมชาติที่เหลือลงตามลำดับ

ผมเติบโตในฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิกตอนที่การเมืองประเภทนี้กำลังเติบโต ในด้านหนึ่ง คุณเจอกับพวกอนุรักษ์ที่ต้องการปกป้องป่าไม้โบราณเอาไว้ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว อีกด้านหนึ่ง พวกกระฎุมพีรวมถึงสหภาพแรงงานก็บอกว่าพวกเราต้องการงานทำ

สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งเองก็เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขของการแสวงหากำไรไปอย่างถึงที่สุด เราเห็นสิ่งนี้ได้จากเรื่องของอาหาร โลกสมัยใหม่เติบโตขึ้นได้จากอาหารราคาถูกซึ่งหามาได้ถ้าเรามีสภาพภูมิอากาศที่เป็นปกติ มีพื้นดินมากมาย และแรงงานราคาถูก ทั้งหมดนี้ทำให้คุณผลิตพลังงานได้ในราคาที่ค่อนข้างถูก แต่เราเห็นการก่อตัวของการเคลื่อนไหวเพื่ออธิปไตยทางอาหารที่บอกว่าไม่มีงานอะไรให้ทำและไม่มีทางที่เราจะใช้งานธรรมชาติแบบฟรีๆ ไปมากกว่านี้แล้ว เพราะว่าในตอนนี้เรากำลังเห็นว่าธรรมชาติกำลังเอาคืนจากการที่เราทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกกลายเป็นแหล่งระบายมลพิษ

ผมขอยกตัวอย่าง เรายังได้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียซึ่งประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 1,200 ปี มีคนบอกเราว่าศูนย์กลางของการปลูกพืชเศรษฐกิจในอเมริกาเหนืออาจสาบสูญไปภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ เพราะฉะนั้น มองจากหลายๆ มุมแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งขึ้นกำลังทำให้วาทกรรมเรื่อง “งาน vs. สิ่งแวดล้อม” เป็นสิ่งล้าสมัย

คาลิล: คุณให้ความสำคัญมากกับวิธีปฏิบัติการของทุนนิยม ซึ่งคือการใช้ประโยชน์จากงานที่ไร้ค่าจ้างซึ่งจำเป็นในทางสังคม ขณะที่ทั้งฝ่ายนักอนุรักษ์และฝ่ายซ้ายเองมักจะมองข้ามประเด็นนี้ คุณพอจะยกตัวอย่างได้ไหม

เจสัน: สิ่งแรกที่คุณต้องตระหนักก็คือ มายาคติที่ทรงพลังที่สุดที่ทำงานอยู่ในความคิดของนักอนุรักษ์และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม มายาคติที่ว่าคือข้อเสนอของแนวคิดเกี่ยวกับ “ยุคสมัยของมนุษย์” (Anthropocene) ในทุกวันนี้ซึ่งบอกว่าสิ่งเลวร้ายทุกอย่างเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมมีจุดเริ่มต้นจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำและถ่านหินในอังกฤษเมื่อราวปี 1800 ซึ่งไม่จริงเลย แต่ความคิดนี้ถูกปลูกผังเวลาที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะเวลาที่เราคิดเกี่ยวกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม  

จริงๆ แล้ว เราสามารถเห็นความรุ่งเรืองของทุนนิยมได้ชัดเจนที่สุดในศตวรรษที่ 15 16 และ 17 จากการที่ภูมิประเทศต่างๆ รวมถึงผู้คนบนภูมิประเทศเหล่านั้นแปรเปลี่ยนไป ระหว่างปี 1450 ถึง 1750 ได้เกิดการปฏิวัติด้านการสร้างสิ่งแวดล้อม (environment-making) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยทั้งในแง่ขนาด ความรวดเร็ว และขอบเขต

ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดคือการพิชิตอเมริกา ซึ่งเป็นมากกว่าแค่การบุกยึดทางทหารหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น โลกใหม่กลายเป็นสถานที่ทดลองของทุนนิยมอุตสาหกรรมในทุกด้าน เราเห็นจุดเริ่มต้นได้จากอุตสาหกรรมไร่อ้อย (sugar plantation) ตามมาด้วยเหมืองแร่เงินในเมืองโปโตซีในโบลิเวียในปัจจุบัน ในสเปน และในเม็กซิโกในทุกวันนี้ มีระบบการผลิตขนาดมหึมา เครื่องจักรจำนวนมหาศาล เงินทุนหมุนเวียน มีแรงงานที่ถูกจัดระบบด้วยเวลาและหน้าที่ ทั้งหมดคือเงื่อนไขพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากงานของธรรมชาติฟรีๆ หรือด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก รวมถึงการแปลงงานให้กลายเป็นสิ่งที่ซื้อขายได้

สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำลายดินและเขตเทือกเขาต่างๆ เช่น เทือกเขาแอนดีสซึ่งกลายเป็นเขาหัวโล้นทำให้เกิดการสึกกร่อนของดินอย่างรุนแรง แต่ความเสียหายนี้ยังครอบคลุมถึงมนุษย์ด้วย เป็นต้นว่าในเขตอุปราชแห่งเปรูในศตวรรษที่ 16 และ 17 ชาวคาสตีลและชาวสเปนมีคำเรียกพิเศษสำหรับคนพื้นเมืองว่า “naturales” คนงานและคนพื้นเมืองเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

บทสนทนาทำนองเดียวกันยังลามไปถึงประเด็นเรื่องทาสชาวแอฟริกัน การค้าทาสแอฟริกันเป็นความเป็นจริงที่มาพร้อมกับอุตสาหกรรมไร่อ้อย ซึ่งบอกเราถึงเรื่องสำคัญบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ว่าพื้นดินของโลกใหม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์และป่าไม้ถูกตัดจนหมดไป แต่ยังรวมถึงเรื่องที่ว่าทาสแอฟริกันถูกปฏิบัติในฐานะที่ไม่ใช่มนุษย์หรือส่วนหนึ่งของสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ งานของชาวแอฟริกันถูกใช้ประโยชน์ งานจากดินและป่าไม้ถูกใช้ประโยชน์ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติในรูปแบบใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นบนฐานของสิ่งเหล่านี้ และความสัมพันธ์นั้นเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

ทุกครั้งๆ ที่จักรวรรดิใหม่ออกเดินทาง ชาวโปรตุเกสที่เดินทางไปยังโลกใหม่และมหาสมุทรอินเดีย ชาวดัชต์ ชาวสเปน สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการเริ่มเก็บสะสมธรรมชาติทุกอย่างที่หาได้รวมถึงมนุษย์ และพยายามถอดรหัสและทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้น สุดท้ายจะมีกระบวนการที่น่าอัศจรรย์ในการใช้ประโยชน์จากงานที่ไร้ค่าแรงเพื่อการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้า สิ่งแรกที่นายทุนทุกคนหรือเป็นสิ่งที่อำนาจอาณานิคมต้องการคือการลงทุนให้น้อย แต่ได้พลังงานที่มีประโยชน์กลับมามาก ไม่ว่าจะในรูปของเงิน น้ำตาล ต่อมาก็เป็นยาสูบ แล้วก็ฝ้ายในช่วงที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรุ่งเรือง กระบวนการนี้เป็นพื้นฐานของการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ หรือก่อนหน้านั้นอย่างนวัตกรรมการต่อเรือ คือเป็นการหาหนทางใหม่ๆ ในการใช้งานธรรมชาติฟรีๆ หรือด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุดในปริมาณที่มากที่สุด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้ำมันตลอดศตวรรษที่ผ่านมานี้เช่นกัน  

[1] แปลจาก Kamil Ahsan, “Capitalism in the Web of Life: Interview with Jason W. Moore,” Viewpoint September 28, 2015 https://viewpointmag.com/2015/09/28/capitalism-in-the-web-of-life-an-interview-with-jason-moore/

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”